# Media Agency คืออะไร วางแผนและซื้อสื่อโฆษณาอย่างไร

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/what-is-media-agency-marketing-budget-roi · เผยแพร่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Media Agency คือใคร แยกงานวางแผนสื่อกับจัดซื้อสื่ออย่างไร คิดค่าบริการแบบไหน ธุรกิจขนาดไหนถึงคุ้ม และควรระบุอะไรในสัญญาเพื่อให้ตรวจสอบค่าสื่อได้

## Key Takeaways

- **Media Agency รับผิดชอบการกระจายชิ้นงาน ไม่ใช่การผลิตชิ้นงาน** — งานแบ่งเป็นสองส่วนคือการวางแผนว่าจะลงสื่อใดเมื่อใด และการจัดซื้อพื้นที่สื่อจริงกับเจ้าของสื่อ
- **ค่าบริการมีสองรูปแบบที่ให้แรงจูงใจต่างกัน** — แบบคิดเป็นสัดส่วนของงบสื่อ กับแบบค่าบริการคงที่รายเดือน รูปแบบแรกทำให้รายได้ของเอเจนซีผูกกับขนาดงบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรคุยกันตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา
- **ความโปร่งใสของค่าสื่อเป็นเรื่องที่ต้องระบุในสัญญา** — ผลการศึกษาของ ANA ร่วมกับ K2 Intelligence ปี 2559 ซึ่งสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง 150 ราย พบว่าการซื้อสื่อในตลาดสหรัฐมีรูปแบบที่ผู้ลงโฆษณาตรวจสอบได้ยากหลายแบบ ข้อเสนอของรายงานคือให้กำหนดสิทธิ์ตรวจสอบไว้ในสัญญา

ธุรกิจที่งบสื่อโตขึ้นจนต้องซื้อโฆษณาหลายช่องทางพร้อมกัน มักเริ่มสงสัยว่าเงินไปถึงผู้ชมจริงแค่ไหน และถ้าจ้างมีเดียเอเจนซีมาดูแล จะตรวจค่าสื่อที่จ่ายผ่านเอเจนซีได้อย่างไร คำถามสองข้อนี้ต้องตอบให้ได้ก่อนเรื่องราคา บทนี้อธิบายว่ามีเดียเอเจนซีรับงานส่วนใด งานวางแผนกับงานจัดซื้อต่างกันอย่างไร ธุรกิจขนาดไหนที่จ้างแล้วคุ้ม ค่าบริการแต่ละแบบสร้างแรงจูงใจอย่างไร และควรเขียนอะไรในสัญญาเพื่อตรวจเส้นทางของเงินได้

Media Agency หรือมีเดียเอเจนซี คือบริษัทที่รับงานวางแผนและจัดซื้อพื้นที่สื่อโฆษณาให้แบรนด์ หน้าที่หลักคือตัดสินใจว่าชิ้นงานที่มีอยู่ควรไปปรากฏบนสื่อใด ช่วงเวลาไหน ด้วยความถี่เท่าใด แล้วดำเนินการซื้อพื้นที่นั้นจริง จุดต่างจากครีเอทีฟเอเจนซีคือเอเจนซีกลุ่มนี้ไม่ได้ผลิตชิ้นงาน แต่รับผิดชอบการกระจายชิ้นงานให้ถึงผู้ชม

งานนี้แยกออกมาเป็นธุรกิจเฉพาะทางเพราะการซื้อสื่อต้องใช้ทั้งข้อมูลพฤติกรรมผู้ชม ความสัมพันธ์กับเจ้าของสื่อ และระบบที่ประมูลพื้นที่โฆษณาออนไลน์แบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นคนละทักษะกับการคิดและผลิตงานโฆษณา

## Media Agency คืออะไร และรับงานส่วนไหน

มีเดียเอเจนซีทำงานต่อจากจุดที่ชิ้นงานโฆษณาพร้อมแล้ว หน้าที่คือทำให้ชิ้นงานนั้นไปปรากฏต่อหน้ากลุ่มเป้าหมายในต้นทุนที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งสื่อออฟไลน์อย่างโทรทัศน์ วิทยุ สื่อนอกบ้าน และโรงภาพยนตร์ กับสื่อออนไลน์อย่างโซเชียลมีเดีย เสิร์ช และระบบซื้อสื่ออัตโนมัติ

สิ่งที่ไม่รวมอยู่ในขอบเขตงานคือการคิดแนวคิดหลักและการผลิตชิ้นงาน ธุรกิจที่จ้างมีเดียเอเจนซีจึงต้องมีชิ้นงานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะผลิตเองหรือจ้างครีเอทีฟเอเจนซีอีกราย รายละเอียดของงานฝั่งผลิตอ่านได้ใน[Creative Agency คืออะไร? นักสร้างสรรค์เบื้องหลังแคมเปญไวรัล](https://phygital.co.th/insights/what-is-creative-agency)

### Media Agency ต่างจาก Digital Agency อย่างไร

ต่างกันที่ขอบเขตสื่อและหน้าที่ มีเดียเอเจนซีดูแลการวางแผนและจัดซื้อสื่อทุกประเภททั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยเน้นการบริหารงบสื่อเป็นหลัก ส่วนเอเจนซีการตลาดออนไลน์ดูแลเฉพาะช่องทางดิจิทัลแต่รวมงานเนื้อหาและการบริหารช่องทางด้วย ธุรกิจที่ใช้สื่อออฟไลน์ร่วมด้วยจึงมักต้องการเอเจนซีกลุ่มแรก

### Media Agency กับเอเจนซีโฆษณาต่างกันอย่างไร

เอเจนซีโฆษณา (advertising agency) เป็นคำเรียกกว้างของบริษัทที่รับงานโฆษณาให้แบรนด์ ซึ่งอาจรวมการคิดแนวคิด การผลิตชิ้นงาน และการซื้อสื่อไว้ในที่เดียว ส่วนมีเดียเอเจนซีรับเฉพาะการวางแผนและจัดซื้อพื้นที่สื่อ ธุรกิจที่ยังไม่มีชิ้นงานจึงต้องการเอเจนซีที่ผลิตงานได้ด้วย ส่วนธุรกิจที่มีชิ้นงานพร้อมแล้วและต้องการคนบริหารงบสื่อหลายช่องทาง เหมาะกับมีเดียเอเจนซีมากกว่า

สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจถึงเวลาจ้างเอเจนซีโฆษณา อธิบายไว้ใน[ทำไมต้องจ้างเอเจนซีโฆษณา? 5 สัญญาณเตือนที่ธุรกิจต้องรู้](https://phygital.co.th/insights/why-hire-advertising-agency/) ส่วนขอบเขตงานโฆษณาที่ฟิจิทัลดูแลทั้งบนสื่อออนไลน์และสื่อนอกบ้าน อยู่ในหน้า[บริการโฆษณา](https://phygital.co.th/solutions/advertising)

## Media Planning กับ Media Buying ต่างกันอย่างไร

สองงานนี้อยู่ในเอเจนซีเดียวกันแต่ใช้ทักษะคนละชุด และมักเป็นคนละทีมกันในองค์กรขนาดใหญ่

| หัวข้อ                 | Media Planning                                                    | Media Buying                                                     |
| ---------------------- | ----------------------------------------------------------------- | ---------------------------------------------------------------- |
| **คำถามหลัก**         | ควรลงสื่อใด เมื่อใด ด้วยสัดส่วนงบเท่าใด                    | จะได้พื้นที่นั้นในราคาและเงื่อนไขแบบใด                  |
| **ข้อมูลที่ใช้**     | พฤติกรรมการรับสื่อของกลุ่มเป้าหมาย ผลของแคมเปญก่อนหน้า | ราคากลางของสื่อ ตารางพื้นที่ว่าง เงื่อนไขของเจ้าของสื่อ  |
| **ผลงานที่ส่งมอบ** | แผนสื่อพร้อมการแบ่งงบและช่วงเวลา                          | ใบยืนยันการจองพื้นที่และรายงานการลงจริง                 |
| **ตัวชี้วัด**        | การเข้าถึง ความถี่ และสัดส่วนกลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุม     | ต้นทุนต่อการเข้าถึงหนึ่งพันคน และส่วนต่างจากราคากลาง |

งานสองส่วนนี้ต้องต่อกัน แผนที่ดีแต่ซื้อพื้นที่ไม่ได้ตามที่วางไว้จะทำให้ผลไม่ตรงเป้า ส่วนการซื้อได้ราคาถูกแต่ผิดช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายรับสื่อก็ไม่เกิดผลเช่นกัน บทบาทของแต่ละตำแหน่งอธิบายไว้ใน[Media Planner คืออะไร คนตัดสินว่างบสื่อจะไปลงที่ไหน](https://phygital.co.th/insights/what-is-media-planner-advertising-budget)

### Media Planning กับ Media Buying ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร

Media Planning คือขั้นตัดสินใจว่างบควรแบ่งไปที่สื่อใดและช่วงเวลาไหน โดยอิงพฤติกรรมการรับสื่อของกลุ่มเป้าหมาย ส่วน Media Buying คือขั้นเจรจาและจัดซื้อพื้นที่จริงกับเจ้าของสื่อ ตัวชี้วัดของสองงานต่างกัน งานแรกวัดที่การเข้าถึงและความถี่ งานที่สองวัดที่ต้นทุนต่อการเข้าถึงและเงื่อนไขที่ได้

## ธุรกิจขนาดไหนที่การจ้าง Media Agency คุ้มค่า

ความคุ้มค่าขึ้นกับสัดส่วนระหว่างค่าบริการกับส่วนที่ประหยัดได้จริง ไม่ได้ขึ้นกับขนาดธุรกิจโดยตรง เงื่อนไขที่ทำให้การจ้างคุ้มมีสามข้อ

1. **ใช้สื่อหลายประเภทพร้อมกัน** เมื่อต้องบริหารทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ในแคมเปญเดียว การมีทีมกลางที่เห็นงบทั้งก้อนช่วยไม่ให้สื่อแต่ละตัวทำงานซ้ำกันเอง
2. **งบสื่อใหญ่พอที่ส่วนต่างจะคุ้มค่าบริการ** หากค่าบริการคิดเป็นสัดส่วนของงบ ส่วนที่เอเจนซีช่วยประหยัดหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ต้องมากกว่าค่าบริการนั้น จึงจะคุ้ม
3. **ต้องการการตรวจสอบและรายงานที่เป็นระบบ** องค์กรที่มีฝ่ายจัดซื้อหรือต้องรายงานต่อคณะกรรมการ มักต้องการเอกสารยืนยันการลงสื่อที่ตรวจย้อนหลังได้ ซึ่งเป็นงานที่เอเจนซีทำเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว

ธุรกิจที่ใช้เฉพาะช่องทางออนไลน์ด้วยงบไม่มาก มักบริหารเองผ่านเครื่องมือของแพลตฟอร์มได้คุ้มกว่า เพราะค่าบริการจะกลายเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับงบที่มี

### ธุรกิจขนาดเล็กควรจ้าง Media Agency หรือบริหารเอง

ควรพิจารณาจากจำนวนสื่อที่ใช้และขนาดงบ ธุรกิจที่ลงเฉพาะช่องทางออนไลน์หนึ่งถึงสองช่องทางด้วยงบไม่มาก มักบริหารเองผ่านเครื่องมือของแพลตฟอร์มได้คุ้มกว่า ส่วนธุรกิจที่ใช้สื่อหลายประเภทพร้อมกันหรือมีข้อกำหนดเรื่องการตรวจสอบเอกสาร จะได้ประโยชน์จากการมีทีมกลางดูแล

## โครงสร้างค่าบริการและแรงจูงใจที่ตามมา

ค่าบริการของมีเดียเอเจนซีมีสองรูปแบบหลัก และแต่ละแบบสร้างแรงจูงใจต่างกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรเข้าใจก่อนเลือก

**แบบคิดเป็นสัดส่วนของงบสื่อ** เอเจนซีได้ค่าบริการตามขนาดงบที่บริหาร ข้อดีคือค่าใช้จ่ายแปรผันตามงาน ธุรกิจที่ลดงบก็จ่ายน้อยลงตาม ข้อควรระวังคือรายได้ของเอเจนซีผูกกับขนาดงบ การแนะนำให้ลดงบเมื่อช่องทางใดถึงจุดอิ่มตัวจึงสวนทางกับรายได้ของผู้แนะนำเอง

**แบบค่าบริการคงที่รายเดือน** เอเจนซีได้ค่าบริการเท่าเดิมไม่ว่างบจะมากหรือน้อย ข้อดีคือคำแนะนำเรื่องการเพิ่มหรือลดงบไม่กระทบรายได้ของผู้แนะนำ ข้อควรระวังคือถ้างานขยายขึ้นมากโดยค่าบริการเท่าเดิม คุณภาพการดูแลอาจลดลง จึงควรระบุขอบเขตงานที่ครอบคลุมให้ชัด

ทั้งสองแบบใช้งานได้จริงและมีคนใช้ทั้งคู่ สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกแบบใด คือการรู้ว่าแบบที่เลือกให้แรงจูงใจอย่างไร แล้วเขียนเงื่อนไขในสัญญาให้ครอบคลุมจุดนั้น เช่น กำหนดให้เอเจนซีรายงานเมื่อพบว่าช่องทางใดถึงจุดที่เพิ่มงบแล้วผลไม่เพิ่มตาม

### Media Agency คิดค่าบริการอย่างไร

มีสองรูปแบบหลัก คือคิดเป็นสัดส่วนของงบสื่อที่บริหาร กับคิดเป็นค่าบริการคงที่รายเดือน แบบแรกทำให้ค่าใช้จ่ายแปรผันตามขนาดงาน แบบที่สองทำให้คำแนะนำเรื่องการเพิ่มหรือลดงบไม่ผูกกับรายได้ของเอเจนซี ธุรกิจควรถามรูปแบบที่ใช้ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา และระบุเงื่อนไขการรายงานให้ชัดในทั้งสองกรณี

## สิ่งที่ควรระบุในสัญญาเพื่อให้ตรวจสอบค่าสื่อได้

เส้นทางของเงินค่าสื่อผ่านหลายทอดกว่าจะถึงเจ้าของสื่อ โดยเฉพาะในระบบซื้อสื่ออัตโนมัติที่มีตัวกลางหลายชั้น ประเด็นนี้ถูกศึกษาอย่างเป็นระบบมาแล้ว

[ผลการศึกษาที่สมาคมผู้ลงโฆษณาแห่งชาติของสหรัฐ (ANA) ว่าจ้าง K2 Intelligence ดำเนินการ เผยแพร่เมื่อ 7 มิถุนายน 2559](https://www.ana.net/content/show/id/pr-2016-rebates-other) สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องในระบบซื้อสื่อ 150 ราย และพบรูปแบบที่ผู้ลงโฆษณาตรวจสอบได้ยากหลายแบบ เช่น ส่วนลดที่เจ้าของสื่อคืนให้เอเจนซีตามปริมาณการซื้อรวม และการที่เอเจนซีซื้อสื่อมาถือไว้เองก่อนขายต่อให้ลูกค้า ซึ่งรายงานระบุว่ามีส่วนต่างตั้งแต่ 30% ถึง 90% ข้อเสนอของรายงานคือให้ผู้ลงโฆษณาทบทวนสัญญาและกำหนดสิทธิ์ตรวจสอบไว้ให้ชัด

ข้อมูลชุดนี้เป็นการศึกษาในตลาดสหรัฐเมื่อปี 2559 ไม่ใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับผู้ให้บริการรายใดหรือตลาดไทย แต่รายการสิ่งที่ควรระบุในสัญญาที่ได้จากรายงานใช้ได้ทั่วไป

* **สิทธิ์ตรวจสอบเอกสารการซื้อจริง** ระบุว่าผู้ลงโฆษณาขอดูใบยืนยันจากเจ้าของสื่อได้ พร้อมกำหนดระยะเวลาที่เอเจนซีต้องเก็บเอกสาร
* **การเปิดเผยว่าเอเจนซีทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือเป็นผู้ขาย** สองสถานะนี้ต่างกันที่ว่าเงินส่วนต่างเป็นของใคร จึงควรระบุให้ชัดต่อรายการซื้อ
* **การเปิดเผยส่วนลดหรือผลตอบแทนที่ได้จากเจ้าของสื่อ** พร้อมข้อตกลงว่าจะจัดสรรอย่างไรระหว่างสองฝ่าย
* **สิทธิ์ในบัญชีโฆษณาและข้อมูล** ระบุว่าบัญชีโฆษณา ข้อมูลผู้ชม และรายงานย้อนหลังเป็นของผู้ลงโฆษณา และส่งมอบได้เมื่อจบสัญญา

### จะตรวจสอบได้อย่างไรว่าค่าสื่อที่จ่ายไปถึงเจ้าของสื่อจริง

วิธีที่ตรงที่สุดคือระบุสิทธิ์ตรวจสอบไว้ในสัญญาตั้งแต่ต้น ทั้งการขอดูใบยืนยันการซื้อจากเจ้าของสื่อ การระบุว่าเอเจนซีทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือผู้ขายในแต่ละรายการ และการเปิดเผยส่วนลดที่ได้รับ อีกทางที่ใช้กันคือให้แบรนด์เปิดบัญชีโฆษณาในชื่อตัวเองแล้วให้เอเจนซีเข้ามาบริหาร ซึ่งทำให้เห็นค่าใช้จ่ายจริงได้โดยตรง

## ทิศทางสื่อไทยที่มีผลต่อการวางแผน

การจัดสรรงบควรอิงข้อมูลตลาดที่ตรวจสอบได้ ตัวเลขล่าสุดของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ระบุว่าเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลไทยอยู่ที่ 32,247 ล้านบาทในปี 2568 และถูกคาดการณ์ไว้ที่ 32,145 ล้านบาทในปี 2569 ซึ่งลดลง 0.3% เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ภาวะนี้ทำให้การเพิ่มยอดขายต้องมาจากการแย่งส่วนแบ่ง มากกว่ามาจากตลาดที่ขยายตัว

ฝั่งแพลตฟอร์ม TikTok เติบโต 16% ในปี 2568 จนแซง YouTube ขึ้นเป็นอันดับสองของเม็ดเงิน ขณะที่ Meta ยังรับเม็ดเงินมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงระดับนี้มีผลกับแผนสื่อโดยตรง เพราะต้นทุนต่อการเข้าถึงในแต่ละแพลตฟอร์มขยับตามปริมาณผู้ลงโฆษณาที่เข้ามาแข่ง รายละเอียดรายหมวดและรายแพลตฟอร์มอ่านได้ใน[เจาะลึกงบโฆษณาดิจิทัลไทย 2026 ใครจ่ายหนัก เงินไหลไปไหน](https://phygital.co.th/insights/thailand-digital-ad-spend-2026)

---

## ตกลงเรื่องความโปร่งใสก่อนตกลงเรื่องราคา

การเลือกมีเดียเอเจนซีมักเริ่มจากการเทียบข้อเสนอด้านราคา ทั้งที่ตัวแปรที่มีผลกับเงินมากกว่าคือโครงสร้างค่าบริการและสิทธิ์ตรวจสอบ เพราะทั้งสองเรื่องกำหนดว่าเงินส่วนที่มองไม่เห็นในใบเสนอราคาจะไปอยู่ที่ใด

คำถามที่ควรถามก่อนเซ็นสัญญามีสามข้อ ข้อแรกคือค่าบริการคิดแบบสัดส่วนของงบหรือแบบคงที่ ข้อที่สองคือในแต่ละรายการซื้อ เอเจนซีทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเราหรือเป็นผู้ขายสื่อให้เรา ข้อที่สามคือเราขอดูใบยืนยันจากเจ้าของสื่อได้หรือไม่ และภายในกี่วัน

คำตอบทั้งสามข้อไม่ได้บอกว่าใครดีหรือไม่ดี แต่บอกว่าเราจะตรวจสอบอะไรได้บ้างในภายหลัง เมื่อเขียนลงสัญญาแล้ว การประเมินผลงานในรอบถัดไปจะอิงเอกสารที่ตรวจได้จริง แทนการอิงความไว้ใจเพียงอย่างเดียว

## สรุป

Media Agency คือเอเจนซีที่รับงานวางแผนและจัดซื้อพื้นที่สื่อ โดยไม่รวมการผลิตชิ้นงาน งานแบ่งเป็นสองส่วนที่ใช้ทักษะต่างกันคือการวางแผนสื่อและการจัดซื้อสื่อ ความคุ้มค่าของการจ้างขึ้นกับจำนวนสื่อที่ใช้และขนาดงบ ไม่ใช่ขนาดของธุรกิจโดยตรง เรื่องที่ควรตกลงก่อนราคาคือโครงสร้างค่าบริการและสิทธิ์ตรวจสอบเอกสารการซื้อ ซึ่งเป็นสองจุดที่กำหนดว่าผู้ลงโฆษณาจะตรวจเส้นทางของเงินได้แค่ไหนเมื่อแคมเปญเดินไปแล้ว

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### Media Agency ต่างจาก Creative Agency อย่างไร

ต่างกันที่หน้าที่ในสายงาน ครีเอทีฟเอเจนซีคิดและผลิตชิ้นงาน ส่วนมีเดียเอเจนซีวางแผนและจัดซื้อพื้นที่ให้ชิ้นงานนั้นไปปรากฏ ทั้งสองฝ่ายทำงานในแคมเปญเดียวกันได้ และธุรกิจสามารถจ้างคนละรายหรือจ้างเอเจนซีครบวงจรที่รวมทั้งสองงานไว้ด้วยกันก็ได้

### ต้องมีงบเท่าไรถึงจะจ้าง Media Agency ได้

ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่ละรายกำหนดงบขั้นต่ำต่างกัน หลักที่ใช้ตัดสินคือส่วนที่เอเจนซีช่วยประหยัดหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ต้องมากกว่าค่าบริการ วิธีตรวจคือขอให้ผู้ให้บริการประเมินให้ดูจากงบและสื่อที่ใช้อยู่จริง ก่อนตัดสินใจจ้าง

### จ้างมีเดียเอเจนซีแล้วยังต้องดูแลอะไรเองบ้าง

ต้องดูแลสามเรื่อง คือการอนุมัติแผนและงบ การเตรียมชิ้นงานให้ทันกำหนดลงสื่อ และการตรวจรายงานผลเทียบกับแผนที่ตกลงไว้ โดยเฉพาะเรื่องที่สาม เพราะรายงานที่ไม่มีการเทียบกับแผนเดิมจะบอกไม่ได้ว่างานเป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่

### ทำไมเอเจนซีถึงได้ราคาสื่อถูกกว่าที่แบรนด์ติดต่อเอง

เพราะซื้อพื้นที่รวมให้ลูกค้าหลายรายจึงมีปริมาณการซื้อสูงกว่า และรู้ราคากลางกับช่วงที่พื้นที่เหลือ อย่างไรก็ตามส่วนต่างที่ได้จะกลับมาที่ผู้ลงโฆษณาเท่าไรขึ้นกับข้อตกลง จึงควรระบุเรื่องนี้ในสัญญาแทนการอนุมานว่าส่วนลดทั้งหมดถูกส่งต่อ

### โฆษณาที่คนเดิมเห็นซ้ำหลายครั้งเป็นปัญหาหรือไม่

เป็นปัญหาเมื่อความถี่สูงเกินระดับที่ยังเพิ่มผล เพราะงบส่วนเกินจะไปซ้ำกับคนกลุ่มเดิมแทนที่จะเข้าถึงคนใหม่ วิธีจัดการคือกำหนดเพดานความถี่ในระบบ และเตรียมชิ้นงานหลายชุดเพื่อสลับใช้ ซึ่งเป็นงานที่ต้องวางแผนร่วมกับฝ่ายผลิตตั้งแต่ต้น

### สื่อออฟไลน์ยังจำเป็นในแผนสื่อหรือไม่

ขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายและโจทย์ สื่อออฟไลน์ยังมีเม็ดเงินสัดส่วนใกล้เคียงกับสื่อออนไลน์ในตลาดไทย และมีบทบาทกับการสร้างการรับรู้พร้อมกันในวงกว้าง การตัดสินใจจึงควรดูจากพฤติกรรมการรับสื่อของกลุ่มลูกค้าจริง มากกว่าดูว่าสื่อใดใหม่กว่า

### ควรให้เอเจนซีเปิดบัญชีโฆษณาให้ หรือเปิดในชื่อบริษัทเอง

การเปิดในชื่อบริษัทเองแล้วให้เอเจนซีเข้ามาบริหารมีข้อดีที่เห็นค่าใช้จ่ายจริงได้โดยตรง และข้อมูลผู้ชมที่สะสมไว้ยังอยู่กับบริษัทเมื่อจบสัญญา หากใช้บัญชีของเอเจนซี ควรระบุในสัญญาว่าข้อมูลและรายงานย้อนหลังส่งมอบให้ได้เมื่อสิ้นสุดการทำงานร่วมกัน

## ให้ทุกใบเสนอราคาสื่อ ตรวจย้อนกลับได้ถึงเจ้าของสื่อ

บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด วางแผนและจัดซื้อสื่อให้ธุรกิจโดยแยกรายงานเส้นทางของงบออกจากรายงานผลลัพธ์ พร้อมระบุสิทธิ์ตรวจสอบเอกสารไว้ในข้อตกลงตั้งแต่เริ่มงาน

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
