# ประวัติศาสตร์การค้าเรอเนซองส์อิตาลี ตำราบัญชีคู่ของปาชิโอลี

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/trade-history-renaissance-medici · เผยแพร่ 19 มิถุนายน 2568 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ตำราบัญชีคู่ของปาชิโอลีพิมพ์ที่เวนิสปี 1494 สอนให้ทำบัญชีร้านสาขาเหมือนลูกหนี้คนหนึ่ง สมุดบัญชีบริษัทผ้าขนสัตว์ของเมดิชิที่ Harvard เก็บไว้ บอกว่าบริษัทไม่มีกำไร

## Key Takeaways

- **ตำราบัญชีที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือคณิตศาสตร์ Summa de Arithmetica ของลูกา ปาชิโอลี พิมพ์ที่เวนิสในเดือนพฤศจิกายน 1494** — ตำราสั่งให้เริ่มจากทำบัญชีทรัพย์สินให้เสร็จภายในวันเดียว แล้วใช้สมุดสามเล่ม คือสมุดบันทึกประจำวัน สมุดรายวัน และสมุดแยกประเภท
- **บทที่ 23 ของตำราสอนให้ทำบัญชีร้านที่ตั้งอยู่นอกบ้านเหมือนร้านนั้นเป็นลูกหนี้คนหนึ่ง** — ของทุกชิ้นที่ส่งเข้าร้านบันทึกเป็นหนี้ของร้าน ของทุกชิ้นที่ได้กลับมาบันทึกเป็นการชำระ เจ้าของจึงดูได้ทุกเมื่อว่าร้านนั้นกำไรหรือขาดทุน
- **สมุดบัญชีแปดเล่มของบริษัทผ้าขนสัตว์ในตระกูลเมดิชิที่เปิดดำเนินการระหว่างปี 1556-1558 ยังเหลือเจ็ดเล่มในห้องสมุดของ Harvard Business School** — งานวิจัยที่อ่านสมุดชุดนี้บอกว่าบริษัทมีต้นทุนดำเนินงาน 3,076.75 ฟลอริน และไม่มีกำไร

ตำราคณิตศาสตร์เล่มหนาที่พิมพ์ในเวนิสเมื่อปลายปี 1494 มีส่วนหนึ่งชื่อ Particularis de Computis et Scripturis ซึ่งแปลได้ว่ารายละเอียดของการคำนวณและการจดบันทึก ส่วนนี้คือคำอธิบายวิธีทำบัญชีแบบคู่ที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงวันนี้ ผู้เขียนคือลูกา ปาชิโอลี นักคณิตศาสตร์ที่เขียนไว้ให้พ่อค้าในแคว้นของดยุกแห่งอูร์บีโน ต้นฉบับอ่านได้ฟรีใน[คำแปลภาษาอังกฤษของ John B. Geijsbeek ฉบับปี 1914 บน Internet Archive](https://archive.org/details/ancientdoubleent00geij) คำสั่งหลายข้อในตำรายังตอบคำถามของเจ้าของร้านที่เพิ่งเปิดสาขาที่สองได้ตรง ๆ ว่าจะดูอย่างไรว่าสาขาไหนทำเงิน

## ตำราบัญชีที่แทรกอยู่ในหนังสือคณิตศาสตร์

Geijsbeek เขียนในบทนำว่าหนังสือชื่อเต็ม Summa de Arithmetica Geometria Proportioni et Proportionalita พิมพ์ในเดือนพฤศจิกายน 1494 เนื้อหาหลักเป็นเลขคณิตและเรขาคณิต เรื่องบัญชีอยู่ในภาคที่หนึ่ง หมวดที่ 9 บทความที่ 11 ผู้เขียนไม่ได้ใส่ชื่อเต็มไว้ที่ไหนในเล่ม เรียกตัวเองว่า Frater Lucas de Burgo Sancti Sepulchri นักบรรณานุกรมจึงสรุปจากหลักฐานอื่นว่าคือลูกา ปาชิโอลี ซึ่งเกิดราวปี 1445

| ข้อมูลของหนังสือ     | รายละเอียดจากบทนำของ Geijsbeek                                                |
| ---------------------- | --------------------------------------------------------------------------------- |
| ชื่อหนังสือ           | Summa de Arithmetica Geometria Proportioni et Proportionalita                     |
| พิมพ์ที่              | เวนิส เดือนพฤศจิกายน 1494                                                        |
| ตำแหน่งของตำราบัญชี | ภาคที่หนึ่ง หมวดที่ 9 บทความที่ 11                                            |
| ลิขสิทธิ์              | สิบปี หมดในปี 1504 แล้วมีฉบับพิมพ์ซ้ำเฉพาะบทบัญชีในแคว้นทัสคานี    |
| ระบบที่สอน           | ระบบของเวนิส ซึ่งผู้เขียนบอกว่าใครเข้าใจระบบนี้จะเข้าใจระบบอื่นได้ |

บทที่ 1 ของตำราบอกว่าพ่อค้าต้องมีสามอย่าง อย่างแรกคือเงินสดหรือสิ่งที่มีค่าเท่าเงิน อย่างที่สองคือการเป็นคนทำบัญชีที่ดีและคิดเลขคล่อง อย่างที่สามคือการจัดรายการค้าทั้งหมดให้เป็นระบบจนเข้าใจได้ในแวบเดียว ด้วยวิธีลงด้านลูกหนี้และด้านเจ้าหนี้ ปาชิโอลีให้เหตุผลว่าถ้าไม่จดเป็นระบบ พ่อค้าจะไม่มีเวลาพักและใจจะกังวลตลอด

### **ปาชิโอลีคิดค้นบัญชีคู่หรือไม่**

ไม่มีหลักฐานว่าเขาคิดค้นเอง ตำราเขียนชัดว่าสอนระบบที่พ่อค้าเวนิสใช้อยู่แล้ว ส่วน Geijsbeek เรียกตำรานี้ว่างานเขียนเรื่องบัญชีที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงเรา ไม่ว่าในรูปหนังสือพิมพ์หรือลายมือ สิ่งที่ปาชิโอลีทำจึงเป็นการเขียนวิธีที่คนใช้กันอยู่ให้คนนอกวงเรียนได้เอง ตำราเล่มเดียวกันบอกในบทที่ 5 ด้วยว่าพ่อค้าหลายคนที่กิจการเล็ก ใช้แค่สมุดรายวันกับสมุดแยกประเภท ไม่ใช้สมุดบันทึกประจำวัน

## สมุดสามเล่มกับบัญชีทรัพย์สินที่ต้องเสร็จในวันเดียว

ก่อนเปิดสมุดเล่มแรก บทที่ 2 ให้พ่อค้าทำบัญชีทรัพย์สิน (inventory) ของทุกอย่างที่มี เริ่มจากของที่มีค่ามากและหายง่ายก่อน เช่นเงินสด อัญมณี และเครื่องเงิน ส่วนบ้านและที่ดินจดทีหลังเพราะหายไม่ได้ หัวบัญชีต้องมีวันที่ ปี สถานที่ และชื่อเจ้าของ และต้องทำให้เสร็จภายในวันเดียว ไม่อย่างนั้นการบริหารในวันหน้าจะยุ่งยาก ตัวอย่างในบทที่ 3 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 1493 ที่เวนิส

หลังบัญชีทรัพย์สิน ตำราแบ่งงานให้สมุดสามเล่ม

| สมุด                              | ใครจด และจดอะไร                                                                                                                     |
| --------------------------------- | -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| สมุดบันทึกประจำวัน (Memoriale) | ใครก็ได้ที่อยู่ร้านตอนนั้นจดทุกรายการทันทีที่เกิด ใคร อะไร เมื่อไร ที่ไหน รวมถึงผู้ช่วยที่เขียนหนังสือได้ไม่คล่อง |
| สมุดรายวัน (Giornale)           | คนทำบัญชีคัดรายการจากสมุดเล่มแรกมาเรียบเรียง แปลงเงินหลายสกุลเป็นหน่วยเดียว                                           |
| สมุดแยกประเภท (Quaderno)        | ย้ายรายการเข้าบัญชีแต่ละชื่อ ทั้งด้านลูกหนี้และเจ้าหนี้ ใช้ปิดยอดและหากำไร                                             |

บทที่ 6 มีคำเตือนที่คนเปิดร้านวันนี้ใช้ได้ทันที ปาชิโอลีบอกว่าหลายคนชอบจดบัญชีทรัพย์สินลงในสมุดบันทึกประจำวัน ซึ่งไม่ฉลาด เพราะสมุดเล่มนี้ผ่านมือลูกจ้างทุกคน ไม่ควรให้ใครเห็นว่าเจ้าของมีทรัพย์สินเท่าไร ข้อมูลที่ทุกคนต้องเข้าถึงกับข้อมูลที่เจ้าของเท่านั้นควรเห็นจึงแยกเล่มกันตั้งแต่ต้น

### **ตำราบอกให้ปิดบัญชีบ่อยแค่ไหน**

ตำราไม่ได้กำหนดรอบตายตัว บทที่ 6 เล่าว่าพ่อค้าหลายท้องที่ปิดยอดสมุดทุกปีแม้ยังเขียนไม่เต็มเล่ม และบทที่ 32 ยกตัวอย่างพ่อค้ารายใหญ่ในมิลานที่เปิดสมุดแยกประเภทเล่มใหม่ทุกปี ส่วนการตรวจว่าบัญชีถูกหรือไม่อยู่ในบทที่ 34 ให้รวมยอดด้านลูกหนี้ทั้งหมดไว้ซ้าย รวมยอดด้านเจ้าหนี้ทั้งหมดไว้ขวา ถ้ายอดรวมทั้งสองฝั่ง (summa summarum) เท่ากัน สมุดเล่มนั้นทำถูก ถ้าไม่เท่ากันแปลว่ามีรายการผิดที่ต้องไล่หา

## ร้านสาขาในบัญชีของปาชิโอลี

บทที่ 23 ตั้งชื่อยาวว่าวิธีทำบัญชีของร้าน ไม่ว่าร้านนั้นเจ้าของดูแลเองหรือให้คนอื่นดูแล และวิธีลงบัญชีร้านในสมุดของเจ้าของแยกจากสมุดของร้านเอง ปาชิโอลีเขียนว่า ถ้ามีร้านที่อยู่นอกบ้านและจัดของครบแล้ว ให้ลงของทุกอย่างที่ส่งเข้าร้านวันต่อวันเป็นหนี้ของร้าน และให้คิดเสมือนว่าร้านนั้นเป็นคนคนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้ ส่วนของทุกอย่างที่เอาออกหรือได้รับจากร้าน ให้ลงเป็นการชำระคืนทีละส่วน

| คำสั่งในบทที่ 23                                                                       | ผลที่เจ้าของได้                                                                  |
| ------------------------------------------------------------------------------------------ | ----------------------------------------------------------------------------------- |
| ลงของที่ส่งเข้าร้านเป็นหนี้ของร้าน ลงของที่ได้คืนเป็นการชำระ                | ดูได้ทุกเมื่อว่าร้านนั้นกำไรหรือขาดทุน และรู้ว่าต้องบริหารอย่างไรต่อ |
| อุปกรณ์ในร้าน เช่นหม้อ ภาชนะ เครื่องทองแดงของร้านขายยา ลงเป็นหนี้ของร้าน       | ต้นทุนตั้งร้านไม่หายไปปนกับค่าใช้จ่ายของบ้าน                            |
| ผู้ดูแลร้านทำบัญชีอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยลายมือตัวเองหรือให้คนอื่นเขียน          | มีเอกสารยืนยันว่าร้านได้รับอะไรไปบ้าง                                      |
| ห้ามลงชื่อผู้จัดการร้านเป็นลูกหนี้โดยที่เขาไม่รู้หรือไม่ยินยอม                | บัญชีไม่ผิดตั้งแต่ต้น และผู้จัดการรู้ว่าตัวเองรับผิดชอบอะไร           |
| เงินขายปลีกรายย่อยเก็บไว้ในลิ้นชัก แล้วโอนเข้าบัญชีเงินสดทุกแปดถึงสิบวัน | ไม่ต้องลงบัญชีทุกครั้งที่ขายของชิ้นเล็ก แต่ยอดยังเข้าระบบตามรอบ     |

ข้อที่เจ้าของร้านหลายสาขาวันนี้ลืมบ่อยคือข้อที่สี่ ปาชิโอลีเขียนว่าหลายคนลงทุกอย่างเป็นหนี้ของผู้จัดการร้าน ซึ่งทำไม่ได้ถ้าคนนั้นไม่ยินยอม บัญชีที่ลงชื่อคนเป็นลูกหนี้โดยเขาไม่รู้ ถือว่าเป็นบัญชีที่ผิด

### **ทำไมต้องคิดว่าร้านเป็นคนคนหนึ่ง**

เพราะสมุดแยกประเภทของปาชิโอลีทำงานกับชื่อบัญชี ใครรับของไปก็เป็นลูกหนี้ ใครให้ของมาก็เป็นเจ้าหนี้ พอให้ร้านสาขามีชื่อบัญชีของตัวเอง ร้านนั้นก็มียอดคงค้างของตัวเองที่เทียบกับสาขาอื่นได้ ร้านที่ใช้โปรแกรมบัญชีวันนี้ทำสิ่งเดียวกันด้วยศูนย์ต้นทุนหรือแท็กสาขา หลักยังเหมือนเดิม คือทุกบาทที่จ่ายไปต้องระบุได้ว่าเป็นของสาขาไหน

## สมุดบัญชีเมดิชิที่ห้องสมุด Harvard

ตำราของปาชิโอลีบอกวิธี ส่วนหลักฐานว่าพ่อค้าฟลอเรนซ์ทำบัญชีจริงอย่างไรอยู่ในสมุดของตระกูลเมดิชิ [บทความ Political Economy and the Medici ของ Sophus A. Reinert และ Robert Fredona ใน Business History Review ฉบับฤดูใบไม้ผลิ 2020](https://www.cambridge.org/core/journals/business-history-review/article/political-economy-and-the-medici/827737FC0AD5BE1F90FA1AA640B14278) ใช้สมุดบัญชีชุด Selfridge ที่ Harry Gordon Selfridge นักธุรกิจค้าปลีกซื้อมาแล้วมอบให้ Harvard Business School สมุดชุดนี้เป็นของญาติสายรองของตระกูล ไม่ใช่สายนายธนาคารที่มีชื่อเสียง

บทความยกข้อมูลจากงานของ Raymond de Roover นักประวัติศาสตร์ธนาคารเมดิชิไว้ด้วยว่า ช่วงปี 1420-1435 โรงผ้าขนสัตว์แห่งเดียวที่สายหลักของตระกูลลงทุนอยู่ ทำกำไรได้เพียง 3.1 เปอร์เซ็นต์ของกำไรธนาคาร การเทียบแบบนี้ทำได้เมื่อบัญชีของกิจการแต่ละแห่งแยกออกจากกัน

| ข้อมูลของบริษัท Francesco di Giuliano de' Medici and Co. | รายละเอียดในบทความ                                                                                                         |
| ---------------------------------------------------------- | ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| ระยะเวลา                                                  | สองปี 1 พฤษภาคม 1556 ถึง 30 เมษายน 1558                                                                                      |
| ผลผลิต                                                     | ผ้าขนสัตว์ 71 ผืน ถือว่าเล็กเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในชุดเดียวกัน                                                   |
| สมุดบัญชี                                                 | แปดเล่ม ซื้อเป็นชุดจากร้านเครื่องเขียนในปี 1556 ราคา 48 ลีรา (6.86 ฟลอริน) เหลือครบยกเว้นสมุดช่างทอหนึ่งเล่ม |
| พนักงานกินเงินเดือน                                     | สี่คน คนที่ทำบัญชีได้เงินเดือน 40 ฟลอรินต่อปี                                                                       |
| ต้นทุนดำเนินงานรวม                                      | 3,076.75 ฟลอริน                                                                                                              |
| ผลประกอบการ                                              | ไม่มีกำไร                                                                                                                    |

### **สมุดแปดเล่มแบ่งงานกันอย่างไร**

ผู้เขียนอธิบายว่าสมุดจัดเป็นลำดับชั้น เล่มบนสุดคือสมุดลูกหนี้และเจ้าหนี้ ซึ่งนับผ้าที่ขายได้เพื่อหากำไรขาดทุน ข้างใต้มีสองชุด ชุดแรกเก็บต้นทุนตรงของการผลิต แยกเล่มตามคนทำงาน เช่นคนปั่นด้าย ช่างทอ และช่างย้อม ชุดที่สองเก็บต้นทุนทางอ้อมและเงินสด ได้แก่สมุดร่าง สมุดรับจ่ายและเงินสด และสมุดรายวัน การแยกแบบนี้ทำให้ผู้วิจัยรุ่นหลังคำนวณได้ว่าขนแกะดิบกินต้นทุนการผลิต 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ที่สุด เทียบกับ 35 และ 44 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทผ้าอีกสองแห่งของเมดิชิช่วงปี 1530-1543

ตัวเลขที่เทียบข้ามบริษัทได้แบบนี้เกิดจากการที่ทุกบริษัทจดหมวดต้นทุนแบบเดียวกัน ร้านหลายสาขาวันนี้ก็เทียบกันได้ด้วยเงื่อนไขเดียวกัน ถ้าสาขาหนึ่งลงค่าโฆษณาในหมวดการตลาด แต่อีกสาขาลงไว้ในค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ตัวเลขสองสาขาจะดูเหมือนต่างกันทั้งที่ใช้เงินเท่ากัน

## ค่าเงินฟลอรินในราคาวันนี้ห่างกันได้ล้านเท่า

เชิงอรรถที่ 61 ของบทความเดียวกันลองแปลงต้นทุน 3,076.75 ฟลอรินเป็นเงินดอลลาร์วันนี้ด้วยดัชนีหลายแบบ ทั้งราคาทองคำ ค่าแรงช่างฝีมือ ราคาเงิน และราคาข้าวสาลี แล้วสรุปว่าผลที่ได้อยู่ระหว่างราว 33,000 ดอลลาร์จนถึงราว 33,000 ล้านดอลลาร์ แล้วแต่ว่าเลือกดัชนีไหน ผู้เขียนเรียกคำถามว่าหนึ่งฟลอรินมีค่าเท่าไรในวันนี้ว่าเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแน่นอน

บทเรียนข้อนี้ใช้กับบทความประวัติศาสตร์การค้าทุกเรื่อง ประโยคที่บอกว่าพ่อค้าคนหนึ่งรวยเท่ากับเงินกี่ล้านบาทในวันนี้ ต้องเลือกดัชนีมาหนึ่งตัว และผลต่างกันได้เป็นล้านเท่าตามดัชนีที่เลือก สิ่งที่เทียบได้อย่างมีความหมายคือสัดส่วนภายในบัญชีเดียวกัน เช่นขนแกะดิบ 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุน หรือโรงผ้าที่ทำกำไร 3.1 เปอร์เซ็นต์ของกำไรธนาคาร

### **เอกสารชุดนี้บอกอะไรไม่ได้**

สมุดของบริษัทหนึ่งแห่งบอกได้ว่าบริษัทนั้นใช้เงินไปกับอะไร แต่ไม่ได้บอกว่าพ่อค้าฟลอเรนซ์ทุกรายทำบัญชีแบบเดียวกัน ส่วนตำราของปาชิโอลีก็เป็นคำสอนว่าควรทำอย่างไร ไม่ใช่บันทึกว่าพ่อค้าทุกคนทำตาม นอกจากนี้ Geijsbeek ยังแปลจากต้นฉบับอิตาลีที่เขาบอกเองว่าเครื่องหมายวรรคตอนและการแบ่งย่อหน้าในต้นฉบับบกพร่องมาก ผู้แปลเติมให้เอง ถ้อยคำในคำแปลจึงเป็นการอ่านของผู้แปลอีกชั้นหนึ่ง

ประวัติศาสตร์การค้าช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งพ่อค้าต่างแดนเริ่มใช้บริการชำระเงินและแลกเงินกันที่งานแสดงสินค้า อ่านได้ใน[ประวัติศาสตร์การค้ายุโรปยุคกลาง งานแสดงสินค้าแห่งแคว้นแชมเปญ](https://phygital.co.th/insights/trade-history-medieval-europe-guilds) และบทถัดไปเล่าว่าบัญชีกลายเป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นทวงถาม ใน[ประวัติศาสตร์การค้ายุคสำรวจโลก VOC กับผู้ถือหุ้นที่รอบัญชี](https://phygital.co.th/insights/trade-history-east-india-company)

## สมุดสามเล่มของร้านหลายสาขา

เจ้าของร้านหยิบคำสั่งจากบทที่ 2 บทที่ 6 และบทที่ 23 ไปตั้งเป็นหัวตารางในโปรแกรมบัญชีหรือสเปรดชีตได้ตามลำดับนี้

1. บัญชีทรัพย์สินของสาขาใหม่ ทำให้เสร็จในวันเดียวก่อนเปิดร้าน ลงอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ส่งไป และให้ผู้จัดการสาขาเซ็นรับ
2. บันทึกรายการประจำวันที่พนักงานทุกคนกรอกได้ แยกออกจากตัวเลขกำไรและทรัพย์สินที่เจ้าของเท่านั้นเห็น
3. ชื่อบัญชีแยกของแต่ละสาขา รับทั้งยอดขาย ต้นทุน และค่าการตลาดที่ใช้เจาะพื้นที่ของสาขานั้น
4. บัญชีกลางสำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกันทุกสาขา พร้อมเกณฑ์แบ่งที่เขียนไว้ล่วงหน้า
5. การเทียบยอดรวมสองฝั่งทุกสิ้นเดือน ถ้าไม่เท่ากันให้หาให้เจอก่อนปิดเดือน

ร้านที่อยากเห็นตัวอย่างการรวมข้อมูลจากหลายสาขาทุกวัน อ่านต่อได้ที่[MK สุกี้ ครัวกลางรวมรายการสั่งของจากทุกสาขาทุกสิ้นวัน](https://phygital.co.th/insights/mk-suki-case-study-standard-operating-procedure-chain) ส่วนคำถามว่าค่าทำแบรนด์กับค่าการตลาดลงบัญชีต่างกันอย่างไร อยู่ใน[Branding กับ Marketing ต่างกันอย่างไร ในสายตาผู้ทำบัญชี](https://phygital.co.th/insights/branding-vs-marketing-difference)

### **ค่าการตลาดที่ใช้ร่วมกันทุกสาขา แบ่งอย่างไร**

เลือกเกณฑ์หนึ่งแบบแล้วใช้ต่อเนื่อง เช่นแบ่งตามสัดส่วนยอดขายของแต่ละสาขา หรือแบ่งเท่ากัน สิ่งสำคัญคือเขียนเกณฑ์ไว้ก่อนเริ่มงวด ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์กลางปี ตัวเลขก่อนและหลังเปลี่ยนจะเทียบกันไม่ได้ เหมือนบริษัทผ้าของเมดิชิที่เทียบกันได้เพราะจดหมวดต้นทุนแบบเดียวกัน

## สรุป

ตำราบัญชีของลูกา ปาชิโอลีพิมพ์ในหนังสือ Summa de Arithmetica ที่เวนิส เดือนพฤศจิกายน 1494 เป็นคำอธิบายบัญชีคู่ที่เก่าที่สุดที่ตกทอดมาถึงวันนี้ ตำราให้เริ่มจากบัญชีทรัพย์สินที่ทำเสร็จในวันเดียว ใช้สมุดบันทึกประจำวัน สมุดรายวัน และสมุดแยกประเภท และตรวจความถูกต้องด้วยการเทียบยอดรวมสองฝั่ง บทที่ 23 ให้ทำบัญชีร้านที่อยู่นอกบ้านเหมือนร้านนั้นเป็นลูกหนี้ เพื่อดูได้ทุกเมื่อว่ากำไรหรือขาดทุน และห้ามลงชื่อผู้จัดการเป็นลูกหนี้โดยเขาไม่ยินยอม สมุดชุด Selfridge ที่ Harvard แสดงบริษัทผ้าของเมดิชิระหว่างปี 1556-1558 ที่มีสมุดแปดเล่ม ต้นทุนดำเนินงาน 3,076.75 ฟลอริน และไม่มีกำไร ส่วนการแปลงฟลอรินเป็นเงินวันนี้ให้ผลต่างกันตั้งแต่ราว 33,000 ถึง 33,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขที่ใช้ได้จริงจึงเป็นสัดส่วนภายในบัญชีเดียวกัน ร้านหลายสาขาวันนี้ใช้หลักเดียวกันได้ด้วยชื่อบัญชีแยกรายสาขา บัญชีกลางที่มีเกณฑ์แบ่งเขียนไว้ก่อน และการเทียบยอดทุกสิ้นเดือน

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### บัญชีคู่คืออะไร

วิธีจดที่ทุกรายการลงสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือผู้รับของหรือลูกหนี้ อีกฝั่งคือผู้ให้หรือเจ้าหนี้ เมื่อรวมทุกบัญชีแล้วยอดสองฝั่งต้องเท่ากัน ถ้าไม่เท่ากันแปลว่ามีรายการผิด

### ลูกา ปาชิโอลีเป็นใคร

นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีที่เกิดราวปี 1445 ในเมืองเล็กของแคว้นทัสคานี เขียนหนังสือ Summa de Arithmetica ซึ่งมีตำราบัญชีแทรกอยู่ ในเล่มเขาเรียกตัวเองว่า Frater Lucas ชื่อปาชิโอลีมาจากการสืบของนักบรรณานุกรมรุ่นหลัง

### ธนาคารเมดิชิกับตำราของปาชิโอลีเกี่ยวกันอย่างไร

ไม่มีหลักฐานในสองแหล่งนี้ว่าเมดิชิใช้ตำราเล่มนี้ ทั้งสองเป็นหลักฐานคนละแบบของการค้าในอิตาลีช่วงใกล้กัน ฝั่งหนึ่งคือคำสอน อีกฝั่งคือสมุดที่พ่อค้าจดจริง

### สมุดบัญชีของเมดิชิอยู่ที่ไหนบ้าง

ชุดที่ Reinert และ Fredona ใช้อยู่ที่ Baker Library ของ Harvard Business School เรียกว่าชุด Selfridge ตามชื่อผู้มอบ และเป็นสมุดของญาติสายรองของตระกูล

### ร้านเล็กที่มีสาขาเดียวต้องใช้สมุดสามเล่มหรือไม่

ไม่จำเป็น ปาชิโอลีเองบอกว่าพ่อค้าที่กิจการเล็กหลายคนใช้แค่สมุดรายวันกับสมุดแยกประเภท สิ่งที่ยังต้องมีคือบัญชีทรัพย์สินตอนเริ่มและการเทียบยอดสองฝั่งเมื่อปิดงวด

## งบการตลาดแยกชื่อบัญชีรายสาขาตั้งแต่บาทแรกของสาขาใหม่

ทีม PHYGITAL AGENCY แยกค่าการตลาดของลูกค้าหลายสาขาออกเป็นบัญชีรายสาขาและบัญชีกลาง แล้วส่งตารางสรุปรายเดือนที่เทียบยอดขายกับค่าการตลาดของทุกสาขาในหน้าเดียว

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
