# Medical Tourism ไทย รายรับผู้ป่วยต่างชาติ 42,899 ล้านบาท

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/thailand-medical-wellness-tourism-market-guide · เผยแพร่ 13 มีนาคม 2566 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ผลสำรวจของ สบส. กับ ธปท. ประมาณรายรับค่ารักษาผู้ป่วยต่างชาติปี 2566 ไว้ 42,899 ล้านบาท ผู้ป่วยในมาจากกาตาร์และคูเวตมากสุด พร้อมที่มาของอันดับ 2 ของโลก

## Key Takeaways

- **กรมสนับสนุนบริการสุขภาพกับธนาคารแห่งประเทศไทยประมาณรายรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยต่างชาติปี 2566 ไว้ 42,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน** — ตัวเลขนี้มาจากโรงพยาบาลที่ตอบแบบสำรวจ 43 แห่ง รวมกับการประมาณการอีก 47 แห่งจากกลุ่มตัวอย่าง 90 แห่ง
- **รายรับจากผู้ป่วยในมาจากกาตาร์ 19% คูเวต 15% กัมพูชา 10% เมียนมา 8% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5%** — ส่วนผู้ป่วยนอกมาจากกัมพูชาและเมียนมามากที่สุด ตามด้วยญี่ปุ่นและจีน
- **อันดับ 2 ของโลกที่ไทยได้รับในปี 2569 มาจากการจัดอันดับของกองบรรณาธิการ Travel and Tour World** — ซึ่งเป็นสื่อท่องเที่ยว ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ป่วยหรือรายรับ ตัวเลขรายรับจริงต้องดูจากผลสำรวจของหน่วยงานรัฐ

โรงพยาบาลและคลินิกที่กำลังเลือกว่าจะทำตลาดกับผู้ป่วยจากประเทศไหน จะเจอตัวเลขรายรับจากผู้ป่วยต่างชาติหลายตัวที่ไม่ตรงกัน รวมถึงข่าวว่าไทยเป็นอันดับ 2 ของโลก บทนี้อ่านเอกสารผลสำรวจ 15 หน้าที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเผยแพร่ในหน้า [ข้อมูลเชิงสถิติ](https://thaimedhub.hss.moph.go.th/stat-internationalpatients/) แล้วแยกให้เห็นว่าตัวเลขไหนใช้ตอบคำถามแบบใด ส่วนที่มาของอันดับ 2 ของโลกที่เป็นข่าวในปี 2569 แยกไว้อีกหัวข้อ

ผู้ป่วยต่างชาติจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลในไทยราว 42,899 ล้านบาทในปี 2566 ตามผลสำรวจที่สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ทำร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และนำเสนอเมื่อ 12 มีนาคม 2568 ตัวเลขชุดเดียวกันยังมีอีกสองฉบับที่นับต่างกัน คือฉบับที่นับเฉพาะโรงพยาบาลที่ตอบ และฉบับที่คำนวณตามมาตรฐานดุลการชำระเงิน

## แบบสำรวจรายรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยต่างชาติ

สบส. ส่งแบบสำรวจรายรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยต่างชาติไปยังโรงพยาบาลเอกชนทุกปี แล้วส่งข้อมูลให้ ธปท. ใช้ประกอบการคำนวณรายรับบริการในดุลการชำระเงินของประเทศ รอบข้อมูลปี 2566 มีกลุ่มตัวอย่าง 90 โรงพยาบาล ตอบกลับ 43 แห่ง คิดเป็น 48% สูงขึ้นจาก 38% ในรอบก่อน

อัตราการตอบกลับเปลี่ยนไปมากในห้ารอบที่ผ่านมา เอกสารแสดงตัวเลขไว้ดังนี้

| รอบข้อมูล (ค.ศ.) | ส่งแบบสำรวจ (แห่ง) | ตอบกลับ (แห่ง) | อัตราการตอบกลับ |
| ----------------- | -------------------- | --------------- | ------------------ |
| 2019              | 47                   | 39              | 83%                |
| 2020              | 128                  | 63              | 49%                |
| 2021              | 95                   | 30              | 32%                |
| 2022              | 97                   | 37              | 38%                |
| 2023              | 90                   | 43              | 48%                |

โรงพยาบาลรายใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างมี 20 แห่ง ตอบกลับ 15 แห่ง เอกสารระบุว่าโรงพยาบาลใหญ่บางแห่งส่งข้อมูลให้ ธปท. โดยตรง ส่วนแห่งที่ไม่ตอบ ธปท. ใช้งบการเงินปี 2566 และอัตราเติบโตเฉลี่ยของกลุ่มหรือภูมิภาคมาประมาณการแทน

### แบบสำรวจของ สบส. กับ ธปท. ถามอะไรจากโรงพยาบาล

แบบสำรวจถามรายรับค่ารักษาพยาบาลจากผู้ป่วยต่างชาติ แยกผู้ป่วยใน (IPD) กับผู้ป่วยนอก (OPD) แยกตามประเทศของผู้ป่วย และแยกตามกลุ่มโรค โรงพยาบาลกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์หรืออัปโหลดไฟล์ Excel รอบปี 2566 มีการปรับวิธีประมวลผลสองเรื่อง คือใช้งบการเงินประมาณการให้โรงพยาบาลที่ไม่ตอบ และนับกลุ่มตรวจสุขภาพกับทันตกรรมของบางโรงพยาบาลเพิ่มเข้ามา

## รายรับปี 2566 สามตัวเลข

ผลสำรวจรอบปี 2566 ให้ตัวเลขรายรับสามค่า และทั้งสามค่าถูกต้องตามวิธีนับของตัวเอง ค่าที่สูงที่สุดคือ 42,899 ล้านบาทหลังประมาณการ ค่าที่ต่ำที่สุดคือ 26,996 ล้านบาทตามมาตรฐานดุลการชำระเงิน การอ้างตัวเลขใดต้องบอกวิธีนับไปพร้อมกัน

| วิธีนับ                                   | รายรับปี 2566 (ล้านบาท) | เทียบปีก่อน      | สัดส่วนผู้ป่วยใน |
| ------------------------------------------ | ------------------------- | ------------------ | ------------------- |
| นับเฉพาะ 43 โรงพยาบาลที่ตอบ ทุกแผนก   | 30,515                    | ไม่มีตัวเลขเทียบ | 54%                 |
| ตอบ 43 แห่ง + ประมาณการ 47 แห่ง           | 42,899                    | +26% จาก 34,088    | 56%                 |
| มาตรฐานดุลการชำระเงิน (ตามถิ่นที่อยู่) | 26,996                    | +42% จาก 23,641    | 88%                 |

ในค่าหลังประมาณการ 42,899 ล้านบาท รายรับ 63% มาจากโรงพยาบาลรายใหญ่ที่ตอบแบบสำรวจ 29% มาจากการประมาณการ 7% มาจากโรงพยาบาลรายย่อย และ 1% มาจากโรงพยาบาลที่เพิ่งเข้ากลุ่มตัวอย่าง

### ทำไมรายรับตามดุลการชำระเงินต่ำกว่าผลสำรวจ

มาตรฐานดุลการชำระเงินนับเฉพาะค่าใช้จ่ายของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศและเดินทางเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรับบริการสุขภาพ ธปท. ใช้ถิ่นที่อยู่ ไม่ใช้สัญชาติ ชาวต่างชาติที่อาศัยและทำงานในไทยจึงไม่ถูกนับ นักท่องเที่ยวที่ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างเที่ยวแล้วเข้ารักษาก็ไม่นับ ผลคือรายรับตามวิธีนี้เหลือ 26,996 ล้านบาท และผู้ป่วยในคิดเป็น 88% ของยอด

### ถ้าไม่นับตรวจสุขภาพกับทันตกรรม รายรับโตเท่าไร

เอกสารระบุว่ารอบปี 2566 ธปท. นับผู้ป่วยนอกกลุ่มตรวจสุขภาพและทันตกรรมของบางโรงพยาบาลเพิ่มเข้าไปในยอดตามมาตรฐานดุลการชำระเงิน ถ้าไม่นับส่วนนี้ รายรับจะเพิ่มจากปี 2565 ราว 32% แทนที่จะเป็น 42% ส่วนต่างสิบจุดนี้เกิดจากวิธีนับที่เปลี่ยน ใครที่นำอัตราเติบโต 42% ไปเทียบกับปีก่อนหน้าจึงต้องบอกเงื่อนไขนี้ไว้ด้วย

## ผู้ป่วยในกับผู้ป่วยนอก

รายรับจากผู้ป่วยต่างชาติส่วนใหญ่มาจากผู้ป่วยใน ในยอด 30,515 ล้านบาทของโรงพยาบาลที่ตอบแบบสำรวจ ผู้ป่วยในสร้างรายรับ 16,611 ล้านบาท และผู้ป่วยนอก 13,904 ล้านบาท เมื่อรวมการประมาณการแล้ว สัดส่วนผู้ป่วยในขยับเป็น 56%

ผลสำรวจแยกความต่างของสองกลุ่มไว้ชัด ผู้ป่วยในส่วนใหญ่มาจากเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนผู้ป่วยนอกส่วนใหญ่มาจากเอเชีย และเอกสารเขียนว่ากลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย หรือนักท่องเที่ยวที่ป่วยหรือบาดเจ็บระหว่างเดินทาง

### ผู้ป่วยนอกต่างชาติเป็นใคร

ผลสำรวจปี 2566 อธิบายว่าผู้ป่วยนอกต่างชาติมีแนวโน้มเป็นชาวต่างชาติที่อาศัยทำงานในไทย หรือนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วยระหว่างเดินทาง ประเทศที่สร้างรายรับผู้ป่วยนอกสูงสุดคือกัมพูชา 16% เมียนมา 12% ญี่ปุ่น 7% จีน 6% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 6% โรงพยาบาลที่มีลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนมากจึงต้องดูแลเรื่องประกันสุขภาพของบริษัทนายจ้างและการนัดหมายซ้ำ มากกว่าการวางแพ็กเกจเดินทาง

### จำนวนผู้ป่วยกับรายรับเพิ่มขึ้นเท่ากันไหม

ไม่เท่ากัน เอกสารเปรียบเทียบรอบปี 2565 กับ 2566 ไว้ว่าจำนวนผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 13% ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 26% รายรับต่อผู้ป่วยจึงสูงขึ้นในปีเดียวกัน สาเหตุหนึ่งมาจากรายรับที่ขยับไปอยู่กับผู้ป่วยในซึ่งมีค่ารักษาต่อครั้งสูงกว่า อีกส่วนมาจากการประมาณการที่เพิ่มขึ้น เอกสารไม่ได้แยกผลของแต่ละสาเหตุให้เห็นเป็นตัวเลข

## ประเทศต้นทางของรายรับ

ผู้ป่วยในที่สร้างรายรับมากที่สุดมาจากตะวันออกกลาง กาตาร์คิดเป็น 19% คูเวต 15% และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5% ของรายรับผู้ป่วยในจากโรงพยาบาลที่ตอบแบบสำรวจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากับเมียนมาติดอันดับต้นทั้งฝั่งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก

| อันดับ          | ผู้ป่วยใน (สัดส่วนรายรับ) | ผู้ป่วยนอก (สัดส่วนรายรับ) |
| --------------- | ---------------------------- | ----------------------------- |
| 1               | กาตาร์ 19%                  | กัมพูชา 16%                   |
| 2               | คูเวต 15%                    | เมียนมา 12%                  |
| 3               | กัมพูชา 10%                  | ญี่ปุ่น 7%                    |
| 4               | เมียนมา 8%                  | จีน 6%                        |
| 5               | สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 5%  | สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 6%   |
| ประเทศอื่นรวม | 43%                          | 53%                           |

ห้าประเทศแรกรวมกันได้ 57% ของรายรับผู้ป่วยใน และ 47% ของรายรับผู้ป่วยนอก ตัวเลขชุดนี้มาจากโรงพยาบาล 43 แห่งที่ตอบแบบสำรวจ ยังไม่รวมการประมาณการ

### ผู้ป่วยตะวันออกกลางกับผู้ป่วยประเทศเพื่อนบ้านต่างกันอย่างไร

ผู้ป่วยจากกาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปรากฏในฝั่งผู้ป่วยในเป็นหลัก ซึ่งเป็นการรักษาที่ต้องนอนโรงพยาบาลและมักวางแผนเดินทางล่วงหน้า ส่วนผู้ป่วยจากกัมพูชาและเมียนมาปรากฏทั้งสองฝั่ง เพราะเดินทางเข้าออกได้ใกล้กว่า และเอกสารระบุว่ามาตรฐานดุลการชำระเงินนับผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลชายขอบที่มีพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านไว้ด้วย โรงพยาบาลจึงต้องวางช่องทางติดต่อแยกกันสำหรับสองกลุ่มนี้

ข้อมูลรายประเทศชุดนี้ใช้คู่กับบทที่เล่ากลุ่มผู้อยู่อาศัยระยะยาวได้ เช่น [Silver Economy คืออะไร คนจีนเกษียณในไทยต้องยืนยันสิทธิ์บำนาญ](https://phygital.co.th/insights/chinese-retirees-thailand-silver-economy-business) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้บริการสุขภาพต่อเนื่องแต่ไม่ถูกนับในยอดตามดุลการชำระเงิน เพราะมีถิ่นที่อยู่ในไทยแล้ว

## อันดับ 2 ของโลกปี 2569 มาจากไหน

ไทยได้อันดับ 2 ในรายการ "Top 50 Medical Tourism Destinations in the World for 2026" ของ Travel and Tour World (TTW) ซึ่งเป็นสื่อด้านการท่องเที่ยว กรมประชาสัมพันธ์รายงานข่าวนี้ไว้ใน[หน้าข่าวภาษาอังกฤษ](https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/522507) เมื่อ 16 กรกฎาคม 2569 และระบุว่ากองบรรณาธิการของ TTW เป็นผู้จัดอันดับ

สิบอันดับแรกตามรายการนี้คือ ตุรกี ไทย อินเดีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ มาเลเซีย คอสตาริกา สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโคลอมเบีย ข่าวอ้างว่า TTW พิจารณาความน่าเชื่อถือของการรักษา ความเชี่ยวชาญของแพทย์ เทคโนโลยีการแพทย์ ราคา ระยะเวลารอคิว และความเหมาะสมของสถานที่พักฟื้น

### อันดับของ TTW ใช้แทนตัวเลขรายรับได้ไหม

ใช้แทนไม่ได้ อันดับของ TTW มาจากการประเมินของกองบรรณาธิการสื่อ ข่าวไม่ได้เปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ป่วย รายรับ หรือน้ำหนักของแต่ละเกณฑ์ อันดับนี้จึงเหมาะกับการสื่อสารภาพลักษณ์ของประเทศ ส่วนการตัดสินใจลงทุนหรือเลือกตลาดควรใช้ตัวเลขรายรับจากผลสำรวจของ สบส. กับ ธปท. ซึ่งบอกวิธีนับและกลุ่มตัวอย่างไว้ครบ

## ข้อจำกัดของผลสำรวจ

เอกสารผลสำรวจเขียนข้อจำกัดของตัวเองไว้หลายข้อ ข้อที่มีผลกับการอ่านตัวเลขมากที่สุดคือสัดส่วนการประมาณการที่เพิ่มขึ้น ในยอดตามมาตรฐานดุลการชำระเงิน รายรับที่มาจากการประมาณการเพิ่มจาก 15% ในรอบปี 2565 เป็น 28% ในรอบปี 2566

ข้อจำกัดอีกสามข้อที่เอกสารระบุ ได้แก่ โรงพยาบาลบางแห่งรายงานรายรับต่ำกว่าความเป็นจริงมาก คำตอบในหมวดกลุ่มโรคถูกกรอกเป็น "อื่น ๆ" มากขึ้น และบางโรงพยาบาลตอบข้อมูลประเทศของผู้ป่วยตามถิ่นที่อยู่ในปีหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นสัญชาติในอีกปี หรือตอบทั้งสองแบบพร้อมกัน

### ตัวเลขชุดนี้จะเปลี่ยนอีกไหม

มีโอกาสเปลี่ยน เอกสารระบุว่ายอด 26,996 ล้านบาทตามมาตรฐานดุลการชำระเงินอยู่ระหว่างตรวจสอบตามหลักถิ่นที่อยู่ สำหรับการปรับข้อมูลรอบเดือนกันยายน 2568 และหลังตรวจแล้วตัวเลขอาจสูงกว่าที่นำเสนอ ผู้ที่นำตัวเลขไปใช้ในแผนธุรกิจหรือเอกสารขอสินเชื่อจึงควรระบุว่าเป็นตัวเลขฉบับเดือนมีนาคม 2568 และตรวจกับตัวเลขดุลบริการที่ ธปท. เผยแพร่ภายหลัง

### กลุ่มโรคไหนสร้างรายรับมากที่สุด

เอกสารแสดงสัดส่วนกลุ่มโรคหกอันดับแรกทั้งตามจำนวนผู้ป่วยและตามรายรับ กลุ่มอันดับหนึ่งคิดเป็น 47% ของจำนวนผู้ป่วย และกลุ่มอันดับหนึ่งฝั่งรายรับคิดเป็น 65% ของรายรับ แต่ชื่อกลุ่มโรคในเอกสารฉบับเผยแพร่เป็นภาพกราฟิก บทนี้จึงไม่ระบุชื่อกลุ่ม ผู้ที่ต้องใช้ข้อมูลรายกลุ่มโรคควรขอจาก สบส. โดยตรง เพราะเอกสารเองก็บันทึกว่าคำตอบหมวด "อื่น ๆ" เพิ่มขึ้นมาก

## เลือกตลาดประเทศจากตัวเลขรายรับ

โรงพยาบาลหรือคลินิกที่กำลังเลือกตลาดต่างชาติเริ่มได้จากคำถามว่าจะรับผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยนอก เพราะสองกลุ่มมาจากคนละประเทศ ถ้าเป้าหมายคือการผ่าตัดหรือการรักษาที่ต้องนอนโรงพยาบาล ตารางผู้ป่วยในชี้ไปที่กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถ้าเป็นบริการผู้ป่วยนอก ตารางชี้ไปที่กัมพูชา เมียนมา ญี่ปุ่น และจีน

ลำดับที่ทำต่อได้ทันทีมีสามข้อ

1. เทียบประเทศของผู้ป่วยต่างชาติในระบบของโรงพยาบาลเองกับตารางประเทศต้นทางในบทนี้ ประเทศที่ตรงกันคือตลาดที่มีหลักฐานทั้งระดับประเทศและระดับโรงพยาบาล
2. แยกผู้ป่วยต่างชาติที่อาศัยในไทยออกจากผู้ที่เดินทางมารักษา เพราะสองกลุ่มต้องการข้อมูลคนละชุด กลุ่มที่อาศัยในไทยอาจเป็นลูกค้าของวีซ่าระยะยาว ซึ่งบทความ [Digital Nomad เชียงใหม่ และชาติตะวันตก ภายใต้วีซ่า DTV](https://phygital.co.th/insights/digital-nomad-western-expat-chiang-mai-business) เล่าเงื่อนไขไว้
3. ใช้อันดับของสื่อต่างประเทศในงานสื่อสาร และใช้ตัวเลขรายรับของหน่วยงานรัฐในเอกสารลงทุน โดยระบุวิธีนับทุกครั้ง

ธุรกิจที่อยู่รอบการรักษาพยาบาล เช่น บ้านพักฟื้นและบริการดูแลผู้สูงอายุ ต้องใช้ใบอนุญาตต่างจากโรงพยาบาล บทความ [เปิดธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ที่ได้ใบอนุญาตมี 908 แห่ง](https://phygital.co.th/insights/thailand-elderly-care-nursing-home-business-license-guide) อธิบายขั้นตอนของกลุ่มนี้ไว้

## สรุป

ผลสำรวจของ สบส. กับ ธปท. ประมาณรายรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยต่างชาติปี 2566 ไว้ 42,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากโรงพยาบาลที่ตอบ 43 แห่งและการประมาณการอีก 47 แห่ง ยอดตามมาตรฐานดุลการชำระเงินต่ำกว่าคือ 26,996 ล้านบาท เพราะนับตามถิ่นที่อยู่ รายรับผู้ป่วยในมาจากกาตาร์และคูเวตมากที่สุด ผู้ป่วยนอกมาจากกัมพูชาและเมียนมา อันดับ 2 ของโลกปี 2569 มาจากกองบรรณาธิการของสื่อท่องเที่ยว และผลสำรวจเองมีสัดส่วนการประมาณการเพิ่มเป็น 28%

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ผลสำรวจรายรับผู้ป่วยต่างชาติของ สบส. ดาวน์โหลดได้ที่ไหน

เปิดได้จากเว็บไซต์สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (thaimedhub.hss.moph.go.th) เมนูข้อมูลเชิงสถิติ หัวข้อผลการสำรวจรายรับค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยต่างชาติ ไฟล์เป็น PDF ความยาว 15 หน้า นำเสนอเมื่อ 12 มีนาคม 2568 มีข้อความที่คัดลอกได้ ยกเว้นชื่อกลุ่มโรคที่เป็นภาพ

### ปี 2566 ในผลสำรวจตรงกับ ค.ศ. อะไร

เนื้อหาในไฟล์ใช้ปี ค.ศ. 2023 ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2566 แต่หัวหน้าเว็บที่ลิงก์ไปยังไฟล์เขียนว่า "ผลการสำรวจ…ปี 2565" ตัวเลขเปรียบเทียบที่ไฟล์เขียนว่าปี 2022 คือ พ.ศ. 2565 เวลานำไปอ้างอิงควรระบุปีตามเนื้อหาในไฟล์และเขียนทั้งสองระบบกำกับ

### คลินิกทันตกรรมหรือคลินิกความงามอยู่ในผลสำรวจนี้ไหม

กลุ่มตัวอย่างเป็นโรงพยาบาล 90 แห่ง คลินิกเดี่ยวจึงไม่อยู่ในยอดนี้ แต่ธปท. นับบริการทันตกรรม ตรวจสุขภาพ และศัลยกรรมความงามที่ผู้ป่วยตั้งใจเดินทางมาใช้ ไว้ในนิยามรายรับตามดุลการชำระเงิน ถ้าบริการนั้นเกิดในโรงพยาบาลที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่าง

### โรงพยาบาลในเชียงใหม่โฆษณาหาผู้ป่วยต่างชาติได้เลยไหม

ต้องดูกฎหมายสถานพยาบาลก่อน ข้อความโฆษณาที่เกินกว่าชื่อ ที่ตั้ง และข้อมูลพื้นฐาน ต้องขออนุมัติจากหน่วยงานที่กำกับ รายละเอียดอยู่ในบทความ [Medical & Wellness Tourism เชียงใหม่ โฆษณาต้องขออนุมัติ](https://phygital.co.th/insights/chiang-mai-medical-wellness-tourism-private-hospital-location)

### ผู้ป่วยต่างชาติที่ถือวีซ่าระยะยาวถูกนับเป็นรายรับจากต่างประเทศไหม

ขึ้นกับถิ่นที่อยู่ ในยอดตามมาตรฐานดุลการชำระเงิน ผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในไทยไม่ถูกนับ ส่วนในยอดผลสำรวจที่แยกตามประเทศ โรงพยาบาลบางแห่งตอบตามสัญชาติ ผู้ถือวีซ่าระยะยาวจึงอาจปรากฏในยอดหนึ่งแต่ไม่อยู่ในอีกยอด

### ตัวเลขรายรับปี 2567 ออกหรือยัง

หน้าข้อมูลเชิงสถิติของ สบส. ณ วันที่ปรับปรุงบทนี้ (26 กันยายน 2569) ลิงก์ไปยังไฟล์ผลสำรวจเพียงไฟล์เดียว คือรอบข้อมูลปี 2566 ผู้ที่ต้องการตัวเลขใหม่กว่าควรตรวจหน้าเดิมอีกครั้ง หรือดูตัวเลขรายรับบริการสุขภาพในดุลการชำระเงินที่ ธปท. ปรับปรุงเป็นระยะ

## ผู้ป่วยต่างชาติที่สร้างรายรับให้โรงพยาบาลไทยมาจากประเทศที่ต่างกันตามประเภทการรักษา โรงพยาบาลที่ทำหน้าเว็บภาษาเดียวสำหรับทุกประเทศจะพลาดคำถามของผู้ป่วยกลุ่มที่ตั้งใจเดินทางมารักษา

ให้ PHYGITAL AGENCY วางหน้าแผนกและคำตอบเรื่องการนัดหมายให้ผู้ป่วยต่างชาติของโรงพยาบาลหรือคลินิกคุณค้นหาเจอ

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
