# Vaporwave เพลงองค์กรที่ถูกทิ้ง กลายเป็นวัตถุดิบของสไตล์ใหม่

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/vaporwave-aesthetic-nostalgia-design-guide · เผยแพร่ 19 กันยายน 2566 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Vaporwave หยิบเพลงประกอบโฆษณาและเพลงในล็อบบี้มายืด วน และทำให้แปลกหู อ่านเรียงความของ Adam Harper ปี 2012 แล้วดูว่าแบรนด์เอาคลังเพลงและภาพของตัวเองมาใช้ซ้ำได้อย่างไร

## Key Takeaways

- **Vaporwave เริ่มจากดนตรีใต้ดินบนอินเทอร์เน็ตช่วงต้นทศวรรษ 2010** — เรียงความของ Adam Harper ที่ DMY เผยแพร่เดือนกรกฎาคม 2012 อธิบายว่าเพลงแนวนี้เป็นเพลงบรรยากาศขององค์กรที่ถูกนำมาวนซ้ำ ยืด และตัดต่อ จนคนฟังได้ยินสิ่งที่เคยเป็นเสียงพื้นหลังอย่างตั้งใจ
- **Harper แยก Vaporwave ออกจาก hypnagogic pop ด้วยวัตถุดิบและคุณภาพเสียง** — Vaporwave ใช้วัสดุตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ที่ยังฟังดูร่วมสมัย เสียงคมชัด ท่อนสั้น และทำจากแซมเปิลเกือบทั้งหมด
- **วัตถุดิบของ Vaporwave คือสื่อที่องค์กรผลิตแล้วเลิกใช้** — แบรนด์ที่อยากใช้สไตล์นี้จึงเริ่มจากคลังเพลงประกอบ วิดีโอ และภาพเก่าที่ตัวเองถือสิทธิ์อยู่ได้ ก่อนตัดสินใจผลิตงานใหม่หรือหยิบของคนอื่น

แบรนด์ที่อยากทำแคมเปญสไตล์ Vaporwave ให้ลูกค้าวัยรุ่น มักหยิบภาพตัวอย่างสีพาสเทลชนนีออนมาเป็นบรีฟ งานสไตล์นี้เริ่มจากภาพตัวอย่างได้ แต่ต้นทางของ Vaporwave คือการใช้สื่อที่มีอยู่แล้วซ้ำ บทนี้อ่านเรียงความที่อธิบายกระแสนี้ในช่วงแรกทีละลักษณะ แล้วใช้ตอบโจทย์ข้อเดียวของเจ้าของแบรนด์ก่อนเริ่มงาน คือวัตถุดิบของงานชิ้นนี้ควรมาจากไหน

เพลงบรรเลงในล็อบบี้ เพลงเปิดวิดีโอแนะนำบริษัท เสียงเปียโนไฟฟ้าในวิดีโอสาธิตเครื่องเสียง เสียงเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นเพื่อเป็นพื้นหลังของงานธุรกิจ และแทบไม่มีใครรู้ชื่อคนทำ ช่วงต้นทศวรรษ 2010 นักดนตรีกลุ่มหนึ่งบนอินเทอร์เน็ตเอาเสียงเหล่านี้มาวน ยืด และตัดต่อใหม่ จนกลายเป็นแนวเพลงที่คนเรียกว่า Vaporwave ปกเทปแบบยุคคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า ชื่อเพลงตัวพิมพ์ใหญ่ และอักษรญี่ปุ่นที่เห็นในงาน Vaporwave มาพร้อมกับเพลงเหล่านั้น

## เรียงความของ Adam Harper ที่ DMY

[Comment: Vaporwave and the pop-art of the virtual plaza](https://www.dummymag.com/news/adam-harper-vaporwave/) เป็นเรียงความสองตอนของ Adam Harper ที่นิตยสารดนตรี DMY (Dummy) เผยแพร่ตอนแรกเมื่อ 12 กรกฎาคม 2012 ผู้เขียน ไม่ได้อ้างว่าเป็นคนตั้งชื่อ เขาเขียนว่าชื่อนี้ "คลานออกมาจากบล็อกและกลุ่มแท็กบน Last.fm" และคนทำเพลงหลายคนก็รู้จักชื่อนี้อยู่แล้ว

Harper เขียนถึงนักดนตรีใต้ดินกลุ่มหนึ่งที่เล่นกับภาพลักษณ์ของโลกธุรกิจและเทคโนโลยี แล้วแบ่งเป็นสองสาย สายแรกคือ Vaporwave ซึ่งเป็นเนื้อหาของตอนนี้ สายที่สองเขาเก็บไว้เขียนในตอนต่อไป ศิลปินที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของสายแรกคือ INTERNET CLUB กับ New Dreams Ltd. และค่ายเพลงอย่าง Beer on the Rug

### Vaporwave คืออะไร ในหนึ่งย่อหน้า

Vaporwave คือแนวดนตรีและสไตล์ภาพจากอินเทอร์เน็ตที่หยิบเพลงบรรยากาศขององค์กร เพลงจากคลังเสียง และเพลงป๊อปผู้ใหญ่ยุคก่อน มาวนซ้ำ ลดความเร็ว หรือตัดต่อจนฟังแปลกหู Harper อธิบายว่ามันทำให้คนฟังเสียงที่ปกติเป็นแค่เสียงพื้นหลังอย่างตั้งใจ และตั้งคำถามกับภาพลักษณ์ที่โฆษณาสร้างขึ้น

## เสียงของ Vaporwave เพลงพื้นหลังที่ถูกดึงมาข้างหน้า

Harper อธิบายเพลง Vaporwave แบบทั่วไปว่าเป็นก้อนเพลงบรรยากาศขององค์กร ทั้งแบบสดใสจริงจังและแบบช้านุ่ม ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นทั้งหมดหรือผ่านการแต่งเสียงอย่างหนัก บางเพลงถูกวนจนเลยจุดที่ใช้งานได้ บางเพลงอยู่เดี่ยว ๆ และมักมีหมอกของเสียงปนอยู่เล็กน้อย

เขาเทียบกับ hypnagogic pop ซึ่งเป็นแนวที่มาก่อนและอยู่บนเส้นเดียวกัน ทั้งสองแนวชอบเพลงขยะที่เปิดในโทรทัศน์หรือเป็นเสียงพื้นหลัง ใช้การวนซ้ำ และชอบลดความเร็วหรือลดระดับเสียงจนฟังแปลก แต่ต่างกันสี่ข้อ

| ประเด็น      | hypnagogic pop                                   | Vaporwave                                                      |
| ------------ | ------------------------------------------------ | -------------------------------------------------------------- |
| วัตถุดิบ     | เพลงขยะจากทศวรรษ 1970-1980                    | วัสดุตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ที่ยังฟังเหมือนของร่วมสมัย |
| คุณภาพเสียง | lo-fi มีเสียงซ่าของเทปและเสียงแหลมอู้อี้ | คมชัดเหมือนเครื่องเสียงใหม่ที่เปิดแผ่นสาธิต           |
| ความยาว     | เพลงยาว ชวนให้เคลิ้ม                          | ท่อนสั้นตัดต่อ ปลุกให้ตื่นพอ ๆ กับทำให้เคลิ้ม          |
| วิธีทำ      | แต่งใหม่ให้คล้ายของเดิม                     | ใช้แซมเปิลเกือบทั้งหมด                                      |

ที่มา: เรียงความของ Adam Harper ที่ DMY

### ทำไมเพลงแนวนี้ถึงใช้เพลงองค์กรเป็นวัตถุดิบ

เพราะเป็นเสียงที่คนได้ยินทุกวันจนไม่ได้ฟัง Robin Burnett ผู้ทำโปรเจกต์ INTERNET CLUB บอก Harper ว่าเขาเอาเพลงจากคลังเสียงและวิดีโอองค์กรบน YouTube มาใส่เสียงก้อง บีบเสียง หรือวนแบบสะดุด เพื่อให้เกิด "ความแปลกตาของสิ่งที่เราคุ้นจนมองไม่เห็นอีกแล้ว" ชื่ออัลบั้มของเขาอย่าง MODERN BUSINESS COLLECTION และ REDEFINING THE WORKPLACE ก็ล้อชื่อชุดเพลงสำหรับใช้ในสำนักงาน

## ชื่อ Vaporwave หมอก และสินค้าที่ไม่เคยวางขาย

Burnett อธิบายชื่อนี้กับ Harper ว่าเพลงในแนวนี้ทำให้เขานึกถึงสภาพแวดล้อมที่มีหมอกลง ทุกอย่างพร่าและไม่แน่นอน หมอกนั้นมักมาจากเอฟเฟกต์ lo-fi อย่างการลดความเร็วเพลง

Harper ชี้ความหมายที่สองว่า vaporwave ห่างจากคำว่า vaporware เพียงตัวอักษรเดียว vaporware คือศัพท์ในวงการเทคโนโลยีที่ใช้เรียกซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ที่ประกาศต่อสาธารณะแล้วไม่เคยออกมาจริง บางครั้งยังหมายถึงการประกาศสินค้าอนาคตที่ไม่ได้ตั้งใจจะผลิต เพื่อดึงความสนใจลูกค้าและดูเหมือนนำหน้าคู่แข่ง Harper จึงอ่าน Vaporwave ว่าเป็นการ "ขายควัน"

### Vaporware ต่างจาก Vaporwave อย่างไร

Vaporware เป็นคำในวงการเทคโนโลยี หมายถึงสินค้าที่ประกาศแล้วไม่เคยวางขาย ส่วน Vaporwave เป็นชื่อแนวเพลงและสไตล์ภาพ Harper เสนอว่าชื่อแนวเพลงชวนให้นึกถึงคำแรก เพราะเพลงแนวนี้ทำงานกับคำสัญญาของโฆษณาที่ไม่เคยเป็นจริง แบรนด์ที่ใช้สไตล์นี้จึงควรระวังไม่ให้ตัวแคมเปญเองกลายเป็นคำสัญญาแบบนั้น

## ปก ตัวอักษร และสถานที่ที่เพลงแนวนี้เลียน

ด้านภาพ Harper บรรยายว่าคนทำ Vaporwave มักไม่เปิดเผยตัว ซ่อนอยู่หลังชื่อที่ทำเหมือนบริษัท และแจกเพลงให้ดาวน์โหลดฟรีผ่าน Mediafire, Last.fm, SoundCloud หรือ Bandcamp บางครั้งก็ทำเป็นเทปคาสเซ็ตหรือแผ่น CD-R ที่มีภาพปกยุคอินเทอร์เน็ตและยุคเครื่องเสียงไฮไฟ ชื่อศิลปินและชื่อเพลงเกือบทั้งหมดเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ที่เรียกร้องความสนใจ และมักใช้อักษรจีนหรือญี่ปุ่น

ตัวอย่างที่ Harper ยกคือเทปของ New Dreams Ltd. ที่ออกกับค่าย Beer on the Rug เดือนกรกฎาคม 2011 เป็นเพลงแจมเครื่องสังเคราะห์เสียงสำหรับยุค Windows 95 บนปกมีมหาสมุทรสีฟ้าและตัวอักษร Times New Roman แบบเอียง ผู้ทำโปรเจกต์นี้บอกเขาว่างานทั้งหมดคือภาพล้อของสื่อมวลชนช่วงปลายทศวรรษ 1980

### ทำไมคนทำ Vaporwave ถึงไม่เปิดเผยตัว

ผู้ทำ New Dreams Ltd. ให้เหตุผลกับ Harper สองข้อ ข้อแรกคืออยากให้งานฟังดูแปลกแยกและไม่คุ้นเกินไป เหมือนเอาความคุ้นเคยมาวางผิดที่เล็กน้อย จนเกิดความรู้สึกแบบ uncanny valley ที่คนรู้สึกกับหุ่นยนต์ซึ่งเหมือนคนแต่ไม่ใช่คน ข้อที่สองคืออยากให้คนรู้สึกถึงตัวตนของผู้ทำในงาน โดยไม่ต้องมีตัวตนทางกายภาพประกอบ ผู้ทำยังบอกว่าหวังให้คนเห็นว่างานนี้ทำด้วยความจริงใจ แม้วิธีหยิบแซมเปิลจะดูประชดก็ตาม

Harper เรียกโลกที่เพลงแนวนี้เลียนว่า "plaza" คือล็อบบี้สำนักงาน โถงต้อนรับโรงแรม และห้างสรรพสินค้า ในรายชื่อสถานที่ที่เขายกมีทั้ง Times Square ในนิวยอร์ก ย่านชิบูยะในโตเกียว และพันธุ์ทิพย์พลาซ่าในกรุงเทพฯ

### ทำไมอัลบั้ม Vaporwave ถึงตั้งชื่อเหมือนชุดเพลงสำหรับธุรกิจ

เพราะมันเสนอตัวเป็นชุดเพลงประกอบสำเร็จรูปโดยตั้งใจ Harper เขียนว่าไฟล์อัลบั้มแบบทั่วไปของ Vaporwave วางตัวเป็นชุดบรรยากาศที่ทันสมัยและปลุกใจ เหมาะกับโฆษณาขายสินค้าทางโทรทัศน์ หน้าเมนู วิดีโอความปลอดภัยบนเครื่องบิน วิดีโอโปรโมตนิคมธุรกิจ และงานเลี้ยงรับรองในล็อบบี้ ชื่ออัลบั้มจึงเป็นส่วนหนึ่งของการล้อ

## HD วันนี้คือ lo-fi วันพรุ่งนี้

Harper ปิดส่วนหนึ่งของเรียงความด้วยข้อสังเกตว่า "HD วันนี้คือ lo-fi วันพรุ่งนี้ และป๊อปที่ทันสมัยสุดวันนี้คือของเก่าวันพรุ่งนี้" เพลงที่พยายามแสดงอนาคตให้ชัดที่สุด อาจกลายเป็นของล้าสมัยในสิบหรือยี่สิบปี

ตัวอย่างที่เขาใช้คืออัลบั้ม Far Side Virtual ของ James Ferraro ซึ่งเลียนเพลงโปรโมตสินค้าเทคโนโลยียุคคอมพิวเตอร์ส่วนตัว Harper คาดว่าถ้ากลับมาฟังอีกสิบหรือยี่สิบปี อัลบั้มนี้อาจทันสมัยพอ ๆ กับกล่องนมอายุสิบปี เพราะมันเลือกบันทึกปัจจุบันตามที่เป็น แล้วปล่อยให้เวลาทำให้มันเก่าเอง สำหรับแบรนด์ นี่คืออายุการใช้งานของสื่อทุกชิ้นที่พยายามดูล้ำสมัย

เขายังเขียนถึงคนทำเพลงประกอบองค์กรตัวจริงว่าเป็นช่างฝีมือนิรนามที่ไม่มีใครเห็นชื่อ ผลิตสินค้าที่ถูกสูบเข้าเครื่องจักรของธุรกิจ แล้วปล่อยออกมาเหมือนไอเสีย สำหรับคนทำ Vaporwave ไอเสียนั้นคือวัตถุดิบ

### สไตล์ Vaporwave เกี่ยวกับ ESG ได้อย่างไร

เกี่ยวในแง่วิธีทำงาน Vaporwave สร้างงานใหม่จากสื่อที่ถูกผลิตและใช้งานไปแล้ว แทนการผลิตสื่อชุดใหม่ทั้งหมด แบรนด์ที่หยิบวิธีนี้ไปใช้กับคลังของตัวเอง เช่น เพลงประกอบโฆษณาเก่า ภาพสินค้ารุ่นก่อน หรือวิดีโอแนะนำบริษัทที่เลิกใช้ ได้งานชิ้นใหม่โดยไม่ต้องนัดถ่ายทำหรือบันทึกเสียงใหม่ทุกครั้ง และยังรู้ชัดว่าใครถือสิทธิ์ในวัตถุดิบ

## เปิดคลังของแบรนด์ก่อนผลิตงาน Vaporwave ชิ้นใหม่

ทำหกข้อนี้ก่อนจองสตูดิโอหรือทีมถ่ายทำ ลำดับไล่ตามวิธีที่ Harper บรรยายว่าคนทำ Vaporwave ทำงาน

* **ทำรายการสื่อที่แบรนด์มีอยู่** ทั้งเพลงประกอบ จิงเกิล วิดีโอแนะนำบริษัท ภาพสินค้ารุ่นเก่า และเสียงรอสายโทรศัพท์
* **ตรวจสิทธิ์ของแต่ละชิ้น** ว่าแบรนด์ถือสิทธิ์เองหรือได้รับอนุญาตแบบจำกัดช่องทางและระยะเวลา ชิ้นที่ไม่แน่ใจให้ตัดออกก่อน
* **เลือกชิ้นที่ลูกค้าเคยได้ยินหรือเห็นจริง** เพราะพลังของ Vaporwave มาจากความคุ้นที่ถูกทำให้แปลก ของที่ไม่มีใครเคยได้ยินอาจไม่ให้ผลแบบนั้น
* **ดัดแปลงด้วยวิธีที่ Harper บรรยาย** คือวน ลดความเร็ว ใส่เสียงก้อง ตัดเป็นท่อนสั้น แล้ววางคู่กับภาพจากคลังเดียวกัน
* **เก็บไฟล์แยกเสียงและไฟล์ต้นฉบับไว้ในที่เดียวกับเอกสารสิทธิ์** เพื่อให้รอบถัดไปหยิบมาเรียบเรียงใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนหาว่าไฟล์อยู่ที่ใครหรือได้รับอนุญาตแค่ไหน
* **อย่าสัญญาสิ่งที่ยังไม่มี** ชื่อของสไตล์นี้ล้อคำว่า vaporware อยู่แล้ว ข้อความในแคมเปญควรพูดถึงสินค้าที่มีขายจริง

## สรุป

เรียงความของ Adam Harper ปี 2012 อธิบาย Vaporwave ว่าเป็นดนตรีใต้ดินบนอินเทอร์เน็ตที่หยิบเพลงบรรยากาศขององค์กรมาวนซ้ำ ลดความเร็ว และตัดต่อ ใช้วัสดุตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 เสียงคมชัด และทำจากแซมเปิลเกือบทั้งหมด ชื่อของมันโยงกับหมอกและคำว่า vaporware ส่วนภาพของมันเลียนล็อบบี้ โรงแรม และห้างสรรพสินค้า สำหรับแบรนด์ บทเรียนที่ใช้ได้จริงคือวิธีทำงาน เริ่มจากสื่อที่ตัวเองผลิตไว้และถือสิทธิ์ครบ แล้วดัดแปลงให้คนหันกลับมาฟัง ก่อนตัดสินใจผลิตของใหม่ทั้งชุด

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### แบรนด์เอาเพลงเก่าของคนอื่นมาลดความเร็วแบบ Vaporwave ได้ไหม

ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ถือสิทธิ์ก่อน การลดความเร็ว วน หรือตัดต่อไม่ได้ทำให้ผู้ตัดต่อได้สิทธิ์ในเพลงต้นฉบับ และสิทธิ์ในเพลงชิ้นเดียวแยกเป็นหลายส่วนที่มีเจ้าของต่างกัน รายละเอียดว่าต้องขอจากใครบ้างอยู่ในบทความ [Music Marketing เพลงหนึ่งเพลงมีเจ้าของกี่ชั้น](https://phygital.co.th/insights/music-marketing-agency)

### Vaporwave ล้อเลียนโฆษณา แบรนด์ใช้แล้วจะขัดกันเองไหม

Harper เองตอบว่ากระแสนี้เป็นทั้งการวิจารณ์และการยอมรับโลกธุรกิจ หรือไม่ใช่ทั้งสองอย่าง แล้วแต่ใครฟัง คนทำบางคนตั้งใจวิจารณ์ บางคนบอกว่าทำด้วยความจริงใจ แบรนด์ที่ใช้สไตล์นี้จึงควรใช้แบบรู้ตัวว่ากำลังล้อภาษาของโฆษณา เช่น ล้อเพลงประกอบเก่าของตัวเอง มากกว่าใช้เป็นฉากสวยเพื่อสัญญาสิ่งที่สินค้าให้ไม่ได้

### Vaporwave ต่างจาก Synthwave หรือ Retrowave อย่างไร

เรียงความของ Harper ไม่ได้พูดถึงสองแนวนั้น จึงเทียบจากแหล่งนี้ไม่ได้ สิ่งที่ Harper ระบุชัดคือ Vaporwave ต่างจาก hypnagogic pop ตรงที่ใช้วัสดุที่ใหม่กว่าและยังฟังร่วมสมัย เสียงคมชัด และใช้แซมเปิลเกือบทั้งหมด

### ทำไมงาน Vaporwave มักมีตัวอักษรญี่ปุ่น

Harper บรรยายว่าชื่อศิลปินและชื่อเพลงมักใช้อักษรจีนหรือญี่ปุ่น และตีความว่ามันเพิ่มความรู้สึกเหมือนแอบฟังคลื่นของธุรกิจระดับโลกที่ไม่ได้ส่งมาถึงผู้ฟังโดยตรง แบรนด์ไทยที่หยิบสไตล์นี้ควรตรวจความหมายของตัวอักษรที่ใช้ทุกคำ ไม่ใช้เป็นลวดลายโดยไม่รู้ความหมาย

### ถ้าแบรนด์ไม่มีคลังเพลงเก่าเลย ควรเริ่มอย่างไร

เริ่มจากทำเพลงประจำแบรนด์ที่ถือสิทธิ์ครบตั้งแต่แรก แล้ววางแผนว่าจะนำไปเรียบเรียงใหม่ได้กี่แบบ ข้อตกลงเรื่องเสียงร้องและเสียงพากย์ที่ต้องทำก่อนบันทึกเสียงอธิบายไว้ในบทความ [แต่งเพลงประจำแบรนด์และพากย์เสียง เสียงคนต้องขอยินยอมแค่ไหน](https://phygital.co.th/insights/brand-song-radio-spot-voiceover)

### สไตล์ก่อนและหลัง Vaporwave ในซีรีส์นี้คืออะไร

ก่อนหน้าคือ [Skeuomorphism ของเลียนแบบที่ช่วยลูกค้า หรือพาให้เข้าใจผิด](https://phygital.co.th/insights/skeuomorphism-realistic-icon-design-history-guide) ซึ่งพูดถึงการเลียนหน้าตาของเดิมบนวัสดุใหม่ และบทถัดไปคือ [Y2K Aesthetic](https://phygital.co.th/insights/y2k-aesthetic-fashion-design-guide) หน้าตาเงาวาวของเว็บและสื่อช่วงเปลี่ยนสหัสวรรษ

## ก่อนจองห้องบันทึกเสียงรอบใหม่ เปิดโฟลเดอร์เพลงเก่าของแบรนด์ดูก่อน บางชิ้นถือสิทธิ์ครบและรอการเรียบเรียงใหม่อยู่แล้ว

ส่งรายการเพลงและวิดีโอเก่าของแบรนด์มาให้ PHYGITAL AGENCY ดูก่อน ทีมจะแยกชิ้นที่ถือสิทธิ์ครบและเรียบเรียงใหม่ได้ ออกจากชิ้นที่ต้องขออนุญาตเพิ่ม

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
