# เจาะลึกงบโฆษณาดิจิทัลไทย 2026: ใครจ่ายหนัก เงินไหลไปไหน?

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/thailand-digital-ad-spend-2026 · เผยแพร่ 15 มกราคม 2569 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

สรุปภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลไทย (Thailand Ad Spend) จากรายงาน DAAT และอัปเดตเทรนด์แพลตฟอร์มปี 2026 ธุรกิจของคุณควรวางแผนซื้อสื่ออย่างไรให้คุ้มค่า

## Key Takeaways

- **DAAT ประเมินว่าปี 2026 สื่อดิจิทัลไทยจะได้เงินโฆษณาน้อยลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อ 14 ปีก่อน** — เหลือ 32,145 ล้านบาท ลดจาก 32,247 ล้านบาทของปี 2025 ราว 0.3%
- **เงินไม่ได้หายไปเท่ากันทุกหมวด** — สกินแคร์ยังเป็นหมวดที่ใช้งบสูงสุดและถูกคาดว่าจะโตต่ออีก 16% ขณะที่ยานยนต์และผลิตภัณฑ์นมถูกคาดว่าจะหดตัว 10% และ 13% ในปีเดียวกัน
- **TikTok แซง YouTube ไปแล้วในฝั่งเม็ดเงิน** — แต่ Meta ยังเป็นแพลตฟอร์มที่รับเงินมากที่สุด ธุรกิจจึงควรอ่านตัวเลขเป็นแผนที่ต้นทุน ไม่ใช่รายการแพลตฟอร์มที่ต้องลงให้ครบ

คำถามที่เจ้าของธุรกิจอยากรู้เวลาอ่านรายงานพวกนี้มีข้อเดียว คือคู่แข่งกำลังใช้เงินไปกับอะไร ประโยชน์จริงของตัวเลขชุดนี้จึงไม่ใช่การรู้ว่าใครจ่ายหนักกว่าใคร แต่คือการเห็นล่วงหน้าว่าช่องทางไหนกำลังมีคนแย่งซื้อจนต้นทุนต่อการเข้าถึงลูกค้าหนึ่งคนจะแพงขึ้น และช่องทางไหนยังพอมีที่ว่างให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าไปได้โดยไม่ต้องสู้ราคากับเจ้าตลาด เนื้อหาต่อจากนี้เริ่มจากความหมายของตัวเลขที่ติดลบครั้งแรก ไล่ดูหมวดธุรกิจที่ใช้งบสูงสุดและแพลตฟอร์มที่เงินไหลเข้า แล้วปิดด้วยวิธีอ่านตัวเลขชุดนี้เป็นแผนที่ต้นทุนของธุรกิจเอง

[สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT](https://www.daat.in.th/) ทำรายงานชุดนี้ร่วมกับ Kantar โดยนับเงินที่แบรนด์ใช้กับสื่อดิจิทัลได้ 32,247 ล้านบาทในปี 2025 และคาดว่าปี 2026 จะลดลง 0.3% เหลือ 32,145 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีติดลบปีแรกนับแต่สมาคมเริ่มสำรวจเมื่อ 14 ปีก่อน สมาคม[เผยแพร่ตัวเลขรายหมวดไว้เมื่อ 31 มีนาคม 2026](https://www.marketingoops.com/reports/daat-thailand-digital-advertising-spend-2025-2026/) สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกไม่ใช่ว่าโฆษณาออนไลน์หมดยุค แต่คือเงินก้อนเดิมกำลังถูกจัดสรรใหม่ระหว่างหมวดธุรกิจและแพลตฟอร์ม

## ตลาดอิ่มตัว: ตัวเลขติดลบครั้งแรกบอกอะไร

ตัวเลขติดลบระดับ 0.3% ไม่ใช่การพังทลายของตลาด แต่คือสัญญาณว่าตลาดเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวหลังโตต่อเนื่องมา 13 ปี เงินไม่ได้ไหลเข้ามาเพิ่มเหมือนทศวรรษก่อน การเติบโตของแต่ละแบรนด์จากนี้จึงต้องมาจากการแย่งส่วนแบ่งจากคู่แข่ง ไม่ใช่จากตลาดที่ขยายตัวเอง

สิ่งที่เปลี่ยนไปพร้อมกันคือเกณฑ์ตัดสินใจของฝั่งแบรนด์ เมื่อกำลังซื้อผู้บริโภคระมัดระวังขึ้น งบที่เหลือจะถูกย้ายไปช่องทางที่ตรวจสอบผลได้เป็นตัวเลขมากกว่าช่องทางที่วัดได้แค่ภาพรวม ผลที่ตามมาคือการแข่งขันในช่องทางที่วัดผลได้ชัดจะหนาแน่นขึ้น และต้นทุนต่อการเข้าถึงลูกค้าหนึ่งคนในช่องทางเหล่านั้นก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

### งบโฆษณาดิจิทัลไทยติดลบแปลว่าอะไรสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

แปลว่าต้นทุนต่อผลลัพธ์จะแพงขึ้น แม้เม็ดเงินรวมจะลดลง เพราะการที่ตลาดไม่โตหมายความว่าทุกแบรนด์ต้องแย่งลูกค้าชุดเดิม ธุรกิจขนาดเล็กจึงควรเลิกวัดความสำเร็จที่ยอดการมองเห็น แล้วเปลี่ยนไปวัดที่ต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งรายและสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำแทน

## 5 หมวดธุรกิจที่ใช้งบสูงสุด ใครเพิ่ม ใครถอน

หมวดธุรกิจที่ใช้งบสูงสุดคือกลุ่มที่ลูกค้าซื้อซ้ำถี่และกลุ่มที่มูลค่าต่อการซื้อหนึ่งครั้งสูง ตัวเลขรายหมวดจากรายงานฉบับเดียวกันแสดงทิศทางที่ต่างกันชัดเจนในปีที่ตลาดรวมติดลบ

| หมวดธุรกิจ                      | งบปี 2025 (ล้านบาท) | ทิศทางปี 2026                        |
| -------------------------------- | -------------------- | ------------------------------------- |
| **สกินแคร์**                    | 5,325                | คาดโตต่อเป็น 6,185 ล้านบาท (+16%) |
| **สื่อสารและโทรคมนาคม**        | 2,604                | คาดหดตัวราว 5%                     |
| **ยานยนต์**                     | 2,568                | คาดเหลือ 2,316 ล้านบาท (-10%)       |
| **เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์** | 2,261                | คาดโตเป็น 2,412 ล้านบาท (+7%)      |
| **ผลิตภัณฑ์นม**                 | 2,131                | คาดเหลือ 1,859 ล้านบาท (-13%)       |

สิ่งที่ตารางนี้บอกคือคำว่า "ตลาดโฆษณาหดตัว" ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกหมวด สกินแคร์ยังเพิ่มงบสวนทางตลาดรวม เพราะเป็นสินค้าที่ลูกค้าซื้อซ้ำและมีกำไรต่อชิ้นสูงพอจะจ่ายค่าหาลูกค้าใหม่ได้ ขณะที่ยานยนต์กับผลิตภัณฑ์นมลดงบลง ธุรกิจที่อยู่ในหมวดที่งบกำลังโตจึงต้องเตรียมใจว่าค่าโฆษณาจะแพงขึ้น ส่วนธุรกิจในหมวดที่คู่แข่งกำลังถอนงบ อาจเป็นจังหวะที่ซื้อการเข้าถึงได้ถูกลงกว่าปีก่อน

### ทำไมสกินแคร์ถึงใช้งบโฆษณาดิจิทัลสูงที่สุด

เพราะเป็นสินค้าที่ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและมีกำไรต่อชิ้นสูงพอจะรับต้นทุนค่าหาลูกค้าใหม่ได้ แบรนด์จึงยอมจ่ายแพงในครั้งแรกเพื่อแลกกับการซื้อซ้ำในอนาคต ต่างจากสินค้าที่ซื้อครั้งเดียวจบซึ่งต้องคุมต้นทุนต่อการขายให้อยู่ในรอบเดียว

### หมวดอันดับ 6 ถึง 10 หมวดไหนเพิ่มงบเร็วที่สุด

รายงานฉบับเดียวกันจัดอันดับไว้สิบหมวด ห้าหมวดท้ายตาราง[ตามที่ Marketing Oops สรุปไว้](https://www.marketingoops.com/reports/daat-thailand-digital-advertising-spend-2025-2026/) ใช้งบน้อยกว่าห้าหมวดแรก แต่มีร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และอาหารเสริม ซึ่งเป็นหมวดที่มีร้านขนาดเล็กปะปนอยู่ด้วย ช่องตัวเลขแรกคืองบที่ใช้จริง ช่องที่สองคือคาดการณ์ของปีถัดไป นับปีเดียวกับตารางห้าหมวดแรก

| อันดับ | หมวดธุรกิจ             | งบที่ใช้จริง (ล้านบาท) | งบที่คาดไว้ปีถัดไป (ล้านบาท) |
| ------ | ----------------------- | -------------------------- | ----------------------------------- |
| 6      | ร้านค้าปลีก           | 1,694                      | 1,599 (-6%)                         |
| 7      | อสังหาริมทรัพย์         | 1,177                      | 1,219 (+4%)                         |
| 8      | ร้านอาหาร              | 1,114                      | 1,123 (+1%)                         |
| 9      | วิตามินและอาหารเสริม | 949                        | 1,122 (+18%)                        |
| 10     | เครื่องสำอาง           | 1,295                      | 1,088                               |

วิตามินและอาหารเสริมเป็นหมวดที่ถูกคาดว่าจะโตเร็วที่สุดในสิบอันดับ ด้วยอัตรา 18% ซึ่งสูงกว่าสกินแคร์ที่ 16% รายงานให้เหตุผลไว้สองฝั่ง คือผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น และมีผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ออกสู่ตลาดมากขึ้น ร้านขายอาหารเสริมรายเล็กจึงต้องวางงบโดยคาดไว้ก่อนว่าจะมีผู้ลงโฆษณาในหมวดเดียวกันมากขึ้น ส่วนร้านอาหารแทบทรงตัวที่ 1% และร้านค้าปลีกลดลง 6% ร้านค้าปลีกที่จะซื้อโฆษณาปีนี้อาจเจอคู่แข่งในหมวดน้อยลงกว่าปีก่อน

### ตัวเลขของ DAAT นับเงินจากใคร

DAAT กับ Kantar รวบรวมตัวเลขจาก 27 เอเจนซี ครอบคลุมกว่า 80 ประเภทอุตสาหกรรมและ 18 ประเภทสื่อดิจิทัล ตัวเลขทั้งหมดในบทนี้จึงเป็นภาพของแบรนด์ที่ซื้อสื่อผ่านเอเจนซี ร้านค้าที่ยิงโฆษณาเองจากหน้าจัดการโฆษณาของแพลตฟอร์มควรอ่านตัวเลขชุดนี้เป็นทิศทางของคู่แข่งรายใหญ่ในหมวดเดียวกัน ไม่ใช่ยอดรวมของทุกคนที่ซื้อพื้นที่โฆษณาในประเทศ

## สมรภูมิแพลตฟอร์ม: เม็ดเงินโฆษณาไหลไปที่ไหน

โครงสร้างแพลตฟอร์มของไทยไม่ได้อยู่ที่สองเจ้าใหญ่อีกต่อไป ตัวเลขรายแพลตฟอร์มจากรายงานฉบับเดียวกันเรียงลำดับไว้ดังนี้:

* **Meta (Facebook และ Instagram):** ยังรับเม็ดเงินมากที่สุดที่ 8,493 ล้านบาทในปี 2025 และถูกคาดว่าจะอยู่ที่ 8,289 ล้านบาทในปีถัดไป บทบาทหลักที่แบรนด์ไทยใช้คือการปิดการขายผ่านการทักแชต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ยังไม่มีแพลตฟอร์มไหนแทนได้ในตลาดนี้
* **TikTok:** อยู่ที่ 6,697 ล้านบาทในปี 2025 เติบโต 16% ในปีที่ตลาดรวมโตเพียง 2% และแซง YouTube ขึ้นเป็นอันดับสองไปแล้ว จุดแข็งคือการรวมเนื้อหาความบันเทิงเข้ากับตะกร้าสินค้าในแอปเดียว ทำให้ระยะทางจากการเห็นถึงการกดซื้อสั้นกว่าช่องทางอื่น
* **YouTube:** ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 3,291 ล้านบาทในปีถัดไป บทบาทเปลี่ยนจากช่องทางกระตุ้นยอดขายไปเป็นช่องทางสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับสินค้าที่ลูกค้าต้องหาข้อมูลนาน เช่น รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าราคาสูง
* **Retail Media Network (RMN):** การซื้อพื้นที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแอปบริการต่าง ๆ เติบโตขึ้นเพราะเข้าถึงผู้ใช้ในจังหวะที่กำลังตัดสินใจซื้ออยู่แล้ว จึงใช้การโน้มน้าวน้อยกว่าการดึงคนจากแพลตฟอร์มอื่นเข้ามา

ข้อควรระวังเวลาอ่านตัวเลขรายแพลตฟอร์มคืออย่าตีความว่าแพลตฟอร์มที่รับเงินมากที่สุดคือแพลตฟอร์มที่ได้ผลที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ตัวเลขเหล่านี้เป็นผลรวมของทั้งประเทศ ซึ่งถูกดึงขึ้นโดยแบรนด์ขนาดใหญ่ไม่กี่หมวดที่ใช้งบระดับพันล้าน ธุรกิจที่ขายสินค้าคนละแบบและมีลูกค้าคนละกลุ่ม อาจพบว่าช่องทางที่ได้ผลกับตัวเองอยู่นอกสามอันดับแรกทั้งหมด

### ควรเลือกแพลตฟอร์มตามตัวเลขรวมของประเทศหรือไม่

ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียว ตัวเลขระดับประเทศบอกได้แค่ว่าการแข่งขันในแต่ละช่องทางหนาแน่นแค่ไหน ซึ่งมีผลต่อต้นทุน แต่ไม่ได้บอกว่าลูกค้าของธุรกิจคุณอยู่ที่ไหน วิธีที่ตรงกว่าคือดูจากข้อมูลของตัวเอง ว่าลูกค้าที่ซื้อจริงในหกเดือนที่ผ่านมารู้จักธุรกิจจากช่องทางใด แล้วใช้ตัวเลขระดับประเทศประกอบเพื่อคาดการณ์ว่าช่องทางนั้นจะแพงขึ้นหรือถูกลงในปีถัดไป

### Retail Media Network (RMN) คืออะไร และทำไมแบรนด์ถึงสนใจ

RMN คือพื้นที่โฆษณาบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแอปบริการ ซึ่งผู้ใช้เข้ามาด้วยความตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว ต่างจากโฆษณาทั่วไปที่ต้องสร้างความต้องการก่อนแล้วค่อยดึงคนออกจากแพลตฟอร์มเดิม แบรนด์จึงให้ความสนใจเพราะใช้ขั้นตอนโน้มน้าวน้อยกว่า แต่พื้นที่จำกัดตามจำนวนคำค้นและหมวดสินค้า ราคาจึงขึ้นเร็วเมื่อมีคนแย่งซื้อในหมวดเดียวกัน

---

อยากวัดว่าเงินที่ลงกับสื่อแต่ละช่องคืนกลับมาเท่าไร โมเดลที่แบรนด์ใหญ่ใช้คือ[Marketing Mix Modeling (MMM)](https://phygital.co.th/insights/marketing-mix-modeling-mmm-roi) ซึ่งวัด ROI ระดับมหภาคเพื่อจัดสรรงบ ถ้ายังลังเลว่าจะบริหารงบเองหรือจ้างคนทำ เหตุผลของการจ้างอยู่ใน[ทำไมธุรกิจถึงต้องจ้างเอเจนซีโฆษณา](https://phygital.co.th/insights/why-hire-advertising-agency) เมื่อตัดสินใจจ้างแล้ว ตัวเลือกยังแยกได้อีกหลายแบบ ทั้งเอเจนซีในเครือข้ามชาติเทียบกับเจ้าที่ไม่สังกัดเครือใน[Network vs Independent Agency ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี](https://phygital.co.th/insights/network-vs-independent-advertising-agency) ทีมขนาดเล็กเฉพาะทางใน[Boutique Agency คืออะไร ข้อดีและข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนจ้าง](https://phygital.co.th/insights/what-is-boutique-agency) และทีมที่รับเฉพาะงานความคิดสร้างสรรค์ใน[Creative Agency คืออะไร นักสร้างสรรค์เบื้องหลังแคมเปญไวรัล](https://phygital.co.th/insights/what-is-creative-agency)

---

## อ่านตัวเลขให้เป็นแผนที่ต้นทุน ไม่ใช่รายการแพลตฟอร์มที่ต้องลงให้ครบ

การรู้ว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลไปที่ไหน ไม่ได้แปลว่าต้องย้ายงบตามไปที่นั่น ประโยชน์ที่แท้จริงของตัวเลขชุดนี้คือใช้เป็นแผนที่บอกว่าช่องทางไหนกำลังมีคนแย่งซื้อจนต้นทุนจะสูงขึ้น และหมวดไหนที่คู่แข่งกำลังถอนงบจนราคาอาจถูกลง

ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเลือกลงในช่องทางเดียวกับแบรนด์ใหญ่ ทั้งที่ไม่มีงบสู้ในระยะยาว การทำแบบนั้นดันต้นทุนของทุกคนให้สูงขึ้นโดยตัวเองไม่ได้อะไรกลับมา ทางที่เสียหายน้อยกว่าคือเลือกช่องทางที่ยังไม่หนาแน่นและวัดผลจากต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งรายของตัวเอง แทนการวัดจากยอดการมองเห็นซึ่งซื้อได้ด้วยเงินเสมอ

### ธุรกิจควรเริ่มปรับงบจากตรงไหนถ้าตลาดกำลังอิ่มตัว

เริ่มจากแยกงบออกเป็นสองส่วนก่อน คือส่วนที่ใช้หาลูกค้าใหม่กับส่วนที่ใช้ดูแลลูกค้าเดิม ธุรกิจส่วนใหญ่ทุ่มเกือบทั้งหมดไปที่ส่วนแรก ทั้งที่ส่วนที่สองมีต้นทุนถูกกว่ามากและไม่ขึ้นกับราคาโฆษณาที่แพงขึ้นทุกปี การขยับสัดส่วนเพียงเล็กน้อยมาที่ลูกค้าเดิมจึงมักเห็นผลเร็วกว่าการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม

## สรุป

ตัวเลขปี 2026 ที่ถูกคาดว่าจะติดลบ 0.3% เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี บอกว่าตลาดโฆษณาดิจิทัลไทยเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว การเติบโตจากนี้ต้องมาจากการแย่งส่วนแบ่ง ไม่ใช่จากตลาดที่โตเอง เงินไม่ได้ลดลงเท่ากันทุกหมวด สกินแคร์ยังเพิ่มงบสวนทางตลาดรวม ขณะที่ยานยนต์และผลิตภัณฑ์นมถอนงบลง ส่วนฝั่งแพลตฟอร์ม Meta ยังรับเงินมากที่สุดและ TikTok แซง YouTube ขึ้นมาเป็นอันดับสอง สิ่งที่ธุรกิจควรทำกับตัวเลขเหล่านี้คือใช้ประเมินว่าต้นทุนในสนามของตัวเองกำลังจะแพงขึ้นหรือถูกลง แล้วย้ายน้ำหนักไปที่การเก็บลูกค้าเดิมไว้ให้ได้มากขึ้น เพราะเป็นส่วนเดียวที่ไม่ขึ้นกับราคาสื่อ

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ธุรกิจงบน้อยจะแข่งกับแบรนด์ที่ใช้งบหลักพันล้านได้อย่างไร

ไม่ต้องแข่งในสนามเดียวกัน วิธีที่ใช้ได้จริงคือเลือกช่องทางที่ดักคนที่ตั้งใจหาสินค้าอยู่แล้ว เช่น การค้นหา หรือยิงโฆษณาเจาะเฉพาะรัศมีรอบหน้าร้านของตัวเอง ซึ่งจำนวนคนที่เห็นน้อยกว่ามากแต่สัดส่วนคนที่ซื้อจริงสูงกว่า ทำให้ต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งรายต่ำกว่าการหว่านในวงกว้าง

### YouTube ยังน่าลงงบอยู่หรือไม่ ในเมื่อ TikTok แซงไปแล้ว

ยังน่าลง แต่ต้องเปลี่ยนเป้าหมายของการลง เม็ดเงินที่ไหลเข้า YouTube เหลือราวครึ่งหนึ่งของ TikTok แล้วก็จริง แต่ยังเป็นช่องทางหลักของสินค้าที่ลูกค้าต้องหาข้อมูลนานก่อนตัดสินใจ เพราะรองรับวิดีโอยาวที่อธิบายรายละเอียดได้ครบกว่า การวัดผลจึงควรวัดที่สัดส่วนคนที่กลับมาค้นหาแบรนด์ ไม่ใช่ยอดขายทันทีหลังดูจบ

### ทำไมสกินแคร์ถึงใช้งบสูงที่สุดและยังเพิ่มงบในปีที่ตลาดติดลบ

เพราะกำไรต่อชิ้นสูงและลูกค้าซื้อซ้ำ แบรนด์จึงคำนวณได้ว่าต่อให้จ่ายแพงเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่หนึ่งราย ยังคุ้มจากการซื้อครั้งที่สองและสาม ธุรกิจที่ลูกค้าซื้อครั้งเดียวจบจึงไม่ควรเทียบเพดานราคาโฆษณากับหมวดนี้

### ธุรกิจบริการอย่างร้านอาหารหรือคลินิก เกี่ยวข้องกับ Retail Media Network อย่างไร

เกี่ยวโดยตรง การซื้อพื้นที่โปรโมตบนแอปสั่งอาหารหรือแพลตฟอร์มจองบริการคือ RMN รูปแบบหนึ่ง ข้อดีคือเข้าถึงคนที่เปิดแอปมาด้วยความตั้งใจจะสั่งหรือจองอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใช้งบสร้างความต้องการตั้งแต่ต้นทาง

### ควรแบ่งงบระหว่างช่องทางอย่างไร

หลักที่ใช้ง่ายคือให้งบส่วนใหญ่อยู่กับช่องทางที่พิสูจน์แล้วว่าขายได้จริงสำหรับธุรกิจตัวเอง กันส่วนหนึ่งไว้กับช่องทางที่กำลังโต และเหลืออีกส่วนเล็ก ๆ ไว้ทดลองของใหม่ สัดส่วนที่นิยมอ้างถึงคือ 70/20/10 แต่ตัวเลขจริงควรมาจากข้อมูลของธุรกิจเอง ไม่ใช่จากสูตรสำเร็จ

### ควรดูตัวเลขรายงานระดับประเทศบ่อยแค่ไหน

ปีละครั้งตอนวางงบก็พอ เพราะรายงานระดับอุตสาหกรรมบอกทิศทางของต้นทุน ไม่ได้บอกว่าธุรกิจของคุณควรทำอะไร ตัวเลขที่ต้องดูถี่กว่านั้นคือต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งรายของตัวเอง ซึ่งเปลี่ยนเร็วกว่าและใช้ตัดสินใจได้จริงกว่า

## ค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกปี แต่ยังต้องซื้อการเข้าถึงลูกค้าคนเดิมซ้ำอยู่หรือเปล่า

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยวางโครงสร้างให้หน้าร้าน ช่องแชต และงานอีเวนต์ของคุณส่งข้อมูลลูกค้ากลับมารวมที่เดียวกัน เพื่อให้รอบถัดไปติดต่อลูกค้าเดิมได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าสื่อใหม่ทุกครั้ง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
