# ประวัติศาสตร์การค้าเมโสโปเตเมีย จากนับของสู่จดชื่อคนในบัญชี

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/trade-history-mesopotamia · เผยแพร่ 4 มิถุนายน 2568 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ประวัติศาสตร์การค้าเมโสโปเตเมียเริ่มจากโทเคนดินเหนียวที่นับได้แค่จำนวนของ จนเมืองอูรุกเริ่มจดว่าใครให้ใครรับ และพ่อค้าอัสซีเรียต่อรองราคาข้ามเมืองด้วยจดหมาย

## Key Takeaways

- **ก่อนมีตัวอักษร ชุมชนเกษตรในตะวันออกใกล้นับข้าวและแกะด้วยโทเคนดินเหนียวมาราวห้าพันปี** — เมื่อเกิดเมืองเมื่อราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล โทเคนเพิ่มเป็นราว 300 รูปทรงเพื่อแทนสินค้าจากโรงงานในเมือง แต่ยังบอกได้แค่ว่าของมีเท่าไร
- **ราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล ฝ่ายบริหารของเมืองอูรุกเริ่มจดชื่อคนให้และคนรับลงในแผ่นดินเหนียว** — Denise Schmandt-Besserat อธิบายว่าการจดชื่อคนทำให้เกิดเครื่องหมายแทนเสียง ซึ่งเชื่อมการเขียนเข้ากับภาษาพูดเป็นครั้งแรก
- **จดหมายของพ่อค้าอัสซีเรียที่พบในเมืองคาเนชแสดงว่าผู้หญิงที่ทอผ้าในอัสซูร์ต่อรองราคาผ้ากับญาติที่ขายอยู่ห่างออกไปราวพันกิโลเมตร** — ด้วยตัวเลขราคาต่อผืนที่ชัดเจน

ก่อนมีตัวอักษร คนในดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริสกับยูเฟรทีสนับข้าวและแกะด้วยก้อนดินเหนียวรูปทรงต่าง ๆ ก้อนหนึ่งแทนข้าวหนึ่งหน่วย สามก้อนแทนสามหน่วย ระบบนี้บอกได้ว่ามีของเท่าไร แต่ไม่บอกว่าของนั้นเป็นของใคร ร้านที่ส่งสินค้าให้ตัวแทนต่างจังหวัดวันนี้หลายร้านยังจดแบบเดียวกัน คือจดว่าส่งออกไปกี่กล่องและได้เงินกลับมาเท่าไร โดยไม่รู้ว่าตัวแทนคนไหนขายให้ลูกค้าแบบไหน เรื่องเล่าในบทนี้เดินสองช่วง ช่วงแรกคือตอนที่บัญชีของเมืองเริ่มจดชื่อคน ช่วงที่สองคือจดหมายของพ่อค้าที่ส่งผ้าข้ามภูเขาไปขายไกลบ้าน

หลักฐานมาจากงานของ Denise Schmandt-Besserat นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเทกซัสที่ออสติน ใน[บทความ From Accounting to Writing](https://sites.utexas.edu/dsb/tokens/from-accounting-to-writing/) จาก[บทความของ Robert Englund เรื่องบัญชีในแผ่นจารึกยุคแรก](https://cdli.earth/files-up/publications/englund2004a.pdf) ที่เผยแพร่บนเว็บของโครงการ Cuneiform Digital Library Initiative และจาก[บทความของ Cécile Michel ใน The Ancient Near East Today](https://anetoday.org/women-assur-kanesh/) ซึ่งเขียนเมื่อมิถุนายน 2564 จากงานแปลจดหมายของพ่อค้าอัสซีเรีย

## โทเคนดินเหนียวนับได้แค่จำนวน

Schmandt-Besserat ระบุช่วงเวลาของโทเคนไว้ราว 7500 ถึง 3350 ปีก่อนคริสตกาล เกษตรกรยุคแรกในตะวันออกใกล้ใช้ก้อนดินเหนียวขนาดเล็กแทนสินค้าที่ผลิต กรวยแทนข้าวหน่วยเล็ก ทรงกลมแทนข้าวหน่วยใหญ่ แผ่นกลมแทนแกะ จำนวนของแสดงด้วยจำนวนก้อนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ระบบนี้ใช้ต่อเนื่องราวห้าพันปี ตั้งแต่ซีเรียถึงอัฟกานิสถาน

เมื่อเมืองเกิดขึ้นราว 3500 ปีก่อนคริสตกาล รูปทรงของโทเคนเพิ่มเป็นราว 300 แบบ เพื่อแทนสินค้าที่ผลิตในโรงงานของเมือง บางก้อนมีเส้นขีดหรือจุดบนหน้า เพื่อแยกชนิดของผ้าและเสื้อผ้า ถึงจะละเอียดขึ้น โทเคนก็ยังตอบได้เพียงคำถามเดียว คือของชนิดไหนมีเท่าไร

### ซองดินที่กดรอยไว้ด้านนอกแก้ปัญหาอะไร

นครรัฐยุคแรกใช้โทเคนคุมการเก็บส่วย เมื่อคนหนึ่งยังชำระไม่ได้ โทเคนที่แทนหนี้ของเขาถูกเก็บไว้ในซองดินเหนียวทรงกลม ปัญหาคือถ้าจะดูว่าข้างในมีอะไร ต้องทุบซองทิ้ง คนทำบัญชีจึงกดโทเคนลงบนผิวซองก่อนปิด กรวยทิ้งรอยรูปลิ่ม แผ่นกลมทิ้งรอยวงกลม ใครก็อ่านจำนวนจากด้านนอกได้โดยไม่ต้องเปิด

Schmandt-Besserat เรียกการย่อโทเคนสามมิติลงเป็นรอยสองมิตินี้ว่าการประดิษฐ์ตัวเขียน หลังจากนั้นไม่นาน คนทำบัญชีก็เลิกใส่โทเคนในซอง แล้วกดรอยลงบนแผ่นดินเหนียวแทน แผ่นรุ่นแรกยังบันทึกของชนิดเดิม คือข้าวและสัตว์ สำหรับยุ้งฉางและคอกสัตว์ของวิหารเหมือนเดิม ช่วงนี้อยู่ราว 3350 ถึง 3100 ปีก่อนคริสตกาล

## เมื่อบัญชีเริ่มจดชื่อคน

ราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล ฝ่ายบริหารของเมืองอูรุกเริ่มใส่ชื่อบุคคลลงในแผ่นบัญชี Schmandt-Besserat เขียนว่าฝ่ายบริหารไม่พอใจกับรายการว่าวิหารรับหรือจ่ายของอะไรอีกต่อไป และเริ่มบันทึกว่าใครเป็นคนให้ และใครเป็นคนรับ

การจดชื่อคนสร้างปัญหาใหม่ให้คนทำบัญชี ชื่อคนไม่มีรูปทรงโทเคนให้ใช้ แทนที่จะคิดเครื่องหมายใหม่ทีละชื่อ พวกเขาใช้ภาพเล็ก ๆ ที่เสียงอ่านตรงกับพยางค์ในชื่อ แล้วนำมาต่อกันแบบปริศนาภาพ ชื่อที่แปลว่า "อันคือชีวิตของฉัน" เขียนด้วยรูปดาวซึ่งแทนเทพอัน ตามด้วยรูปลูกศร เพราะคำว่าลูกศรกับคำว่าชีวิตในภาษาสุเมเรียนออกเสียงเหมือนกัน เครื่องหมายแทนเสียงนี้ Schmandt-Besserat ถือว่าเป็นจุดที่การเขียนเชื่อมกับภาษาพูดเป็นครั้งแรก

### เอกสารยุคแรกเป็นบัญชีกี่ส่วน

บทความของ Englund ระบุว่าตัวเลขที่อ้างกันบ่อย คือเอกสารบริหาร 85% และเอกสารรายการคำศัพท์ 15% เป็นค่าเฉลี่ยของทั้งยุค แผ่นจารึกรุ่นแรกสุดของอูรุกที่นักวิชาการเรียกว่า Uruk IV มีเอกสารรายการคำศัพท์ไม่ถึง 1% ส่วนรุ่นถัดมาคือ Uruk III มีราว 20% รายการคำศัพท์เป็นรายชื่อเครื่องหมายตามหมวด เช่น ต้นไม้ อาชีพ และเมือง Schmandt-Besserat อธิบายว่าคนทำบัญชีใช้รายการเหล่านี้เป็นคู่มืออ้างอิงหรือแบบฝึก เนื้อหาที่เหลือเกือบทั้งหมดของยุคแรกจึงเป็นบัญชีรับจ่าย

## จดหมายจากอัสซูร์ถึงคาเนช

อีกพันกว่าปีต่อมา พ่อค้าจากเมืองอัสซูร์ทางเหนือของเมโสโปเตเมียตั้งชุมชนการค้าในเมืองคาเนช ซึ่งปัจจุบันคือเนินโบราณคดีคุลเทเปในอนาโตเลียตอนกลาง ประเทศตุรกี บทความของ Cécile Michel ระบุว่าสองเมืองห่างกันราวพันกิโลเมตร พ่อค้าซื้อดีบุกจากชาวอีลามและผ้าจากชาวบาบิโลนในอัสซูร์ แล้วบรรทุกขบวนลาไปขายต่อในคาเนชและเมืองอื่นของอนาโตเลียด้วยกำไรสูง บางขบวนมีหินลาพิสลาซูลีและคาร์เนเลียนจากทางตะวันออกไกลออกไปด้วย

บ้านบางหลังในคาเนชเก็บแผ่นจารึกไว้มากกว่าพันแผ่น เป็นเอกสารของครอบครัวพ่อค้าหลายรุ่น มีทั้งสัญญาครอบครัวและสัญญาการค้า เอกสารคดีความ บันทึกบัญชี และจดหมาย รวมถึงจดหมายที่ผู้หญิงในอัสซูร์เขียนถึงสามีหรือพี่น้องที่ไปค้าขายไกลบ้าน จดหมายฉบับหนึ่งส่งเมื่อราว 1860 ปีก่อนคริสตกาล โดย Taram-Kubi ถึงสามีชื่อ Innaya ซึ่งใช้ชีวิตเกือบทั้งปีอยู่ในคาเนช

### คนทอผ้าที่บ้านรู้ราคาปลายทางจากจดหมาย

ผู้หญิงในอัสซูร์ทอผ้าขนสัตว์ขายในอนาโตเลีย Michel ยกตัวอย่างครัวเรือนของ Lamassi ที่ทอผ้าผืนใหญ่ขนาดราว 4.5 × 4 เมตรได้ราว 25 ผืนต่อปี สามีของเธอคือ Pushu-ken นำไปขายในอนาโตเลียราว 20 ผืน หลังหักภาษีและค่าวัตถุดิบ รายได้ต่อปีอยู่ที่ 3½ ถึง 4 มินาของเงิน ซึ่งเท่ากับราคาบ้านหลังเล็กหนึ่งหลังในอัสซูร์ มินาและเชเกลในที่นี้เป็นหน่วยน้ำหนักของเงิน

ผู้หญิงกลุ่มนี้รู้ราคาผ้าในตลาดปลายทาง และต่อรองผ่านจดหมาย Taram-Kubi เขียนถึงพี่ชายชื่อ Imdi-ilum ว่าเขาส่งเงินกลับมาเพียง 1 มินา 10 เชเกลสำหรับผ้าหกผืน ตกผืนละราว 11⅔ เชเกล แล้วบอกว่ากำลังส่งผ้าอีกหกผืนไปกับคนชื่อ Kutallanum และขอให้ส่งกลับมาไม่ต่ำกว่าผืนละ 20 เชเกล จดหมายฉบับนี้บอกสามเรื่องพร้อมกัน ผู้ผลิตรู้ว่าตัวแทนขายได้ราคาเท่าไร รู้ว่าสินค้าล็อตไหนไปกับใคร และตั้งราคาขั้นต่ำให้ตัวแทนเป็นตัวเลข

## หุ้นส่วนที่ฝากเงินไว้กับตัวแทน

รายได้จากการทอผ้าไม่ได้อยู่แค่ในบ้าน Michel ระบุว่าผู้หญิงในอัสซูร์นำเงินที่หาได้ไปลงทุนในการค้าทางไกลและเป็นหุ้นส่วน บางคนเป็นเจ้าหนี้ ปล่อยเงินให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงกู้ เช่น Ahatum ให้ผู้ชายชาวอัสซีเรียกู้เงินอย่างน้อยสี่ครั้งในช่วงเก้าปี รวม 3¼ ปอนด์ของเงิน บางคนเป็นเจ้าของสินค้าที่ขนไปอนาโตเลีย เมื่อสินค้าเสียหายระหว่างทาง เจ้าของต้องสาบานยืนยันมูลค่าของทรัพย์สินต่อศาล

### กองทุนร่วมที่มอบให้ตัวแทนค้าหลายปี

Michel บรรยายรูปแบบการลงทุนอีกแบบว่าคล้ายบริษัทร่วมทุน ผู้ลงทุนหลายคนนำทองและเงินมารวมกัน แล้วมอบกองทุนนั้นให้ตัวแทนคนหนึ่งนำไปค้าขายเป็นเวลาหลายปีเพื่อแบ่งกำไร ความเสี่ยงของรูปแบบนี้ปรากฏในจดหมายของผู้หญิงชื่อ Ahaha ที่ตามทวงหุ้นของตัวเองมูลค่า 13 ปอนด์ของเงินจากพี่ชาย และขอให้ส่งกลับมาอย่างน้อย 10 ปอนด์ก่อน การค้าที่อาศัยตัวแทนห่างไกลจึงพึ่งทั้งบันทึกที่ระบุชื่อผู้ถือหุ้นและความไว้ใจในครอบครัว แม้เป็นพี่น้องกัน Ahaha ก็ยังต้องทวงเงินคืนเป็นลายลักษณ์อักษร

### อียิปต์และฟินิเชียนทิ้งหลักฐานการค้าแบบไหน

อียิปต์ในช่วงเวลาใกล้กันไม่มีเหรียญ แต่ตั้งราคาสินค้าทุกชนิดด้วยหน่วยอ้างอิง เช่น ข้าว ทองแดง และเงิน การค้าของอียิปต์จึงทิ้งหลักฐานเป็นรายการราคามากกว่าจดหมายระหว่างหุ้นส่วน รายละเอียดอยู่ใน[ประวัติศาสตร์การค้าอียิปต์โบราณ ไม่มีเหรียญแต่มีหน่วยวัดราคา](https://phygital.co.th/insights/trade-history-ancient-egypt) ส่วนพ่อค้าที่ออกทะเลไปตั้งถิ่นฐานในเมืองของคนอื่น แล้วรวมตัวกันเป็นสมาคมเพื่อขอสิทธิ์จากเมืองเจ้าบ้าน อ่านต่อได้ใน[ประวัติศาสตร์การค้าฟินิเชียน สมาคมพ่อค้าต่างแดนที่เอเธนส์](https://phygital.co.th/insights/trade-history-phoenicians) ทั้งสามดินแดนแก้ปัญหาเดียวกัน คือทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุเชื่อตัวเลขของอีกฝ่ายได้

## จดหมายที่เหลือมาถึงวันนี้เป็นส่วนเล็กของการค้าจริง

ข้อควรรู้ห้าข้อก่อนนำเรื่องเล่าในบทนี้ไปอ้างต่อ

1. **ลำดับจากโทเคนสู่ตัวเขียนเป็นคำอธิบายของ Schmandt-Besserat** นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับความเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์บัญชีกับแผ่นจารึกยุคแรก แต่รายละเอียดบางขั้นยังถกเถียงกันอยู่ บทความของเธอเองอธิบายว่าการเขียนแบบแทนเสียงเต็มรูปพัฒนาต่อในงานจารึกชื่อบนสิ่งของในสุสาน ไม่ได้มาจากบัญชีอย่างเดียว
2. **ปีที่ระบุเป็นช่วงโดยประมาณ** ตัวเลขอย่าง 3500 หรือ 3000 ปีก่อนคริสตกาลเป็นการกำหนดอายุทางโบราณคดี ไม่ใช่วันที่แน่นอน
3. **สัดส่วน 85% กับ 15% เป็นค่าเฉลี่ย** Englund เขียนกำกับไว้เองว่าสัดส่วนต่างกันมากระหว่างแผ่นจารึกรุ่นแรกกับรุ่นถัดมา
4. **เอกสารที่พบในคาเนชมาจากบ้านที่ขุดค้นแล้วเท่านั้น** ธุรกรรมที่ตกลงกันด้วยวาจาหรือบันทึกบนวัสดุที่ผุพังไม่เหลือหลักฐาน ตัวเลขรายได้ในบทจึงเป็นตัวอย่างของบางครัวเรือน ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของทั้งชุมชน
5. **บทนี้ไม่แปลงมินาและเชเกลเป็นเงินปัจจุบัน** มูลค่าของเงินโบราณเทียบกับค่าครองชีพสมัยนี้โดยตรงไม่ได้ บทความต้นทางจึงเทียบกับราคาบ้านในอัสซูร์แทน

## สี่ช่องที่ควรจดทุกครั้งที่ส่งของให้ตัวแทน

1. **ชื่อตัวแทนและเลขล็อตสินค้า** แบบเดียวกับที่ Taram-Kubi ระบุว่าผ้าหกผืนเดินทางไปกับใคร
2. **ราคาขั้นต่ำที่ตกลงไว้** เขียนเป็นตัวเลขต่อชิ้น ไม่ใช่ยอดรวมทั้งล็อต
3. **ชื่อหรือประเภทผู้ซื้อปลายทาง** อย่างน้อยให้รู้ว่าเป็นร้านค้า โรงแรม หรือผู้บริโภค และอยู่จังหวัดไหน
4. **ราคาที่ขายได้จริงและวันที่ขาย** เพื่อเทียบกับราคาขั้นต่ำในข้อ 2 และดูว่าสินค้าค้างอยู่กับตัวแทนนานแค่ไหน

การตรวจว่าตัวเลขสี่ช่องนี้ครบและเชื่อได้ เป็นงานที่อธิบายไว้ใน[Data Analyst คืออะไร คนที่บอกว่าตัวเลขเชื่อได้แค่ไหน](https://phygital.co.th/insights/what-is-data-analyst-agency) ส่วนหน้าบริการที่เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลผู้ซื้อคือ[บริการวิจัยตลาด](https://phygital.co.th/solutions/market-research)

### ตัวแทนไม่ยอมบอกชื่อลูกค้าปลายทาง ทำอย่างไร

ตัวแทนหลายรายกังวลว่าเจ้าของสินค้าจะข้ามไปขายตรงกับลูกค้าของตน ทางออกที่ใช้ได้คือขอเฉพาะข้อมูลระดับประเภท เช่น ประเภทร้านและอำเภอ แทนชื่อและเบอร์โทร แล้วเขียนเงื่อนไขในข้อตกลงว่าเจ้าของสินค้าจะไม่ติดต่อลูกค้าของตัวแทนโดยตรง ข้อมูลระดับนี้พอให้เห็นว่าสินค้าขายดีในพื้นที่ไหนและกับร้านแบบไหน และถ้าธุรกิจเก็บชื่อหรือเบอร์โทรของผู้ซื้อเอง ผู้ซื้อควรรู้ว่าข้อมูลของเขาถูกเก็บไว้ใช้ทำอะไร

## สรุป

การบันทึกทางการค้าในเมโสโปเตเมียเริ่มจากโทเคนดินเหนียวที่นับได้แค่จำนวนของ Schmandt-Besserat ระบุว่าโทเคนใช้มาราว 7500 ถึง 3350 ปีก่อนคริสตกาล เพิ่มเป็นราว 300 รูปทรงเมื่อเกิดเมือง แล้วกลายเป็นรอยกดบนซองและแผ่นดินเหนียว ราว 3000 ปีก่อนคริสตกาล ฝ่ายบริหารของอูรุกเริ่มจดชื่อคนให้และคนรับ ซึ่งนำไปสู่เครื่องหมายแทนเสียง Englund ระบุว่าเอกสารยุคแรกเป็นเอกสารบริหารราว 85% โดยเฉลี่ย พันกว่าปีต่อมา จดหมายของครอบครัวพ่อค้าอัสซีเรียในคาเนชแสดงการต่อรองราคาผ้าต่อผืนข้ามระยะทางราวพันกิโลเมตร และการลงทุนร่วมที่มอบเงินให้ตัวแทนค้าหลายปี บัญชีที่มีชื่อคนทำให้ผู้ผลิตรู้ทั้งราคาปลายทางและคนที่ต้องตามทวง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### คูนิฟอร์มเกิดขึ้นเพื่อทำบัญชีจริงหรือ

หลักฐานชี้ว่าแผ่นจารึกรุ่นแรกเกือบทั้งหมดเป็นบัญชีรับจ่ายของวิหารและฝ่ายบริหารเมือง Schmandt-Besserat เขียนว่าในห้าศตวรรษแรกหลังการประดิษฐ์ การเขียนถูกใช้กับบัญชีเป็นหลัก ก่อนจะขยายไปใช้จารึกชื่อบนสิ่งของและเรื่องอื่นในภายหลัง

### คาเนชอยู่ที่ไหนในแผนที่ปัจจุบัน

คาเนชคือเนินโบราณคดีคุลเทเปในภูมิภาคอนาโตเลียตอนกลางของประเทศตุรกี ส่วนอัสซูร์อยู่ทางใต้ของเมืองโมซุลในอิรักราวหนึ่งร้อยกิโลเมตร

### พ่อค้าอัสซีเรียค้าขายอะไร

สินค้าหลักตามบทความของ Michel คือดีบุกที่ซื้อจากชาวอีลามกับผ้าที่ซื้อจากชาวบาบิโลนและทอเองในอัสซูร์ ขนด้วยขบวนลาไปขายในอนาโตเลีย บางขบวนมีหินมีค่าอย่างลาพิสลาซูลีและคาร์เนเลียนด้วย

### ผ้าหกผืนราคา 1 มินา 10 เชเกล ตกผืนละเท่าไร

จดหมายระบุไว้ว่าตกผืนละราว 11⅔ เชเกล ซึ่งเท่ากับ 70 เชเกลหารด้วยหก แปลว่าหนึ่งมินาเท่ากับ 60 เชเกล และราคาที่ Taram-Kubi ขอ คือผืนละ 20 เชเกล สูงกว่าราคาเดิมเกือบเท่าตัว

### บทเรียนนี้ใช้กับการแยกลูกค้าตามช่วงเวลาได้ไหม

ได้ เมื่อบัญชีมีชื่อผู้ซื้อแล้ว ธุรกิจจะนับได้ว่าลูกค้าที่ได้มาแต่ละเดือนกลับมาซื้อซ้ำกี่คน วิธีทำด้วยเครื่องมือวัดผลของเว็บไซต์อยู่ใน[Cohort Analysis ใน GA4 ลูกค้าที่ได้มาสัปดาห์นี้กลับมากี่คน](https://phygital.co.th/insights/cohort-analysis-explained)

## บัญชีส่งของของคุณตอบได้ไหมว่าตัวแทนคนไหนขายให้ใคร

สมุดส่งของหรือไฟล์ที่ทีมใช้อยู่ตอนนี้ ส่งให้ PHYGITAL AGENCY ดูได้ เราจะชี้ว่าต้องเพิ่มช่องไหนก่อนเป็นอันดับแรก

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
