# Digital กับ Traditional Marketing ลูกค้าวัยไหนยังไม่ออนไลน์

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/what-is-digital-marketing-guide · เผยแพร่ 18 ตุลาคม 2567 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

สำรวจของ สสช. ปี 2567 พบคนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปใช้อินเทอร์เน็ต 67.3% ขณะที่วัย 15-24 ปีใช้ 99.2% ธุรกิจที่มีงบก้อนเดียวควรแบ่งสื่อออฟไลน์กับออนไลน์อย่างไร

## Key Takeaways

- **คนไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปใช้อินเทอร์เน็ต 67.3% จากการสำรวจไตรมาส 4 ปี 2567 ของ สสช.** — ขณะที่กลุ่มอายุ 15-24 ปีใช้ 99.2% และกลุ่ม 40-59 ปีใช้ 95.6% ความต่างนี้อยู่ที่วัย ไม่ใช่อยู่ที่ประเภทธุรกิจ
- **ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่ำที่สุดในประเทศที่ 84.9%** — ส่วนกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 96.4% และนอกเขตเทศบาลต่ำกว่าในเขตเทศบาลราวห้าจุด
- **คนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่บอกว่าไม่จำเป็นหรือไม่สนใจ รองลงมาคือใช้ไม่เป็น** — สองเหตุผลนี้รวมกันเกือบทั้งหมดของผู้ไม่ใช้ 9.1% และบอกธุรกิจว่าสื่อแบบไหนยังเข้าถึงคนกลุ่มนี้ได้

งบการตลาดก้อนเดียวต้องแบ่งระหว่างป้ายหน้าร้าน ใบปลิว วิทยุชุมชน กับโฆษณาบนมือถือ และเจ้าของ SME หลายคนได้ยินคำแนะนำสองแบบที่ขัดกัน ฝั่งหนึ่งบอกว่าทุกคนออนไลน์หมดแล้ว อีกฝั่งบอกว่าลูกค้าของร้านไม่เล่นเน็ต คำตอบที่ใช้ได้จริงเริ่มจากการดูว่าลูกค้าของตัวเองอยู่วัยไหนและอยู่ที่ไหน แล้วเทียบกับตัวเลขทางการว่าคนกลุ่มนั้นใช้อินเทอร์เน็ตมากแค่ไหน บทนี้พาไปดูตัวเลขชุดนั้นและวิธีใช้แบ่งงบ

ตัวเลขทั้งหมดมาจาก[รายงานการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2567 ไตรมาส 4 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ](https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey%5Fdetail/2025/20250228090924%5F27941.pdf) ซึ่งเก็บข้อมูลช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2567 จากประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป บทนี้ใช้เฉพาะตัวเลขที่แยกตามอายุ ภาค เขตการปกครอง อาชีพ และเหตุผลที่ไม่ใช้ ผู้เขียนดาวน์โหลดไฟล์และอ่านตารางในเดือนกันยายน 2569

## สองคำนี้ต่างกันที่ช่องทางและวิธีวัดผล

Traditional Marketing ในบทนี้หมายถึงการตลาดผ่านสื่อที่ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เช่น ป้าย ใบปลิว หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และการขายหน้าร้าน Digital Marketing หมายถึงการตลาดผ่านช่องทางที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย แชต และการค้นหา

ความต่างที่เจ้าของธุรกิจรู้สึกได้ชัดมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือใครเข้าถึงได้ คนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตไม่มีทางเห็นโฆษณาออนไลน์ เรื่องที่สองคือการวัดผล ช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่บอกจำนวนคนเห็นและคนกดได้ทันที ส่วนป้ายหรือใบปลิวต้องใช้วิธีอื่นช่วยวัด เช่น ถามลูกค้าที่เดินเข้าร้าน หรือใช้โค้ดส่วนลดเฉพาะของสื่อชิ้นนั้น

| เรื่องที่เทียบ    | สื่อออฟไลน์                                | สื่อออนไลน์                             |
| ------------------- | -------------------------------------------- | ---------------------------------------- |
| คนที่เข้าถึงได้ | ทุกคนที่ผ่านจุดวางสื่อหรือเปิดสถานี | เฉพาะคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต            |
| การเลือกกลุ่มคน  | เลือกจากพื้นที่และช่วงเวลา              | เลือกจากพื้นที่ ความสนใจ และพฤติกรรม |
| การวัดผล           | ต้องออกแบบวิธีวัดเพิ่ม                   | ระบบนับให้ส่วนหนึ่ง                  |
| การแก้ข้อความ     | พิมพ์หรือผลิตใหม่                         | แก้ได้ระหว่างแคมเปญ                   |

### จำเป็นต้องทุ่มงบไปทางเดียวไหม

ไม่ต้อง คำถามที่ตรงกว่าคือแบ่งงบกี่ส่วนให้แต่ละฝั่ง และตัวเลขที่ใช้ตัดสินคือสัดส่วนลูกค้าที่เข้าถึงได้จากแต่ละช่องทาง ร้านที่ลูกค้าเกือบทั้งหมดใช้อินเทอร์เน็ตอยู่แล้วกับร้านที่ลูกค้าหนึ่งในสามไม่ได้ใช้ ควรมีแผนสื่อต่างกัน

### สื่อออฟไลน์แบบไหนที่ร้านเล็กใช้ได้ในงบไม่มาก

สื่อที่ร้านทำเองได้และอยู่ใกล้จุดซื้อมีหลายแบบ เช่น ป้ายหน้าร้านที่อ่านได้จากถนน ใบปลิวแนบถุงสินค้าให้ลูกค้าเดิมส่งต่อ ประกาศในตลาดหรือศาลาชุมชน สติกเกอร์บนบรรจุภัณฑ์ และสปอตวิทยุชุมชนในพื้นที่ที่คนยังฟัง สื่อแบบนี้เข้าถึงคนที่ไม่ออนไลน์ได้ และถ้าพิมพ์โค้ดหรือคำถามง่าย ๆ ไว้ ร้านก็นับได้ว่ามีลูกค้ามาจากสื่อชิ้นไหน

## กลุ่มอายุที่ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยที่สุด

รายงานแยกสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตามกลุ่มอายุไว้ดังนี้

| กลุ่มอายุ    | ใช้อินเทอร์เน็ต | ใช้โทรศัพท์มือถือ    |
| ------------- | ---------------- | ----------------------- |
| 6-14 ปี       | 97.1%            | ไม่ได้ยกมาในบทนี้ |
| 15-24 ปี      | 99.2%            | 99.3%                   |
| 25-39 ปี      | 98.8%            | 99.1%                   |
| 40-59 ปี      | 95.6%            | ไม่ได้ยกมาในบทนี้ |
| 60 ปีขึ้นไป | 67.3%            | 85.7%                   |

ตัวเลขที่ธุรกิจควรเห็นคือช่องว่างระหว่างสองคอลัมน์ในแถวสุดท้าย คนอายุ 60 ปีขึ้นไปใช้โทรศัพท์มือถือ 85.7% แต่ใช้อินเทอร์เน็ต 67.3% แปลว่ามีคนวัยนี้กลุ่มหนึ่งที่ถือมือถือแต่ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ต รายงานยังพบว่าในกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกด (Feature phone) มี 13.4% สูงกว่ากลุ่มอื่นมาก กลุ่ม 40-59 ปีมีเพียง 1.3%

### ผู้ชายกับผู้หญิงใช้อินเทอร์เน็ตต่างกันมากไหม

ต่างกันไม่มาก รายงานพบว่าผู้ชายใช้อินเทอร์เน็ต 91.9% และผู้หญิงใช้ 89.9% ช่องว่างสองจุดนี้เล็กเมื่อเทียบกับช่องว่างระหว่างวัยที่เกินสามสิบจุด ธุรกิจที่อยากรู้ว่าลูกค้าเข้าถึงได้ทางไหนจึงควรดูอายุก่อนดูเพศ

### คนวัยห้าสิบกว่ายังต้องใช้สื่อออฟไลน์ไหม

ตัวเลขช่วงอายุ 40-59 ปีที่ 95.6% บอกว่าคนวัยนี้ส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ความต่างใหญ่เริ่มที่ 60 ปีขึ้นไป ธุรกิจที่ลูกค้าหลักอยู่ช่วง 40-59 ปีจึงเริ่มจากช่องทางออนไลน์ได้ แต่ยังควรมีป้ายหรือเอกสารที่หน้าร้านสำหรับข้อมูลสำคัญ เช่น เวลาเปิดปิดและเบอร์โทร

### ลูกค้าสูงอายุที่ใช้มือถือปุ่มกดติดต่อร้านทางไหนได้

ทางโทรศัพท์และข้อความสั้น ร้านที่มีลูกค้ากลุ่มนี้ควรพิมพ์เบอร์โทรไว้ในสื่อทุกชิ้นให้อ่านง่าย และไม่ควรให้คิวอาร์โค้ดเป็นทางเดียวในการสั่งซื้อหรือจอง

## ภาค เขตเทศบาล และอาชีพ

สัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างกันตามพื้นที่ด้วย ในไตรมาส 4 ปี 2567 กรุงเทพมหานครอยู่ที่ 96.4% ภาคกลาง 92.5% ภาคใต้ 90.9% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 89.7% และภาคเหนือ 84.9% ซึ่งต่ำที่สุด ในเขตเทศบาลมีผู้ใช้ 93.5% ส่วนนอกเขตเทศบาลมี 88.6%

รายงานยังแยกผู้มีงานทำอายุ 15 ปีขึ้นไปตามอาชีพ กลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยที่สุดคือผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง ที่ 89.4% รองลงมาคือผู้ประกอบอาชีพงานขั้นพื้นฐาน 93.9% ส่วนพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้าอยู่ที่ 97.5% และกลุ่มวิชาชีพกับเสมียนอยู่ที่ 99.9%

### ร้านในอำเภอรอบนอกของภาคเหนือควรอ่านตัวเลขนี้อย่างไร

อ่านว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังออนไลน์ แต่สัดส่วนคนที่ไม่ออนไลน์สูงกว่าเมืองใหญ่ ถ้าลูกค้าหลักเป็นเกษตรกรสูงอายุในพื้นที่นอกเขตเทศบาล สัดส่วนที่เข้าถึงไม่ได้จากช่องทางออนไลน์อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาค เพราะปัจจัยทั้งวัย พื้นที่ และอาชีพซ้อนกัน

## เหตุผลของคนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต

ประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ตมี 9.1% เหตุผลที่ตอบมากที่สุดคือไม่มีความจำเป็นหรือไม่สนใจ 4.8% รองลงมาคือใช้ไม่เป็นหรือไม่มีความรู้และทักษะ 4.1% ค่าใช้จ่ายสูงเกินไปมีเพียง 0.1%

สองเหตุผลแรกบอกเรื่องที่ธุรกิจทำได้ต่างกัน คนที่ไม่เห็นความจำเป็นจะไม่เปลี่ยนเพราะร้านชวนให้สแกนคิวอาร์โค้ด ร้านต้องเข้าหาคนกลุ่มนี้ผ่านสื่อที่เขาใช้อยู่แล้ว ส่วนคนที่ใช้ไม่เป็นอาจเริ่มใช้ถ้ามีคนสอน ร้านที่มีลูกค้ากลุ่มนี้บางแห่งใช้วิธีให้ลูกหลานหรือพนักงานช่วยสมัครบัญชีสมาชิกให้ที่หน้าร้าน

### ร้านช่วยลูกค้าที่ใช้ไม่เป็นได้แค่ไหน

ช่วยได้ในขั้นที่ลูกค้ายินยอม เช่น เปิดแอปของร้านบนเครื่องลูกค้าแล้วสอนกดสะสมแต้ม หรือพิมพ์เบอร์ร้านลงในรายชื่อให้ สิ่งที่ไม่ควรทำคือถือเครื่องของลูกค้าไปกรอกข้อมูลส่วนตัวแทนโดยลูกค้าไม่เห็น ลูกค้าที่ใช้ไม่เป็นมักไม่รู้ว่ากำลังยินยอมเรื่องอะไร พนักงานจึงควรอ่านข้อความยินยอมให้ฟังก่อนกด

### ค่าเน็ตแพงเป็นเหตุผลหลักไหม

ไม่ใช่ตามผลสำรวจนี้ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตที่สูงเกินไปอยู่ที่ 0.1% ของประชาชน ต่ำกว่าสองเหตุผลแรกมาก

## ตัวเลขของ สสช. บอกอะไรไม่ได้

คำถามในแบบสำรวจถามว่าเคยใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงสามเดือนก่อนวันสัมภาษณ์หรือไม่ นิยามนี้ทำให้ตัวเลขมีขอบเขตที่ต้องรู้ห้าเรื่อง

1. **ใช้ไม่เท่ากับเห็นโฆษณา** คนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพียงโทรผ่านแอปแชตกับลูกหลานนับเป็นผู้ใช้ แต่อาจไม่เห็นโฆษณาของร้านเลย
2. **ไม่มีข้อมูลเวลาที่ใช้** รายงานไม่ได้บอกว่าคนแต่ละวัยใช้อินเทอร์เน็ตวันละกี่ชั่วโมง
3. **ไม่มีข้อมูลการดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุ** แบบสำรวจนี้ไม่ได้วัดการใช้สื่อออฟไลน์ จึงบอกไม่ได้ว่าคนที่ไม่ออนไลน์ดูหรือฟังอะไร
4. **ข้อมูลเป็นระดับภาค** ไม่ได้แยกจังหวัดหรืออำเภอ พื้นที่เล็กอาจต่างจากค่าเฉลี่ยของภาคมาก เช่น อำเภอเมืองของจังหวัดใหญ่กับอำเภอบนดอยในภาคเดียวกัน ร้านที่ต้องการตัวเลขระดับพื้นที่ควรจดข้อมูลลูกค้าของตัวเองแทนการพึ่งค่าเฉลี่ย
5. **ข้อมูลปี 2567** ตัวเลขของปีต่อ ๆ ไปอาจเปลี่ยน บทนี้อ่านรายงานเพียงไตรมาสเดียวและไม่ได้ดูแนวโน้มหลายปี

## สามเดือนแรกของงบก้อนเดียว

เดือนแรกเป็นเดือนเก็บข้อมูล เดือนที่สองเป็นเดือนทดลอง และเดือนที่สามเป็นเดือนตัดสิน ลำดับงานสำหรับ SME ที่มีงบการตลาดก้อนเดียวมีห้าขั้น

1. **จดอายุโดยประมาณและพื้นที่ของลูกค้า** สองสัปดาห์แรก แล้วเทียบกับตารางของ สสช.
2. **แบ่งงบตามสัดส่วนลูกค้าที่เข้าถึงได้** จากแต่ละช่องทาง
3. **ใส่ตัววัดในสื่อทุกชิ้น** เช่น โค้ดส่วนลดเฉพาะสื่อ หรือคำถามว่ารู้จักร้านจากไหน
4. **ทดลองหนึ่งเดือน** โดยไม่เปลี่ยนสัดส่วนระหว่างทาง
5. **เทียบต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ของแต่ละช่องทาง** ในเดือนที่สาม แล้วย้ายงบไปช่องทางที่คุ้มกว่า

การแปลงงบเป็นต้นทุนต่อลูกค้าและวิธีจ้างที่ปรึกษามาช่วยวางแผนอ่านได้ที่[บริการที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัล: จ้างเมื่อไร วัดผลอย่างไร](https://phygital.co.th/insights/digital-marketing-consultant-service) ภาพรวมว่าธุรกิจไทยใช้เงินกับสื่อดิจิทัลอย่างไรอยู่ใน[เจาะลึกงบโฆษณาดิจิทัลไทย 2026: ใครจ่ายหนัก เงินไหลไปไหน?](https://phygital.co.th/insights/thailand-digital-ad-spend-2026) วิธีตรวจว่าผลสำรวจใดเชื่อถือได้ ซึ่งยกรายงานของ สสช. ฉบับเดียวกันเป็นตัวอย่าง อยู่ใน[บริการวิจัยตลาด ตรวจอย่างไรว่าผลวิจัยเชื่อถือได้](https://phygital.co.th/insights/market-research-service) เมื่อเลือกทำฝั่งออนไลน์แล้ว การเขียนข้อความถึงลูกค้าแต่ละกลุ่มดูต่อได้ที่[Personalized Marketing ข้อความที่ห้ามบอกว่ารู้จักลูกค้า](https://phygital.co.th/insights/personalized-marketing-data-driven) การทำให้ AI หยิบเนื้อหาของเว็บไปตอบอยู่ใน[GEO คืออะไร งานวิจัยต้นเรื่องทดสอบ 9 วิธีให้ AI หยิบเนื้อหา](https://phygital.co.th/insights/geo-ai-seo-generative-engine-optimization) และขอบเขตงานวางแผนสื่อดูได้ที่หน้า[บริการ Media Planning](https://phygital.co.th/solutions/media)

### แบบฟอร์มจดข้อมูลลูกค้าควรมีกี่ช่อง

สามช่องพอ ให้พนักงานที่ปิดการขายหรือรับเงินเป็นคนจด เพราะเป็นคนที่คุยกับลูกค้าทุกคน สามช่องนั้น คือช่วงอายุโดยประมาณ อำเภอ และรู้จักร้านจากไหน โดยไม่ต้องถามชื่อหรือเบอร์โทร

## สรุป

รายงานไตรมาส 4 ปี 2567 ของ สสช. แสดงว่าคนไทยอายุ 15-59 ปีใช้อินเทอร์เน็ตเกิน 95% แต่กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปใช้ 67.3% ภาคเหนือต่ำที่สุดที่ 84.9% นอกเขตเทศบาลต่ำกว่าในเขต และผู้ทำงานเกษตรใช้น้อยที่สุดในกลุ่มอาชีพ คนที่ไม่ใช้ส่วนใหญ่บอกว่าไม่จำเป็นหรือใช้ไม่เป็น ไม่ใช่เพราะค่าใช้จ่าย ธุรกิจจึงไม่ต้องเลือกระหว่าง Digital กับ Traditional Marketing แต่ต้องแบ่งงบตามสัดส่วนลูกค้าที่เข้าถึงได้จากแต่ละทาง แล้วใส่ตัววัดในสื่อทุกชิ้นเพื่อย้ายงบไปช่องทางที่ได้ลูกค้าใหม่ในต้นทุนต่ำกว่า

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### อายุลูกค้าส่วนใหญ่เกินหกสิบ ควรเลิกทำการตลาดออนไลน์ไหม

ไม่ควร คนอายุ 60 ปีขึ้นไปสองในสามใช้อินเทอร์เน็ต และลูกหลานที่ช่วยตัดสินใจซื้อมักอยู่ในกลุ่มที่ใช้เกือบทั้งหมด แต่ไม่ควรให้ช่องทางออนไลน์เป็นทางเดียว

### ตัวเลขนี้ใช้กับธุรกิจที่ขายให้บริษัทได้ไหม

ใช้ได้บางส่วน รายงานแยกผู้มีงานทำตามอาชีพ กลุ่มผู้จัดการ ข้าราชการระดับอาวุโส และผู้ประกอบวิชาชีพใช้อินเทอร์เน็ตเกือบ 100% ธุรกิจที่ขายให้ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้บริหารจึงเข้าถึงคนตัดสินใจทางออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าคนกลุ่มนั้นหาผู้ขายจากช่องทางไหน

### ป้ายหน้าร้านยังนับเป็นการตลาดไหม

นับ ป้ายหน้าร้านเข้าถึงทุกคนที่เดินหรือขับรถผ่าน รวมถึงคนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต ข้อจำกัดคือวัดผลยาก ร้านจึงควรถามลูกค้าใหม่ว่ารู้จักร้านจากไหน

### วัดผลใบปลิวหรือวิทยุได้อย่างไร

ใส่โค้ดส่วนลดหรือเบอร์โทรเฉพาะของสื่อชิ้นนั้น แล้วนับจำนวนคนที่ใช้โค้ดหรือโทรเข้ามา วิธีนี้ทำให้เทียบต้นทุนต่อลูกค้าของสื่อออฟไลน์กับออนไลน์ได้

### ต้องใช้งบเท่าไรกับสื่อแต่ละแบบ

ไม่มีสูตรตายตัว ตัวเลขตั้งต้นที่ใช้ได้คือสัดส่วนลูกค้าที่เข้าถึงได้จากแต่ละช่องทาง แล้วปรับตามต้นทุนต่อลูกค้าที่วัดได้จริงหลังผ่านไปหนึ่งถึงสองเดือน

### คนวัยทำงานในภาคเหนือใช้อินเทอร์เน็ตน้อยกว่ากรุงเทพฯ มากไหม

รายงานไม่ได้แยกตัวเลขอายุคู่กับภาค ตัวเลขภาคเหนือ 84.9% เป็นค่ารวมทุกวัย ส่วนหนึ่งของความต่างอาจมาจากสัดส่วนผู้สูงอายุ ไม่ได้มาจากคนวัยทำงานเพียงอย่างเดียว

### ลูกค้าที่ใช้อินเทอร์เน็ตแล้ว ยังต้องใช้สื่อออฟไลน์ไหม

บางครั้งต้อง สื่อที่หน้าร้านหรือบนบรรจุภัณฑ์เป็นจุดที่ลูกค้าเห็นแบรนด์ตอนกำลังตัดสินใจซื้อ หลายธุรกิจจึงใช้สื่อออฟไลน์พาคนไปต่อที่ช่องทางออนไลน์ เช่น คิวอาร์โค้ดเพิ่มเพื่อน LINE บนป้าย

## ถ้าลูกค้าหนึ่งในสามของร้านอายุเกินหกสิบ แผนสื่อของร้านก็ไม่ควรเหมือนร้านที่ขายให้วัยรุ่น

เรื่องแบ่งงบระหว่างสื่อ บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด ช่วยเริ่มจากข้อมูลลูกค้าจริงของร้าน แล้ววางตัววัดในสื่อทุกชิ้นให้เทียบต้นทุนต่อลูกค้าใหม่ได้ในเดือนที่สาม

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
