# EPR บรรจุภัณฑ์ ร่างกฎหมายไทยนับใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบ

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/thailand-epr-packaging-law-business-guide · เผยแพร่ 8 เมษายน 2566 · อ่าน 15 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ร่าง พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ฉบับ 14 มี.ค. 2567 นับเจ้าของฉลาก ผู้นำเข้า และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ให้ขึ้นทะเบียนใน 180 วัน ไม่ยกเว้นตามขนาดธุรกิจ

## Key Takeaways

- **ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ฉบับรับฟังความคิดเห็นของกรมควบคุมมลพิษ ลงวันที่ 14 มีนาคม 2567 ยังเป็นร่าง** — มาตรา 2 ของร่างให้ใช้บังคับเมื่อพ้น 360 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนบทกำหนดโทษใช้บังคับเมื่อพ้นสองปี
- **ร่างมาตรา 3 นับ "ผู้ประกอบการที่รับผิดชอบ" ไว้สามกลุ่ม** — คือเจ้าของฉลากที่ผลิตเองหรือจ้างผลิต ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ และผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าบรรจุภัณฑ์ ยกเว้นเฉพาะที่ผลิตเพื่อส่งออก ตัวร่างไม่มีเกณฑ์ยกเว้นตามขนาดธุรกิจหรือปริมาณ
- **ร่างมาตรา 27 ให้ขึ้นทะเบียนต่อกรมควบคุมมลพิษภายใน 180 วัน** — หลังรัฐมนตรีประกาศประเภทบรรจุภัณฑ์ที่ต้องจัดการ และมาตรา 42 กำหนดโทษปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งล้านบาทกับปรับรายวันไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท สำหรับผู้ที่ไม่ขึ้นทะเบียนหรือรายงานข้อมูลเท็จ

EPR ย่อมาจาก Extended Producer Responsibility คือหลักที่ให้ผู้ผลิตรับผิดชอบสินค้าของตัวเองต่อไปหลังจากผู้บริโภคใช้เสร็จแล้ว ในไทยหลักนี้อยู่ในร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษเผยแพร่ฉบับปรับปรุงเพื่อรับฟังความคิดเห็นไว้บนเว็บไซต์ของกรม ร่างนี้ตอบคำถามที่เจ้าของแบรนด์ขนาดกลางและเล็กควรรู้ก่อนเรื่องอื่น คือธุรกิจของตัวเองถูกนับเป็นผู้ต้องรับผิดชอบหรือไม่

บทนี้อ่านจาก[ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ฉบับรับฟังความคิดเห็น](https://www.pcd.go.th/laws/31505/) ความยาว 44 หน้า ซึ่งมีทั้งตัวร่าง บันทึกหลักการและเหตุผล และรายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ทุกมาตราที่อ้างถึงคือเลขมาตราในร่าง ซึ่งอาจเปลี่ยนได้เมื่อร่างเข้าสู่ขั้นตอนนิติบัญญัติ บทนี้ไม่ได้พูดถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์หรือคำอ้างเรื่องสิ่งแวดล้อมบนฉลาก

## ร่างกฎหมาย EPR ฉบับที่กรมควบคุมมลพิษเปิดรับฟังความเห็น

ร่างที่เผยแพร่มีหัวกระดาษระบุว่าเป็นร่างฉบับปรับปรุงแก้ไขโดยกรมควบคุมมลพิษ ฉบับรับฟังความคิดเห็น ณ วันที่ 14 มีนาคม 2567 ผู้รักษาการตามร่างคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนคือกรมควบคุมมลพิษ

ร่างมี 4 หมวดกับบทเฉพาะกาล หมวด 1 ว่าด้วยนโยบาย หมวด 2 ว่าด้วยการบริหารจัดการ หมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่ของผู้ประกอบการ องค์กรที่รับผิดชอบ และการจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว ส่วนหมวด 4 ว่าด้วยการกำกับดูแล สำหรับเจ้าของธุรกิจ หมวด 3 คือส่วนที่ต้องอ่านละเอียดที่สุด

### ร่างนี้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์วัสดุอะไรบ้าง

มาตรา 52 ในบทเฉพาะกาลกำหนดว่าแผนส่งเสริมการจัดการบรรจุภัณฑ์ครั้งแรกต้องครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ 5 ประเภท ได้แก่ แก้ว โลหะ กระดาษ พลาสติก และวัสดุประกอบ แต่ชนิดที่ต้องจัดการจริงยังต้องรอรัฐมนตรีออกประกาศตามมาตรา 18 นิยาม "บรรจุภัณฑ์" ในมาตรา 3 กว้างมาก ครอบคลุมภาชนะ ที่ห่อหุ้ม กล่อง และวัสดุที่ใช้ขนส่ง ปกป้อง หรือส่งเสริมการขาย รวมถึงอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง แต่ไม่รวมภาชนะที่ออกแบบให้ใช้ซ้ำได้หลายครั้งและขายแยกจากสินค้า

### ถ้าร่างผ่าน กฎหมายจะเริ่มใช้เมื่อไร

มาตรา 2 ของร่างให้พระราชบัญญัติใช้บังคับเมื่อพ้น 360 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ยกเว้นบทกำหนดโทษในมาตรา 40 ถึง 51 ซึ่งใช้บังคับเมื่อพ้นสองปี หน้าที่ขึ้นทะเบียนของผู้ประกอบการยังไม่เริ่มในวันที่กฎหมายใช้บังคับ แต่เริ่มนับ 180 วันหลังรัฐมนตรีประกาศประเภทบรรจุภัณฑ์ตามมาตรา 18 บทนี้ไม่พบวันประกาศเป็นกฎหมาย ผู้อ่านควรตรวจสถานะล่าสุดกับกรมควบคุมมลพิษก่อนวางแผน

## ผู้ประกอบการสามกลุ่มที่ร่างนับว่าต้องรับผิดชอบ

ร่างมาตรา 3 นิยาม "ผู้ประกอบการที่รับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน" ไว้สามกลุ่ม และเขียนข้อยกเว้นไว้ข้อเดียวคือผู้ที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อการส่งออก

| กลุ่มตามร่างมาตรา 3   | ข้อความในร่าง                                                                                                    | ตัวอย่างในธุรกิจ                                                       |
| ------------------------ | ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ | ------------------------------------------------------------------------ |
| (1) เจ้าของฉลาก         | ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ภายใต้ฉลากสินค้าของตนเอง                    | แบรนด์ขนม เครื่องดื่ม หรือเครื่องสำอางที่ผลิตเองหรือจ้างโรงงาน |
| (1) ผู้รับจ้างผลิต     | ผู้รับจ้างผลิตหรือผู้ได้รับสิทธิในการผลิต เมื่อผู้ว่าจ้างหรือเจ้าของฉลากไม่ได้อยู่ในประเทศไทย | โรงงาน OEM ที่ผลิตให้แบรนด์ต่างประเทศเพื่อขายในไทย              |
| (2) ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ | ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ ภายใต้ฉลากของตนเองหรือของผู้อื่น                                  | ร้านที่นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปมาขาย                                 |
| (3) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ | ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าบรรจุภัณฑ์เพื่อบรรจุผลิตภัณฑ์หรือจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ที่ไม่ใช่กลุ่ม (1)      | โรงงานกล่อง ผู้นำเข้าแก้วพลาสติกหรือถุงมาขายส่ง                  |

### แบรนด์ที่จ้างโรงงานผลิตต้องรับผิดชอบเองหรือโรงงานรับผิดชอบ

ตามข้อความในร่าง ผู้ว่าจ้างให้ผลิตภายใต้ฉลากของตนเองอยู่ในกลุ่ม (1) โดยตรง โรงงานรับจ้างผลิตจะถูกนับแทนเฉพาะกรณีที่เจ้าของฉลากไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เจ้าของแบรนด์ไทยที่จ้างโรงงานไทยผลิตจึงไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าโรงงานจะรับภาระนี้ไปทั้งหมด หลักคิดนี้ต่างจากกฎหมายเครื่องสำอางที่ให้ผู้รับจ้างผลิตเป็นผู้จดแจ้งได้ ซึ่งอธิบายไว้ใน[แบรนด์เครื่องสำอาง OEM ต้องจดแจ้ง อย. ในชื่อใคร](https://phygital.co.th/insights/thailand-cosmetics-skincare-own-brand-oem-guide)

### ร้านที่รับสินค้าแบรนด์อื่นมาขายต่อถูกนับไหม

ร้านที่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าในประเทศมาขายต่อ ไม่อยู่ในสามกลุ่มของมาตรา 3 แต่ร่างนิยาม "ผู้จัดจำหน่าย" แยกไว้ต่างหาก และให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศให้ผู้จัดจำหน่ายจัดจุดให้ลูกค้านำภาชนะมาเองตามมาตรา 23 หรือจัดจุดรับคืนบรรจุภัณฑ์ตามมาตรา 24 ร้านค้าปลีกจึงไม่ต้องขึ้นทะเบียนในฐานะผู้ประกอบการที่รับผิดชอบ แต่อาจมีหน้าที่อื่นตามประกาศที่ออกภายหลัง

## ร่างไม่มีเกณฑ์ยกเว้นตามขนาดธุรกิจ

นิยามในมาตรา 3 ไม่มีเงื่อนไขเรื่องขนาดกิจการ รายได้ หรือปริมาณบรรจุภัณฑ์ขั้นต่ำเลย ข้อยกเว้นเดียวที่เขียนไว้คือการผลิตหรือนำเข้าเพื่อส่งออก เครื่องมือที่ร่างใช้กำหนดขอบเขตคือประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา 18 ว่าประเภทและชนิดบรรจุภัณฑ์ใดต้องจัดการ ไม่ใช่ขนาดของผู้ประกอบการ

รายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่แนบท้ายร่างยกตัวอย่างระบบของแอฟริกาใต้ ซึ่งให้ผู้ผลิตที่นำผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ออกสู่ตลาดเกิน 10 ตันต่อปีลงทะเบียนกับศูนย์ข้อมูลขยะของประเทศนั้น ตัวเลข 10 ตันเป็นกติกาของแอฟริกาใต้ ไม่ใช่เกณฑ์ในร่างของไทย

### ร้านเล็กที่ผลิตขนมขายเองต้องขึ้นทะเบียนตามร่างไหม

ถ้าขายภายใต้ฉลากของตัวเองและใช้บรรจุภัณฑ์ชนิดที่รัฐมนตรีประกาศตามมาตรา 18 ข้อความในร่างนับรวมไว้ในกลุ่ม (1) โดยไม่ดูขนาดกิจการ ช่องทางที่อาจช่วยธุรกิจขนาดเล็กจึงอยู่ในเนื้อหาของประกาศลำดับรองและแผนส่งเสริมตามมาตรา 13/1 ซึ่งต้องมีมาตรการช่วยเหลือและส่งเสริม ร้านเล็กควรติดตามประกาศประเภทบรรจุภัณฑ์ฉบับแรก เพราะประกาศฉบับนั้นจะบอกว่าร้านมีหน้าที่หรือไม่

## ขึ้นทะเบียนใน 180 วันและรายงานปริมาณบรรจุภัณฑ์

ร่างมาตรา 27 ให้ผู้ประกอบการที่รับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ชนิดที่ถูกประกาศ ขึ้นทะเบียนต่อกรมควบคุมมลพิษภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประกาศประเภทและชนิดบรรจุภัณฑ์ลงราชกิจจานุเบกษา ผู้ที่เริ่มกิจการหลังประกาศต้องขึ้นทะเบียนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด และหลักเกณฑ์นั้นรวมถึงการรายงานข้อมูลปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่นำเข้าสู่ตลาดด้วย

ร่างมาตรา 28 วางหน้าที่ไว้ 5 ข้อ คือเลือกบรรจุภัณฑ์ตามแนวทางการออกแบบและคัดเลือกวัสดุที่คณะกรรมการประกาศ แสดงฉลากหรือสัญลักษณ์ตามมาตรา 22 เก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วไปใช้ซ้ำ แปรใช้ใหม่ หรือกำจัดอย่างปลอดภัย ใช้ระบบรับซื้อคืนหรือมัดจำคืนเงินถ้ามีประกาศ และสื่อสารให้ผู้บริโภคคัดแยกและส่งคืน

### ไม่ขึ้นทะเบียนหรือรายงานข้อมูลเท็จมีโทษอย่างไรตามร่าง

ร่างมาตรา 42 กำหนดว่าผู้ประกอบการที่ไม่ขึ้นทะเบียน รายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือไม่รายงานข้อมูลตามมาตรา 27 ต้องระวางโทษปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งล้านบาท และปรับรายวันไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทจนกว่าจะขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง โทษปรับเป็นพินัยเป็นโทษทางปกครองที่ไม่ใช่โทษอาญา แต่ยอดรายวันสะสมได้เร็ว ข้อมูลปริมาณที่รายงานจึงต้องมาจากเอกสารที่ตรวจย้อนได้ ไม่ใช่ตัวเลขประมาณ

## ทางเลือกระหว่างเข้าองค์กร PRO กับทำแผนเอง

ร่างมาตรา 29 เปิดทางเลือกสองทางให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ทางแรกคือมอบให้องค์กรที่รับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเรียกกันว่า PRO (Producer Responsibility Organization) ทำหน้าที่เก็บรวบรวม ระบบรับคืน และการสื่อสารแทน ทางที่สองคือทำเองโดยยื่นแผนจัดการบรรจุภัณฑ์ต่ออธิบดีภายใน 30 วันนับแต่ได้รับการขึ้นทะเบียน

| เรื่อง                        | มอบให้ PRO                                                    | ทำแผนเอง                                             |
| ----------------------------- | -------------------------------------------------------------- | ------------------------------------------------------ |
| ฐานในร่าง                   | มาตรา 29 วรรคหนึ่ง กับมาตรา 30-32                            | มาตรา 29 วรรคสอง                                      |
| กำหนดเวลา                    | PRO ยื่นแผนรวมภายใน 180 วันหลังขึ้นทะเบียน               | ผู้ประกอบการยื่นแผนภายใน 30 วันหลังขึ้นทะเบียน |
| ค่าใช้จ่ายที่เห็นในร่าง | ค่าบริการที่ PRO คิดตามแนวทางที่รัฐมนตรีประกาศ          | ค่าดำเนินงานตามแผนที่ต้องประมาณการเอง          |
| ถ้าเก็บคืนไม่ได้ตามเป้า | PRO จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | ผู้ประกอบการจ่ายเองตามน้ำหนักที่ขาด           |
| รายงาน                        | PRO รายงานผลต่ออธิบดีทุกปี                                | ผู้ประกอบการรายงานผลต่ออธิบดีทุกปี             |

ร่างมาตรา 30 ให้ PRO จัดตั้งโดยการสนับสนุนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นองค์การเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรและต้องขึ้นทะเบียนกับกรมควบคุมมลพิษ มาตรา 53 ให้จัดตั้งภายใน 180 วันนับแต่กฎหมายใช้บังคับ

### แผนจัดการบรรจุภัณฑ์ที่ทำเองต้องมีอะไรบ้าง

ร่างมาตรา 29 วรรคสามระบุเนื้อหาขั้นต่ำ 8 ข้อ ข้อแรกคือประเภท ชนิด และปริมาณน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ในแผน ข้อสองคือเป้าหมายน้ำหนักที่จะเก็บกลับไปแปรใช้ใหม่แยกตามประเภท ที่เหลือคือวิธีคัดแยกและเก็บคืน วิธีขนส่งไปยังผู้รับบำบัดที่ได้รับอนุญาต วิธีสื่อสารกับผู้บริโภค วิธีป้องกันการรั่วไหลสู่ธรรมชาติ ประมาณการค่าใช้จ่ายพร้อมวิธีจัดการทางการเงิน และเนื้อหาอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด ทุกข้อเริ่มจากตัวเลขน้ำหนักในข้อแรก

## ฉลาก ระบบมัดจำคืนเงิน และจุดรับคืน

ร่างมาตรา 22 ให้รัฐมนตรีประกาศรูปแบบ ประเภท เงื่อนไข และวิธีติดฉลากหรือสัญลักษณ์สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ต้องจัดการ ส่วนมาตรา 41 กำหนดโทษผู้ประกอบการที่ใช้ฉลากหรือสัญลักษณ์ฝ่าฝืนประกาศ ปรับเป็นพินัยไม่เกินหนึ่งล้านบาทและปรับรายวันไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาท ผู้ที่ปลอมแปลงหรือใช้สัญลักษณ์โดยไม่มีสิทธิถูกปรับเป็นพินัยไม่เกินห้าหมื่นบาท

ร่างมาตรา 21 ให้รัฐมนตรีประกาศให้บรรจุภัณฑ์บางชนิดใช้ระบบรับซื้อคืนภาคบังคับหรือระบบวางมัดจำและคืนเงินได้ เมื่อบรรจุภัณฑ์ชนิดนั้นมีอัตราการเก็บรวบรวมต่ำกว่าเป้าหมายในแผน และมีศักยภาพในการแปรใช้ใหม่หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ

### ร้านต้องเปลี่ยนฉลากบรรจุภัณฑ์ทันทีที่ร่างผ่านไหม

ยังไม่ต้อง เพราะรูปแบบฉลากหรือสัญลักษณ์ต้องรอประกาศตามมาตรา 22 และประกาศนั้นผูกกับชนิดบรรจุภัณฑ์ที่ถูกประกาศตามมาตรา 18 สิ่งที่ทำได้ก่อนคือจดรอบการสั่งพิมพ์กล่องและฉลากของแต่ละสินค้า ร้านที่รู้ว่าสต๊อกฉลากเดิมจะหมดเมื่อไรจะวางรอบเปลี่ยนแบบได้โดยไม่ต้องทิ้งของที่พิมพ์ไว้ ลำดับงานออกแบบกล่องที่คำนึงถึงโครงสร้างก่อนกราฟิกอยู่ใน[ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง โครงสร้างกล่องต้องมาก่อนกราฟิก](https://phygital.co.th/insights/packaging-design-agency)

## ตารางน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ที่ควรมีก่อนกฎหมายออก

ข้อมูลที่ร่างขอซ้ำในหลายมาตรามีหน่วยเดียวกัน คือปริมาณน้ำหนักบรรจุภัณฑ์แยกตามประเภทและชนิด ทั้งในการรายงานตามมาตรา 27 เนื้อหาของแผนตามมาตรา 29 และค่าธรรมเนียมเมื่อเก็บคืนไม่ได้ตามเป้า ซึ่งคิดตามน้ำหนักที่ขาด ธุรกิจที่มีตัวเลขชุดนี้อยู่แล้วจะตอบได้ทันทีเมื่อประกาศออก

ตารางที่ใช้งานได้จริงไม่ต้องซับซ้อน หนึ่งแถวคือหนึ่งรหัสสินค้า คอลัมน์ที่จำเป็นมีห้าช่อง

| คอลัมน์                    | ตัวอย่างค่า                          | ที่มาของข้อมูล                                     |
| -------------------------- | ------------------------------------- | ---------------------------------------------------- |
| รหัสสินค้า                | SKU ที่ใช้ในระบบขาย               | ระบบขายหรือบัญชีสต๊อก                            |
| ชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์      | ขวด ฝา ฉลาก กล่องนอก                 | แบบบรรจุภัณฑ์หรือใบสั่งผลิต                     |
| วัสดุของแต่ละชิ้น       | แก้ว โลหะ กระดาษ พลาสติก วัสดุประกอบ | สเปกจากโรงงานหรือผู้ขายบรรจุภัณฑ์             |
| น้ำหนักต่อชิ้น (กรัม)   | ชั่งจากของจริง                     | ตาชั่งดิจิทัล ชั่งซ้ำหลายชิ้นแล้วหาค่าเฉลี่ย |
| จำนวนหน่วยที่ขายต่อปี | ยอดขายรายปีของ SKU นั้น           | รายงานขาย                                           |

### ใช้วัสดุ 5 ประเภทของร่างแยกบรรจุภัณฑ์อย่างไร

ให้แยกตามชิ้นส่วนที่ถอดออกจากกันได้ ไม่ใช่ตามชื่อสินค้า ขวดแก้วที่มีฝาโลหะและฉลากกระดาษคือแก้ว โลหะ และกระดาษอย่างละหนึ่งแถว ส่วน "วัสดุประกอบ" ในมาตรา 52 ใช้กับชิ้นที่วัสดุหลายชนิดยึดติดกันจนแยกไม่ได้ เช่น ซองที่เคลือบฟิล์มหลายชั้น รายงานวิเคราะห์ผลกระทบที่แนบร่างระบุว่าบรรจุภัณฑ์ที่วัสดุหลายประเภทยึดติดกันแปรใช้ใหม่ได้ยาก ชิ้นแบบนี้จึงควรถูกมองเห็นในตารางตั้งแต่แรก

### ทำไมต้องบันทึกยอดขายเป็นจำนวนหน่วยด้วย

เพราะน้ำหนักที่ร่างขอคือน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ที่นำเข้าสู่ตลาดในรอบหนึ่ง ไม่ใช่น้ำหนักของบรรจุภัณฑ์หนึ่งชิ้น น้ำหนักต่อชิ้นคูณจำนวนหน่วยที่ขายได้ในปีนั้น จึงได้ตัวเลขที่เอาไปเทียบกับค่าใช้จ่ายของ PRO หรือเป้าหมายการเก็บคืนได้ ธุรกิจที่เก็บยอดขายเป็นมูลค่าบาทอย่างเดียวต้องแปลงกลับเป็นจำนวนหน่วยก่อน ซึ่งทำย้อนหลังได้ยากถ้าราคาขายเปลี่ยนระหว่างปี

## เริ่มจากรายการสินค้าที่ขายดีที่สุด

ธุรกิจที่มีสินค้าหลายสิบรายการไม่จำเป็นต้องชั่งทุกชิ้นในวันเดียว เริ่มจากรหัสสินค้าที่มียอดขายรวมกันเป็นส่วนใหญ่ของปี ชั่งบรรจุภัณฑ์ของรายการเหล่านั้นก่อน แล้วค่อยเติมรายการที่เหลือเมื่อสั่งผลิตรอบถัดไป วิธีนี้ทำให้ตัวเลขชุดแรกครอบคลุมสินค้าที่มีน้ำหนักบรรจุภัณฑ์รวมมากที่สุดก่อน และพร้อมใช้ถ้าประกาศประเภทบรรจุภัณฑ์ฉบับแรกออกมาระหว่างที่ยังชั่งไม่ครบ

ธุรกิจอาหารที่จ้างโรงงานผลิตและกำลังเตรียมส่งออกควรอ่านเกณฑ์ตรวจโรงงานประกอบใน[OEM อาหารเครื่องดื่ม ตรวจโรงงานตาม GMP 420 ก่อนส่งออก](https://phygital.co.th/insights/thailand-food-beverage-oem-export-fmcg-guide) ส่วนแบรนด์ที่ใช้เรื่องสิ่งแวดล้อมในการสื่อสารการตลาด ขอบเขตของคำอ้างที่ตลาดยุโรปไม่รับแล้วอยู่ใน[บริการ ESG คำอ้างสีเขียวแบบไหนที่ขายเข้ายุโรปไม่ได้แล้ว](https://phygital.co.th/insights/esg-sustainable-marketing-agency) ร้านที่ส่งสินค้าในกล่องขนาดใหญ่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ ดูภาพการนำเข้าสินค้าหมวดนั้นได้ใน[สถิตินำเข้าเฟอร์นิเจอร์ปี 2568 ร้านไทยใช้วางสินค้าอย่างไร](https://phygital.co.th/insights/thailand-furniture-business-china-competition-guide)

## สรุป

ร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ฉบับรับฟังความคิดเห็นวันที่ 14 มีนาคม 2567 ยังเป็นร่าง แต่เขียนชัดว่าเจ้าของฉลากที่ผลิตเองหรือจ้างผลิต ผู้นำเข้า และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์คือผู้ต้องรับผิดชอบ โดยไม่มีเกณฑ์ยกเว้นตามขนาดธุรกิจ เมื่อรัฐมนตรีประกาศชนิดบรรจุภัณฑ์แล้ว ผู้ประกอบการมี 180 วันในการขึ้นทะเบียน จากนั้นเลือกมอบงานให้ PRO หรือทำแผนเอง ทั้งสองทางใช้ตัวเลขน้ำหนักบรรจุภัณฑ์แยกตามวัสดุเป็นจุดเริ่ม

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ตอนนี้ไทยมีกฎหมาย EPR บรรจุภัณฑ์บังคับใช้แล้วหรือยัง

เอกสารที่บทนี้อ่านคือร่างฉบับรับฟังความคิดเห็นลงวันที่ 14 มีนาคม 2567 ซึ่งยังไม่ใช่กฎหมาย ร่างยังต้องผ่านคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา สถานะล่าสุดควรตรวจกับกรมควบคุมมลพิษ

### บรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วยังนับเป็นขยะมูลฝอยตามกฎหมายสาธารณสุขอยู่ไหม

ร่างมาตรา 3 เขียนว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วตามนิยามของร่าง ไม่ให้ถือว่าเป็นมูลฝอยตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขและกฎหมายรักษาความสะอาด ซึ่งแยกบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วออกเป็นทรัพยากรที่ต้องเก็บกลับไปแปรใช้

### ร้านรับซื้อของเก่าเกี่ยวข้องกับร่างนี้อย่างไร

ร่างนิยาม "ผู้เก็บรวบรวมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว" ให้รวมสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการขายทอดตลาดและค้าของเก่า และมาตรา 31 ให้ PRO ส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงในการประกอบกิจการของผู้เก็บรวบรวม

### เงินค่าธรรมเนียมเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมถูกนำไปใช้ทำอะไร

ร่างให้นำส่งเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และมาตรา 20/1 ให้ใช้กับกิจการที่ป้องกัน แก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูผลกระทบจากการรั่วไหลของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วสู่ธรรมชาติ

### รัฐห้ามใช้บรรจุภัณฑ์บางชนิดได้เลยไหมตามร่างนี้

ได้ ร่างมาตรา 19 ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีประกาศห้ามผลิตหรือนำเข้าบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวที่รั่วไหลสู่ธรรมชาติ หรือจำกัดการใช้บางชนิดในบางพื้นที่ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาทตามมาตรา 40

### ส่งสินค้าไปขายต่างประเทศอย่างเดียวต้องขึ้นทะเบียนไหม

นิยามผู้ประกอบการในร่างมาตรา 3 ไม่รวมผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ธุรกิจที่มีทั้งยอดขายในประเทศและยอดส่งออกจึงควรแยกยอดสองส่วนนี้ออกจากกันในตารางน้ำหนัก

## แบรนด์ที่ไม่รู้ว่าสินค้าแต่ละรายการใช้บรรจุภัณฑ์วัสดุอะไรหนักเท่าไร จะเลือกระหว่างเข้า PRO กับทำแผนเองไม่ได้เมื่อกฎหมายออก

ให้ PHYGITAL AGENCY วางตารางข้อมูลบรรจุภัณฑ์ที่ผูกกับรหัสสินค้าและยอดขายของธุรกิจคุณ พร้อมใช้ตอบประกาศฉบับแรกได้ทันที

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
