# แม่สีไทย คราม ชาด รง ทำจากอะไร และทำไมเข้มกว่าแม่สีสากล

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/thai-primary-colors-indigo-cinnabar-gamboge · เผยแพร่ 18 กันยายน 2569 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

คราม แดงชาด และเหลืองรง คือแม่สีไทยสามสี บทนี้อธิบายว่าแต่ละสีได้จากพืชหรือแร่ชนิดใด ช่างปรุงเป็นสีฝุ่นอย่างไร และแบรนด์ควรใช้วัสดุจริงหรือค่าสีพิมพ์

## Key Takeaways

- **ช่างไทยนับคราม แดงชาด และเหลืองรง เป็นแม่สี** — เรียกรวมว่าสีมูลหรือมูลวรรณ และผสมสีอื่นอีกมากต่อจากสามสีนี้ ดุษฎีนิพนธ์ปี 2559 ของ ดร.ไพโรจน์ พิทยเมธี ที่ศิลปากร ระบุว่าแม่สีไทยมีค่าสีเข้มกว่าสีทั่วไป สีผสมจึงเข้มตาม
- **วัตถุดิบของแม่สีไทยมาจากสามแหล่งที่ต่างกันสิ้นเชิง** — ครามได้จากการหมักใบต้นคราม ชาดได้จากแร่ซินนาบาร์ซึ่งมีปรอทเป็นส่วนประกอบ ส่วนรงได้จากยางต้นรงทองที่เคี่ยวแล้วหล่อในกระบอกไม้ไผ่
- **แบรนด์ใช้วัสดุจริงได้ไม่เท่ากันทั้งสามสี** — ครามยังผลิตเชิงพาณิชย์ และเนื้อครามสกลนครได้ทะเบียน GI แล้ว ส่วนชาดมีปรอท งานพิมพ์ของแบรนด์จึงควรใช้ค่าสี CMYK ของสีไทยโทนแทนการใช้ผงชาดจริง

เจ้าของแบรนด์ที่อยากขายเรื่องสีจากวัสดุไทยมักติดอยู่ตรงคำถามพื้นฐานที่สุด คือแดงชาด คราม และเหลืองรง ทำจากอะไรกันแน่ ข้อมูลที่หาได้ทางออนไลน์บางแหล่งบอกว่าชาดมาจากพืช บางแหล่งบอกว่ามาจากแร่ ทีมออกแบบจึงเขียนเรื่องเล่าบนฉลากไม่ได้ และไม่รู้ว่าควรสั่งวัสดุจริงมาใช้หรือแค่ใช้ค่าสีพิมพ์ให้ได้เฉดใกล้เคียง

บทนี้แยกแม่สีไทยทีละสี ว่าได้จากวัตถุดิบอะไร ช่างเตรียมอย่างไร และวัสดุแต่ละตัวมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยหรือการจัดหาแบบไหน ข้อมูลหลักมาจากดุษฎีนิพนธ์ของ ดร.ไพโรจน์ พิทยเมธี ชุดเดียวกับที่ใช้จัดระบบสีไทยโทน เสริมด้วยข้อมูลการผลิตครามปี 2569 จากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้แบรนด์ตัดสินใจได้ว่าจะใช้แม่สีไทยในรูปวัสดุจริงหรือในรูปค่าสี

## แม่สีไทยคืออะไร ต่างจากแม่สีที่เรียนในโรงเรียนอย่างไร

แม่สีไทยคือสีตั้งต้นสามสีที่ช่างไทยใช้ผสมเป็นสีอื่น ได้แก่ คราม แดงชาด และเหลืองรง [ดุษฎีนิพนธ์เรื่อง "การสร้างประสบการณ์ทางสุนทรียะจากสีไทย"](http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/thapra/Pairoj%5FPittayamatee%5F2/fulltext.pdf) หน้า 46-47 เรียกกลุ่มนี้ว่าหมวดสีแม่สี หรือสีมูล (มูลวรรณ) และเทียบกับคำว่า Pigmentary primaries ในภาษาอังกฤษ

แม่สีที่เรียนในวิชาศิลปะเป็นหลักการผสมสีสามสีเหมือนกัน คือแดง เหลือง และน้ำเงิน ความต่างอยู่ที่ตัวเนื้อสี แม่สีไทยทั้งสามสีเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีเฉดของตัวเอง เมื่อแม่สีตั้งต้นเข้ม ทุกสีที่ช่างผสมออกมาก็เข้มตาม ในระบบสีไทยโทน ครามมีรหัส T5010 ค่า C100 M80 Y40 K10 ซึ่งมีสีดำผสมอยู่ 10% ตั้งแต่แม่สีเอง

วิทยานิพนธ์หน้า 42 บันทึกการผสมแบบจับคู่ของช่างเขียนไว้หลายคู่ ตัวอย่างเช่น

1. **ชาดผสมเหลือง** ได้สีแสด
2. **เหลืองผสมคราม** ได้สีเขียว
3. **ครามผสมแดง** ได้สีม่วง
4. **ดินแดงผสมเหลือง** ได้สีอิฐ

### แม่สีไทยมีกี่สี

แม่สีไทยมีสามสี ได้แก่ คราม ชาด และรง วิทยานิพนธ์จัดทั้งสามไว้ในหมวดสีแม่สี ซึ่งเป็นหมวดที่สำคัญที่สุดในศัพท์ของช่างไทย ส่วนชุดสีเบญจรงค์เป็นอีกหมวดหนึ่ง เพราะรวมสีขาวและสีดำไว้ด้วย วิทยานิพนธ์หน้า 38 ระบุสีเบญจรงค์ไว้ห้าสี คือ เหลือง เขียวหรือคราม แดงชาด ขาว และดำ ที่มาของชุดนี้และชุดสีตามคติอื่นอ่านต่อได้ใน[ชุดสีไทยตามคติ เบญจรงค์ ฉัพพรรณรังสี นพเก้า มีสีอะไรบ้าง](https://phygital.co.th/insights/thai-symbolic-color-sets-benjarong-chabbanrangsi-noppakao)

## ครามทำจากอะไร จากใบครามถึงครามเปียก

ครามทำจากใบของต้นคราม ผ่านการหมัก ตีให้เกิดฟอง แล้วตกตะกอนเป็นเนื้อครามข้นสีน้ำเงินเข้ม วิทยานิพนธ์หน้า 92 เล่าว่าใบครามต้องแก่จัดราว 3-5 เดือน ชาวบ้านดูสัญญาณจากน้ำค้างยามใกล้รุ่งที่ละลายผลึกครามบนใบแล้วหยดลงดินใต้ต้น เรียกกันว่า "ครามหยาด" เมื่อเห็นแล้วจึงตัดทั้งกิ่งมาหมักในโอ่งกับน้ำ 1-2 คืนจนใบเปื่อย ตักกิ่งและตะกรันออก เติมน้ำปูนขาวหรือปูนแดง แล้วใช้ไม้ตีกระทุ้งจนน้ำในโอ่งเป็นสีน้ำเงินเข้ม เทน้ำออกแล้วแบ่งใส่ปี๊บขายในชื่อ "ครามเปียก"

ข้อมูลของ[กระทรวงพาณิชย์ วันที่ 13 กรกฎาคม 2569](https://www.moc.go.th/th/gallery/article/detail/id/5/iid/2009) ให้ตัวเลขของขั้นตอนเดียวกันในสกลนคร คือแช่ใบครามสด 18-24 ชั่วโมง เติมปูนขาวหรือปูนเปียก ตีเพื่อเติมออกซิเจน 15-20 นาที แล้วทิ้งให้ตกตะกอน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าการนอนคราม ก่อนกรองน้ำออก เนื้อครามที่ได้มีลักษณะเหนียว หนืด ข้น และขึ้นเงา

ครามเป็นแม่สีตัวเดียวในสามตัวที่ยังผลิตเป็นสินค้าเกษตรในปริมาณที่วัดได้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นทะเบียน "เนื้อครามสกลนคร" เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และข้อมูลฉบับเดียวกันระบุว่าสกลนครมีผู้ผลิตเนื้อคราม 40 ราย กำลังผลิตราว 52,350 กิโลกรัมต่อปี ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 120 บาท มูลค่ารวมกว่า 6.9 ล้านบาทต่อปี ตลาดผ้าครามปลายน้ำและคณะดูงานที่มาซื้อผ้าถึงแหล่งผลิต วิเคราะห์ไว้ใน[เลย-ชัยภูมิ-หนองบัวลำภู-สกลนคร ผ้าครามขายคณะดูงาน 1.46 ล้าน](https://phygital.co.th/insights/loei-chaiyaphum-nongbualamphu-sakonnakhon-mountain-dharma-tourism)

### ครามเปียกกับหม้อครามต่างกันอย่างไร

ครามเปียกคือเนื้อครามที่ตกตะกอนแล้ว ยังใช้ย้อมหรือระบายทันทีไม่ได้ ส่วนหม้อครามคือน้ำย้อมที่ปรุงจากครามเปียกอีกชั้น วิทยานิพนธ์ระบุส่วนผสมของการก่อหม้อคราม ได้แก่ น้ำปูนใส น้ำด่างจากขี้เถ้า น้ำตาลทรายแดง เหล้าขาว กล้วยสุก และครามเปียก กวนในกระถางดินเผา ปิดฝาหมัก 1-2 คืนจนน้ำเป็นสีเขียวและมีฟอง จึงนำไปย้อมผ้า หรือทำให้แห้งแล้วบดเป็นผงสำหรับงานจิตรกรรม

## ชาดทำจากอะไร แร่ที่มีปรอทและข้อมูลที่ยังขัดกัน

ผลการวิเคราะห์ในวิทยานิพนธ์หน้า 83 สรุปว่าชาดมาจากแร่ซินนาบาร์ (cinnabar) หรือปรอทซัลไฟด์ สูตรเคมี HgS ชาดก้อนมีลักษณะคล้ายก้อนหินสีแดงเป็นเงาและมีน้ำหนักมาก สมัยก่อนนำเข้ามาจากจีนในฐานะแร่สำหรับทำยา วิทยานิพนธ์เขียนไว้ตรง ๆ ว่ามีสารปรอทเจือปนในเนื้อชาดซึ่ง "เป็นอันตรายอย่างยิ่ง" และช่างต้องฆ่าฤทธิ์ก่อนใช้

ชาดอีกชนิดคือชาดหรคุณจีน ได้จากการสังเคราะห์ปรอทซัลไฟด์ บางแห่งเรียกว่าชาดตีตรา เพราะใช้กับตราประทับ วิทยานิพนธ์ระบุว่าชาดชนิดนี้มีพิษมากเช่นเดียวกับชาดแร่ และยกข้อมูลอีกแหล่งว่าชาดหรคุณจากจีนเป็นโลหะหนัก จึงตัดเส้นบนแผ่นทองคำเปลวได้ดีกว่าชาดชนิดอื่นและได้รับความนิยมในงานจิตรกรรมไทยมากกว่า

### ชาดเป็นพืชหรือแร่

เอกสารยังให้คำตอบไม่ตรงกัน และความขัดกันนี้อยู่ในวิทยานิพนธ์เล่มเดียวกัน ส่วนทบทวนเอกสารหน้า 40 ยกคำอธิบายเดิมว่าชาดได้จากพืชชื่อต้นชาดหรคุณ นำต้นมาโขลก ละลายน้ำ แล้วกรองเอาตะกอน ส่วนบทวิเคราะห์หน้า 83-84 สรุปว่าชาดทุกชื่อที่นับเป็นสีเดียวกันมาจากแร่ซินนาบาร์ และบันทึกไว้ว่าข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ยังสับสน ผู้เขียนเรื่องเล่าบนฉลากควรยึดผลวิเคราะห์หน้า 83 และระบุแหล่งกำกับ

ความสับสนส่วนหนึ่งมาจากชื่อ "ชาดหรคุณ" ซึ่งหน้า 83 ใช้เรียกของสามอย่าง

| ชื่อที่ช่างใช้             | วัสดุตามวิทยานิพนธ์หน้า 83                                               | ข้อสังเกตในหน้าเดียวกัน                                           |
| ----------------------------- | --------------------------------------------------------------------------- | --------------------------------------------------------------------- |
| ชาดหรคุณ                     | ชาดก้อนที่เป็นหินจากจีน อีกข้อมูลว่าทำจากเมล็ดหรือก้านของพืช | เป็นโลหะหนัก เขียนตัดเส้นบนทองคำเปลวได้ดีกว่าชาดชนิดอื่น |
| ชาดหรคุณจีน หรือชาดตีตรา | ปรอทซัลไฟด์ที่สังเคราะห์ขึ้น นำเข้าจากจีน                           | มีพิษมาก ใช้กับตราประทับ                                         |
| ชาดหรคุณไทย หรือหิงคุล    | หินก้อนเล็กรูปลูกบาศก์ คือแร่ไพไรต์ (iron pyrites)                    | แดงค่อนข้างเหลือง ไม่สดเท่าสีชาด                               |

แถวสุดท้ายเป็นแร่เหล็ก วิทยานิพนธ์บรรยายว่าหินชนิดนี้มีสีสนิมเหล็กหรือน้ำตาลไหม้คล้ำ ก้อนเล็กราวครึ่งเซนติเมตร ทุบแตกแล้วยังคงรูปลูกบาศก์ พบมากบริเวณเขาพระบาทใหญ่ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย และมีอีกชื่อว่าข้าวตอกพระร่วง ผู้ขายวัตถุดิบหรือสินค้าที่ใช้คำว่าชาดหรคุณจึงควรบอกให้ชัดว่าหมายถึงวัสดุชนิดไหน เพราะชื่อเดียวกันครอบทั้งของที่มีปรอทและแร่เหล็กที่ไม่มีปรอท

## รงทำจากอะไร ยางไม้ที่หล่อในกระบอกไม้ไผ่

รงได้จากยางของต้นรงทอง ชื่อพฤกษศาสตร์ Garcinia hanburyi วิทยานิพนธ์หน้า 87 ระบุว่าต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นในแถบลังกา เขมร และไทย โดยในไทยมีมากที่จันทบุรี ขั้นตอนเตรียมรงมีดังนี้

1. **ใช้มีดสับลำต้น** ให้ยางไหลออก แล้วกรองให้สะอาด
2. **เคี่ยวยาง** จนงวดได้ที่
3. **เทใส่กระบอกไม้ไผ่** แล้วย่างไฟแบบเดียวกับการเผาข้าวหลาม
4. **คุมไฟให้อ่อน** เพราะถ้าย่างนานเกินไป รงจะกลายเป็นสีส้มแก่เมื่อแห้ง และใช้ระบายไม่ได้
5. **ผ่ากระบอกเมื่อยางแข็งเป็นก้อน** ได้รงเป็นแท่งกลมยาวตามรูปกระบอก

ส่วนทบทวนเอกสารหน้า 41 บันทึกอีกวิธีหนึ่ง บางแหล่งไม่สับยางจากลำต้น แต่ลอกเปลือกมาทุบให้แหลกแล้วเคี่ยวไล่น้ำ ก่อนกรอกใส่กระบอกไม้ไผ่ขนาดย่อมแบบเดียวกัน หน้าเดียวกันระบุแหล่งของต้นรงต่างจากหน้า 87 เล็กน้อย คือป่าและเกาะบางแห่งแถบจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกของอ่าวไทย เกาะลังกา และอินเดียใต้ ทั้งสองหน้าตรงกันว่าต้นรงขึ้นในเขตชายฝั่งตะวันออกของไทย

ตอนใช้ ช่างฝนแท่งรงกับน้ำให้ละลายออกเป็นสี ระบายบาง ๆ ได้สีเหลืองสด ในระบบสีไทยโทน รงทองมีรหัส T3010 ค่า C10 M25 Y100 K0 วิทยานิพนธ์ระบุด้วยว่ารงมีสรรพคุณเป็นยาระบาย จึงมีขายตามร้านขายยาแผนโบราณ

### ทำไมรงไม่ต้องผสมกาว

รงเป็นยางไม้ จึงยึดเกาะผนังได้เองโดยไม่ต้องผสมกาวหรือน้ำยาชนิดอื่น วิทยานิพนธ์ระบุคุณสมบัตินี้ไว้เป็นลักษณะเด่นของรงทอง ต่างจากสีฝุ่นจากดินหรือแร่ที่ต้องอาศัยตัวประสานให้ติดพื้น ช่างจึงระบายรงได้ทันทีหลังฝนกับน้ำ และคุมความเข้มได้จากความหนาของชั้นสี

## ช่างปรุงแม่สีไทยเป็นสีฝุ่นอย่างไร

ช่างเขียนไทยนิยมใช้แม่สีในรูปสีฝุ่นมากที่สุด วิทยานิพนธ์หน้า 39 อธิบายเหตุผลว่าพื้นสีฝุ่นแห้งและด้าน เวลาปิดทองแล้วเนื้อทองไม่กระจายไปติดส่วนอื่น คุมโทนสีได้ง่าย และเกลี่ยได้ง่าย สูตรพื้นฐานของสีคือเนื้อสี (รงควัตถุ) บวกตัวประสาน วิทยานิพนธ์ระบุส่วนผสมสำคัญในการปรุงสีไว้ห้าอย่าง

1. **เนื้อสี** เช่น ชาดแดง เสน หรือสีฝุ่นชนิดอื่น
2. **โกฐจุฬาลัมพา** พืชล้มลุกใบฝอย ใช้เป็นตัวดูดซับสี
3. **ดินขาว** ช่วยให้ส่วนผสมเข้ากัน
4. **น้ำมันละหุ่ง** ใช้ละลายสี
5. **พิมเสน** ใช้ฆ่าเชื้อ

### สีชนิดอื่นใช้แทนสีฝุ่นได้ไหม

วิทยานิพนธ์หน้า 38-39 เทียบสีห้าชนิดที่ใช้เขียนภาพไทย และบันทึกเหตุผลที่ช่างเลือกหรือไม่เลือกแต่ละชนิดไว้ดังนี้

| ชนิดสี       | สิ่งที่วิทยานิพนธ์บันทึก                                                                                    |
| ------------- | -------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| สีฝุ่น       | ช่างนิยมที่สุด แสดงรายละเอียดบนผนังได้มาก แต่ภาพไม่ค่อยทนเพราะผนังชื้นในฤดูฝน                |
| ปูนเปียก      | ช่างไม่นิยม ต้องเขียนเร็ว เก็บรายละเอียดไม่ได้ งานจึงไม่ประณีต                                      |
| สีน้ำมัน     | สีคงทนมาก แต่ช่างไม่นิยม                                                                                  |
| สีอะคริลิก | เหนียวเมื่อแห้ง ปิดทองยาก เนื้อทองกระจายไปติดส่วนอื่น                                                |
| สีโปสเตอร์   | เนื้อสีนวลซีด โดนน้ำแล้วหลุดง่าย โทนสีไม่ตรงบรรยากาศแบบไทย ต้องผสมมาก และราคาแพงกว่าสีฝุ่น |

แถวสีโปสเตอร์โยงกลับมาที่แม่สีโดยตรง หน้า 47 ระบุว่าแม่สีไทยเข้มกว่าสีทั่วไป สีสำเร็จรูปที่ตั้งต้นจากเฉดสดจึงต้องผสมหลายรอบกว่าจะได้โทนแบบไทย จานสีดิจิทัลมาตรฐานในโปรแกรมออกแบบก็ตั้งต้นจากเฉดสดเช่นกัน นักวาดภาพประกอบลายไทยจึงประหยัดเวลาได้ถ้าเริ่มจากค่า CMYK ของคราม แดงชาด และรงทองในระบบสีไทยโทน แล้วผสมต่อจากสามค่านั้น

ความเข้มของแม่สีส่งผลต่อสีผสมโดยตรง วิทยานิพนธ์หน้า 92 สังเกตว่าเมื่อนำครามไปผสมเป็นสีขั้นที่สองและขั้นที่สาม สีที่ได้หม่นมาก ผู้วิจัยจึงสันนิษฐานว่าช่างโบราณน่าจะใช้ครามฝรั่งร่วมด้วยเพื่อให้สีอย่างน้ำไหลหรือมรกตไม่หม่นเกินไป ครามฝรั่ง (รหัส T5020 ค่า C100 M80 Y0 K0) เป็นสีน้ำเงินสดจากหินลาพิสลาซูลี (Lapis Lazuli) ที่น่าจะนำเข้าผ่านจีน เพราะห่อสีมีหนังสือจีนกำกับ

### ทำไมสีผสมจากครามจึงหม่น

ครามแท้มีสีดำแฝงอยู่ในเนื้อสีตั้งแต่ต้น ค่า CMYK ของครามในระบบสีไทยโทนจึงมี K10 ขณะที่ครามฝรั่งมี K0 เมื่อนำครามแท้ไปผสมกับเหลืองหรือแดง ความมืดของครามจะติดไปกับสีใหม่ทุกสี นักออกแบบที่ต้องการสีเขียวหรือม่วงแบบสด ๆ จากชุดสีไทยจึงควรเทียบค่าของสีที่ผสมจากครามฝรั่งด้วย ไม่ยึดครามแท้อย่างเดียว

## แบรนด์จะใช้แม่สีไทยจากวัสดุจริงหรือจากค่าสีพิมพ์

คำตอบขึ้นกับว่าสีไปอยู่บนอะไรและสัมผัสกับใคร แม่สีไทยทั้งสามสีมีเงื่อนไขต่างกันจนต้องตัดสินใจแยกทีละสี

1. **คราม ใช้วัสดุจริงได้** ผ้าหรือกระดาษย้อมครามจากผู้ผลิตในสกลนครเป็นวัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาตรวจสอบได้ แบรนด์ที่ใช้ผ้าครามทำถุงผ้า ผ้าห่อ หรือเครื่องแบบพนักงาน ควรเก็บชื่อผู้ผลิตและพื้นที่ผลิตไว้ใช้เล่าเรื่อง
2. **ชาด ใช้ค่าสีพิมพ์** เนื้อชาดมีปรอทตามที่วิทยานิพนธ์ระบุ งานพิมพ์ของแบรนด์จึงใช้ค่า T1010 C20 M100 Y100 K0 ของสีไทยโทนแทน แล้วระบุในเรื่องเล่าว่าเฉดนี้เทียบจากชาดแท้
3. **รง ใช้ค่าสีพิมพ์เป็นหลัก** รงมีสรรพคุณทางยา การนำไปใช้กับสินค้าที่สัมผัสอาหารหรือผิวหนังต้องผ่านการตรวจสอบตามประเภทสินค้าก่อน ส่วนงานพิมพ์ทั่วไปใช้ค่า T3010 ได้ทันที
4. **เขียนข้อความบนสินค้าให้ตรงกับวัสดุที่ใช้จริง** คำว่า "ย้อมครามธรรมชาติ" ใช้ได้เมื่อผ้าย้อมด้วยครามจริง ถ้าเป็นหมึกพิมพ์ที่เทียบเฉด ให้เขียนว่า "สีเทียบเฉดคราม" หลักการเขียนข้อความด้านสิ่งแวดล้อมให้ตรวจสอบได้อธิบายไว้ใน[Green Marketing หกหลักคำอ้างสิ่งแวดล้อมตาม Green Claims Code](https://phygital.co.th/insights/green-marketing)

ระบบรหัส T และวิธีอ่านค่า CMYK ของสีไทยทั้ง 168 สี อ่านได้ที่[สีไทยโทนคืออะไร 168 สีไทยใน 10 หมู่ พร้อมรหัสสำหรับงานออกแบบ](https://phygital.co.th/insights/thaitone-thai-color-system-codes)

## สรุป

คราม แดงชาด และเหลืองรง เป็นแม่สีไทยที่ได้จากวัตถุดิบคนละประเภท ครามได้จากการหมักใบต้นคราม ตีให้เกิดฟอง แล้วตกตะกอนเป็นครามเปียก ชาดตามผลวิเคราะห์ในดุษฎีนิพนธ์ของ ดร.ไพโรจน์ พิทยเมธี มาจากแร่ซินนาบาร์ที่มีปรอท แม้เอกสารเก่าบางฉบับจะบอกว่ามาจากพืช ส่วนรงได้จากยางต้นรงทองที่เคี่ยวแล้วหล่อในกระบอกไม้ไผ่ ความเข้มของแม่สีทำให้สีผสมของไทยเข้มและหม่นตามไปด้วย แบรนด์ใช้ครามในรูปวัสดุจริงได้เพราะยังผลิตเป็นสินค้า GI ในสกลนคร ส่วนชาดและรงควรใช้ในรูปค่าสีพิมพ์ แล้วเขียนข้อความบนสินค้าให้ตรงกับวัสดุที่ใช้จริง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### สีดำกับสีขาวนับเป็นแม่สีไทยไหม

ไม่นับ วิทยานิพนธ์ของ ดร.ไพโรจน์ พิทยเมธี จัดแม่สีไว้เพียงครามกับชาดและรง สีดำจากเขม่าและสีขาวจากดินหรือปูนอยู่ในหมู่สีหลักห้าหมู่แบบโบราณ ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มตามวัสดุ

### ต้นครามปลูกที่ไหนได้บ้าง

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ปี 2569 ระบุว่าต้นครามต้องการแสงแดดจัดและใช้น้ำน้อย แอ่งสกลนครเหมาะเพราะเป็นพื้นที่ตะกอนลำน้ำที่ระบายน้ำได้ดี วิทยานิพนธ์ยังบันทึกการลงพื้นที่กับชาวบ้านผู้ปลูกต้นครามที่บ้านถ้ำเต่า จังหวัดสกลนคร

### ชาดที่ขายเป็นหมึกตราประทับเป็นชาดแท้ไหม

วิทยานิพนธ์เรียกชาดหรคุณจีนซึ่งสังเคราะห์จากปรอทซัลไฟด์ว่าชาดตีตรา เพราะใช้กับตราประทับ และระบุว่ามีพิษมาก ส่วนหมึกประทับที่ขายทั่วไปในปัจจุบันใช้สูตรอะไร ต้องดูจากฉลากหรือเอกสารข้อมูลความปลอดภัยของผู้ผลิตแต่ละราย

### รงทองกับขมิ้นให้สีเหลืองเหมือนกันไหม

ต่างกันทั้งวัสดุและการใช้งาน วิทยานิพนธ์จัดรงทองเป็นแม่สีที่ได้จากยางต้น Garcinia hanburyi และเทียบกับสี Gamboge ส่วนขมิ้นไม่อยู่ในหมวดแม่สี แบรนด์ที่ต้องการเฉดเหลืองของแม่สีไทยจึงควรใช้ค่า T3010 C10 M25 Y100 K0

### แม่สีไทยทั้งสามสีหาซื้อได้ไหม

ครามหาซื้อได้ง่ายที่สุด เพราะสกลนครมีผู้ผลิตเนื้อคราม 40 รายตามข้อมูลปี 2569 วิทยานิพนธ์ระบุว่ารงมีขายตามร้านขายยาแผนโบราณในฐานะยาระบาย ส่วนชาดแร่มีปรอทเป็นส่วนประกอบ ผู้ที่ไม่ใช่ช่างหรือนักอนุรักษ์ควรใช้ค่าสีพิมพ์แทนการซื้อผงชาดมาใช้เอง

## อยากเล่าเรื่องสีจากวัสดุไทยบนสินค้า แต่ไม่แน่ใจว่าเขียนบนฉลากได้แค่ไหน

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยเลือกว่าส่วนไหนของแบรนด์ควรใช้วัสดุสีจริง ส่วนไหนใช้ค่าสีพิมพ์ แล้วออกแบบบรรจุภัณฑ์พร้อมข้อความที่บอกที่มาของสีได้ตรงตามจริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
