# พนักงานต่อสาย มนุษย์คำนวณ พิมพ์ดีด คนเดิมไปอยู่ที่ไหน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/switchboard-operator-human-computer-typing-pool-lost-professions · เผยแพร่ 16 พฤศจิกายน 2568 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

งานวิจัยใน QJE ปี 2024 พบว่าชุมสายอัตโนมัติของ AT&T ลดงานพนักงานต่อสายรุ่นใหม่ 50-80% คนรุ่นถัดไปหางานอื่นได้ แต่พนักงานเดิมจำนวนมากลงไปทำงานที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่า

## Key Takeaways

- **ปี 1920 พนักงานต่อสายโทรศัพท์คิดเป็นราว 2% ของแรงงานหญิงในสหรัฐ** — หลังเมืองใดเปลี่ยนเป็นชุมสายอัตโนมัติ จำนวนหญิงอายุ 16-25 ปีที่ได้งานนี้ลดลงทันที 50-80% และไม่กลับมาอีก
- **คนรุ่นถัดไปยังหางานได้เท่าเดิม ส่วนพนักงานเดิมรับผลหนัก** — James Feigenbaum กับ Daniel Gross พบว่าพนักงานที่ยังทำงานอยู่อีกสิบปีต่อมามีคะแนนอาชีพลดลง 5% ขณะที่คนรุ่นเดียวกันในเมืองที่ไม่เปลี่ยนระบบเพิ่มขึ้น 8%
- **มนุษย์คำนวณหญิงของ NASA Langley หลายคนย้ายไปเขียนโปรแกรมเมื่อคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามา** — ส่วนงานพิมพ์ดีดที่หายไปจากสำนักงานทิ้งผังแป้นไว้ในมาตรฐาน มอก. 820-2538 ที่อ้างมาตรฐานแป้นเครื่องพิมพ์ดีดของ ISO

ก่อนมีคอมพิวเตอร์ งานประมวลผลข้อมูลในสำนักงานต้องใช้มือคนเกือบทุกขั้นตอนของงานประจำวัน พนักงานต่อสายเชื่อมสายโทรศัพท์ มนุษย์คำนวณแปลงตัวเลขจากการทดลองเป็นผลลัพธ์ พนักงานพิมพ์ดีดแปลงลายมือเป็นเอกสาร เมื่อเครื่องจักรทำงานแต่ละอย่างได้ คำถามที่ตอบยากกว่าว่างานหายหรือไม่ คือคนที่ทำงานนั้นอยู่ไปอยู่ที่ไหน

งานวิจัยของ Feigenbaum และ Gross ตอบคำถามนี้ด้วยข้อมูลสำมะโนสหรัฐที่ติดตามคนรายบุคคลข้ามทศวรรษ เอกสารชื่อ[Answering the Call of Automation ใน NBER](https://www.nber.org/papers/w28061) เผยแพร่ครั้งแรกพฤศจิกายน 2020 และลงวารสาร QJE ปี 2024 บทนี้ใช้งานวิจัยนี้เป็นแกน แล้วต่อด้วยมนุษย์คำนวณของ NASA และมาตรฐานแป้นพิมพ์ไทย

## พนักงานต่อสายเคยเป็นงานอันดับต้นของหญิงสาวอเมริกัน

ในปี 1920 พนักงานต่อสายโทรศัพท์คิดเป็นราว 2% ของแรงงานหญิงทั้งหมดในสหรัฐ และราว 4% ของหญิงสาวผิวขาวที่เกิดในสหรัฐซึ่งทำงานอยู่ราวสามล้านคน สำหรับหญิงอายุ 16 ถึง 20 ปี พนักงานต่อสายเป็นอาชีพใหญ่อันดับห้า และถ้านับเฉพาะในอุตสาหกรรมโทรศัพท์ นี่คือคู่อาชีพกับอุตสาหกรรมที่มีคนทำมากที่สุด

เอกสารบันทึกว่างานนี้เคยถูกมองว่าเป็นงานที่ดี ค่าจ้างสูงกว่า ท้าทายกว่า และได้พูดคุยกับคนมากกว่างานโรงงาน แต่ก็หนักทั้งกายและใจ บันทึกภายในของ AT&T พูดถึงอัตราการลาออกสูงถึง 40% ต่อปี เมื่อคิดรวมการหมุนเวียนแล้ว ผู้วิจัยประเมินว่าหญิงที่เกิดช่วงต้นศตวรรษมากถึงราว 15% อาจเคยเป็นพนักงานต่อสายสักช่วงหนึ่ง

AT&T เริ่มเปลี่ยนเป็นชุมสายแบบกดหมุนปลายทศวรรษ 1910 โทรศัพท์ในระบบ Bell ที่ใช้ระบบหมุนเองมี 32% ในปี 1930 และ 60% ในปี 1940 แต่กว่าจะครบทั้งเครือข่ายต้องรอถึงปี 1978 ถึงปี 1940 งานต่อสายในอุตสาหกรรมโทรศัพท์เหลือไม่ถึง 1.5% ของการจ้างงานหญิงสาวกลุ่มเดียวกัน จากจุดสูงสุดราว 4%

ผู้วิจัยบันทึกด้วยว่าระบบกดหมุนไม่ได้เพิ่มผลิตภาพของระบบโทรศัพท์มากนัก งานใหม่ที่รับคนรุ่นถัดไปจึงไม่ได้เกิดจากชุมสายอัตโนมัติเอง แต่เกิดจากภาคอื่นที่กำลังขยายตัวในช่วงเดียวกัน ข้อนี้สำคัญกับการอ่านตัวเลข เพราะคนมักสรุปว่าเทคโนโลยีที่แทนงานหนึ่งจะสร้างงานใหม่ขึ้นมาเองในที่เดียวกัน กรณีนี้งานใหม่อยู่คนละอุตสาหกรรม และเกิดเพราะเศรษฐกิจช่วงนั้นต้องการพนักงานสำนักงานเพิ่ม

### **พนักงานต่อสายโทรศัพท์หายไปเมื่อไร**

ในสหรัฐ งานนี้ลดลงเป็นขั้นตามเมืองที่เปลี่ยนเป็นชุมสายอัตโนมัติ AT&T เริ่มเปลี่ยนปลายทศวรรษ 1910 โทรศัพท์ในระบบ Bell ใช้ระบบหมุนเอง 32% ในปี 1930 และ 60% ในปี 1940 และครบทั้งเครือข่ายในปี 1978 เมืองที่เปลี่ยนระบบแล้วมีหญิงอายุ 16-25 ปีได้งานต่อสายน้อยลงทันที 50-80%

## พนักงานเดิมกับคนรุ่นถัดไปได้ผลต่างกัน

ผู้วิจัยเทียบเมืองที่เปลี่ยนระบบในเวลาต่างกัน หลังการเปลี่ยน จำนวนหญิงอายุ 16 ถึง 25 ปีที่ทำงานต่อสายลดลง 50 ถึง 80% ทันทีและถาวร งานนี้คิดเป็นราว 2% ของงานสำหรับกลุ่มนี้ แต่เพราะคนหมุนเวียนเข้าออกเร็ว การปิดตำแหน่งเหล่านี้อาจปิดประตูงานแรกของคนรุ่นหนึ่งได้ถึง 10 ถึง 15%

ถึงอย่างนั้น อัตราการมีงานทำของหญิงสาวรุ่นถัดไปไม่ได้ลดลง พวกเธอไปทำงานในภาคอื่น ทั้งงานที่ค่าจ้างและลักษณะคนทำใกล้เคียงกัน เช่นพนักงานพิมพ์ดีดและเลขานุการ และงานที่ค่าจ้างต่ำกว่า เช่นงานบริการอาหาร

ภาพของพนักงานเดิมต่างออกไป พนักงานต่อสายในเมืองที่เปลี่ยนระบบมีโอกาสอยู่ในงานเดิมน้อยลงในทศวรรษถัดมา มีโอกาสหยุดทำงานมากขึ้น และคนที่ยังทำงานอยู่มีโอกาสเปลี่ยนสายอาชีพมากกว่าเพื่อนราว 11 จุด ผู้วิจัยวัดด้วยคะแนนอาชีพซึ่งใช้แทนรายได้ พบว่าคะแนนของพนักงานกลุ่มนี้ลดลงเฉลี่ย 5% ในสิบปี ขณะที่คนรุ่นเดียวกันในเมืองที่ยังไม่เปลี่ยนระบบเพิ่มขึ้น 8% และราว 10% ของพนักงานเดิมลงไปอยู่ในงานที่ค่าจ้างต่ำกว่า

### **ระบบอัตโนมัติทำให้พนักงานเดิมตกงานไหม**

ในกรณีชุมสายของ AT&T ช่วงปี 1920 ถึง 1940 พนักงานเดิมรับผลหนักกว่าคนรุ่นถัดไป งานวิจัยใน QJE พบว่าพนักงานต่อสายในเมืองที่เปลี่ยนระบบมีโอกาสหยุดทำงานมากขึ้น คนที่ยังทำงานอยู่มักย้ายสายอาชีพ และราว 10% ลงไปอยู่ในงานที่ค่าจ้างต่ำกว่าภายในสิบปี ส่วนหญิงสาวรุ่นถัดไปหางานในภาคอื่นได้โดยอัตราการมีงานไม่ลดลง

### คนรุ่นใหม่ไปทำงานพิมพ์ดีดและเลขานุการ

งานที่รับคนรุ่นถัดไปไว้ส่วนหนึ่งคืองานสำนักงานที่ขยายตัวในช่วงเดียวกัน เอกสารอ้างงานของ Claudia Goldin ว่าในปี 1900 หญิงที่ทำงานนอกภาคเกษตรอยู่ในงานปกขาวราว 20% และขึ้นเป็นเกือบ 50% ในปี 1950 งานพิมพ์ดีดที่รับคนจากงานต่อสายในยุคนั้น ต่อมาก็เป็นงานที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามาแทนเช่นกัน

## มนุษย์คำนวณที่ Langley

ก่อนคำว่า computer จะหมายถึงเครื่อง มันเป็นชื่อตำแหน่งของคน [บทความของ Sarah Loff บนเว็บไซต์ NASA](https://www.nasa.gov/history/when-the-computer-wore-a-skirt-langleys-computers-1935-1970/) เล่าว่าในปี 1935 ห้องปฏิบัติการ Langley ของหน่วยงานการบินที่ต่อมากลายเป็น NASA ตั้งกลุ่มคำนวณกลุ่มแรกด้วยผู้หญิงห้าคน หนึ่งในนั้นคือ Virginia Tucker งานของพวกเธอคืออ่านฟิล์มจากอุโมงค์ลม คำนวณด้วยไม้บรรทัดคำนวณและเครื่องคิดเลขตั้งโต๊ะ แล้วลงจุดข้อมูลเป็นกราฟ บทความระบุว่าการแยกงานคำนวณออกมาให้กลุ่มนี้ทำ ได้ผลเร็วและแม่นกว่าให้วิศวกรคำนวณเองระหว่างทำงานวิจัย วิศวกรจึงมีเวลาไปทำงานออกแบบการทดลองมากขึ้น

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พนักงานของ Langley เพิ่มจาก 940 เป็น 3,220 คน กลุ่มคำนวณขยายไปทุกฝ่ายวิจัย ปี 1943 Langley ตั้งกลุ่ม West Area Computers เป็นหน่วยที่แยกนักคำนวณหญิงแอฟริกันอเมริกันออกมาตามนโยบายแบ่งแยกสีผิวของยุคนั้น

คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์เครื่องแรกมาถึง Langley ในปี 1947 นักคำนวณหลายคนย้ายไปทำงานเขียนโปรแกรมให้เครื่อง Katherine Johnson ที่เข้า West Computers ปี 1953 ย้ายไปฝ่ายวิจัยการบินภายในไม่กี่สัปดาห์ และต่อมาคำนวณวิถีโคจรของยานอวกาศ ส่วน Christine Darden ที่เข้าเป็นนักคำนวณปี 1967 ย้ายไปวิจัยเสียงบูมของเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงหลังทำงานห้าปี และจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมในภายหลัง

### **มนุษย์คำนวณคือใคร**

มนุษย์คำนวณคือคนที่มีตำแหน่งงานเป็น computer ทำหน้าที่คำนวณตัวเลขด้วยมือหรือเครื่องคิดเลขตั้งโต๊ะ ที่ห้องปฏิบัติการ Langley ซึ่งต่อมาเป็นส่วนหนึ่งของ NASA งานนี้เริ่มในปี 1935 ด้วยผู้หญิงห้าคน เมื่อคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์มาถึงในปี 1947 นักคำนวณหลายคนย้ายไปเขียนโปรแกรม และบางคนก้าวไปเป็นนักวิจัยและวิศวกร

### ทักษะที่ย้ายไปกับคน

กรณี Langley ต่างจากชุมสาย ตรงที่ความรู้ของนักคำนวณยังใช้ได้กับเครื่องใหม่ คนที่รู้ว่าตัวเลขชุดไหนผิดปกติคือคนที่ตรวจผลของเครื่องได้ดีที่สุด งานที่หายคือการกดเครื่องคิดเลข งานที่เหลือคือความเข้าใจข้อมูล

## แผนกพิมพ์ดีดหายไป แต่ผังแป้นยังอยู่

แผนกพิมพ์ดีดที่มีพนักงานนั่งพิมพ์เอกสารให้ทั้งบริษัทลดบทบาทลงเมื่อพนักงานแต่ละคนพิมพ์งานเองบนคอมพิวเตอร์ แต่ผังตัวอักษรบนแป้นไม่ได้หายไปด้วย ในไทย สมอ. วางตำแหน่งอักขระไทยบนแป้นคอมพิวเตอร์เป็นมาตรฐานครั้งแรกในชื่อ มอก. 820-2531 ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2532

ฉบับที่ใช้ต่อมาคือ มอก. 820-2538 ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 26 กันยายน 2538 [ข้อความมาตรฐานที่ NECTEC เผยแพร่](https://www.nectec.or.th/it-standards/std820/std820.html) ระบุว่าใช้มาตรฐาน ISO 1091 ปี 1977 เรื่องผังแป้นของเครื่องพิมพ์ดีดเป็นแนวทางหนึ่ง และคณะกรรมการวิชาการที่ร่างมาตรฐานมีผู้แทนจากบริษัทเครื่องพิมพ์ดีดโอลิมเปียไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และบริษัทคอมพิวเตอร์

มาตรฐานกำหนดอักขระบังคับไว้ รวมพยัญชนะ 42 ตัวและสระ 19 ตัว พร้อมตำแหน่งบนแป้น ผังที่คนพิมพ์ดีดใช้จนชินจึงถูกยกข้ามมาอยู่บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ คนที่พิมพ์ดีดสัมผัสได้อยู่แล้วเปลี่ยนมาใช้คอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องจำตำแหน่งตัวอักษรใหม่

### **มอก. 820 คืออะไร**

มอก. 820 คือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่กำหนดตำแหน่งอักขระไทยบนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ ฉบับแรกคือ มอก. 820-2531 ลงราชกิจจานุเบกษาปี 2532 ฉบับปรับปรุงคือ มอก. 820-2538 ลงราชกิจจานุเบกษาวันที่ 26 กันยายน 2538 มาตรฐานนี้อ้างมาตรฐาน ISO 1091 เรื่องผังแป้นเครื่องพิมพ์ดีดเป็นแนวทาง

### เครื่องมือหายช้ากว่างาน

งานพิมพ์ดีดเป็นอาชีพลดลงไปมาก แต่ความเคยชินของคนทั้งประเทศที่ฝังอยู่ในผังแป้นยังอยู่ ระบบใหม่ที่เข้ากับสิ่งที่คนคุ้นมือได้ก็ถูกรับไปใช้ง่ายกว่าระบบที่บังคับให้เริ่มใหม่หมด ข้อนี้ใช้กับการเปลี่ยนระบบในร้านได้ตรง ๆ เช่นระบบขายหน้าร้านที่เรียงเมนูตามลำดับเดิมของสมุดจดออเดอร์

## สี่เรื่องที่ต้องคุยกับพนักงานก่อนเปลี่ยนระบบ

กรณีชุมสาย กรณี Langley และกรณีแป้นพิมพ์ให้บทเรียนคนละด้าน รวมเป็นสี่เรื่องที่เจ้าของควรคุยกับพนักงานก่อนวันเปลี่ยนระบบ

1. **งานส่วนไหนของเขาที่ระบบจะทำแทน** บอกให้ชัดเป็นรายงาน พนักงานที่รู้ขอบเขตจะวางแผนตัวเองได้เร็วกว่าพนักงานที่ได้ยินแค่ข่าวลือ
2. **ความรู้ส่วนไหนที่ระบบใหม่ยังต้องใช้** แบบนักคำนวณที่ตรวจผลของเครื่องได้ดีกว่าคนอื่น พนักงานรับสายรู้ว่าลูกค้าถามอะไรบ่อยและโกรธเรื่องอะไร
3. **ระบบใหม่เก็บความเคยชินเดิมไว้ได้แค่ไหน** แบบผังแป้นที่ยกมาจากเครื่องพิมพ์ดีด ยิ่งระบบใหม่คล้ายวิธีเดิมมากเท่าไร ช่วงที่งานสะดุดยิ่งสั้น
4. **มีเวลาฝึกก่อนวันเปลี่ยนเท่าไร** ฝึกก่อนระบบเปิดใช้ ดีกว่าฝึกหลังจากที่พนักงานรู้สึกว่าตัวเองถูกแทนแล้ว

ภาพรวมว่างานใหม่เกิดขึ้นจากไหนอยู่ใน[อาชีพที่หายไปตามยุค งานราว 60% ในปี 2018 ไม่มีชื่อในปี 1940](https://phygital.co.th/insights/creative-destruction-lost-professions-business-lessons) งานที่หายเพราะการตั้งราคาและเพราะของแทนราคาถูกอยู่ใน[คนจุดตะเกียง คนปลุก คนส่งน้ำแข็ง กับประกาศน้ำแข็ง 2568](https://phygital.co.th/insights/lamplighter-knocker-upper-iceman-lost-professions) และอาชีพที่หายไปทั้งตำแหน่งเพราะระบบอัตโนมัติอยู่ใน[พนักงานลิฟต์ อาชีพเดียวใน 271 ที่ระบบอัตโนมัติแทนทั้งหมด](https://phygital.co.th/insights/lector-elevator-operator-lost-professions)

## สรุป

ในปี 1920 พนักงานต่อสายโทรศัพท์คิดเป็นราว 2% ของแรงงานหญิงในสหรัฐ หลังเมืองใดเปลี่ยนเป็นชุมสายอัตโนมัติ งานนี้สำหรับหญิงอายุ 16-25 ปีลดลง 50-80% ทันที งานวิจัยของ Feigenbaum และ Gross ใน QJE ปี 2024 พบว่าหญิงสาวรุ่นถัดไปหางานในภาคอื่นได้โดยอัตราการมีงานไม่ลดลง แต่พนักงานเดิมมีคะแนนอาชีพลดลง 5% ขณะที่คนรุ่นเดียวกันเพิ่มขึ้น 8% และราว 10% ลงไปอยู่ในงานค่าจ้างต่ำกว่า มนุษย์คำนวณของ Langley ที่เริ่มในปี 1935 หลายคนย้ายไปเขียนโปรแกรมเมื่อคอมพิวเตอร์มาถึงปี 1947 ส่วนงานพิมพ์ดีดทิ้งผังแป้นไว้ใน มอก. 820-2538 ที่อ้างมาตรฐานแป้นเครื่องพิมพ์ดีดของ ISO

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ไทยมีพนักงานต่อสายโทรศัพท์แบบในสหรัฐไหม

มีระบบชุมสายที่ใช้คนต่อสายในยุคแรกเช่นกัน แต่บทนี้ไม่มีข้อมูลการจ้างงานพนักงานต่อสายของไทยที่เปิดตรวจต้นทางได้ ตัวเลขทั้งหมดในบทนี้จึงเป็นของสหรัฐจากงานวิจัยของ Feigenbaum และ Gross เท่านั้น

### ทำไมคนรุ่นใหม่ปรับตัวได้ดีกว่าพนักงานเดิม

ข้อมูลในงานวิจัยแสดงว่าคนรุ่นใหม่เข้าไปทำงานพิมพ์ดีด เลขานุการ และงานบริการที่กำลังขยายตัวในช่วงเดียวกัน โดยไม่ต้องทิ้งประสบการณ์เดิม ส่วนพนักงานเดิมทำงานกับนายจ้างรายเดียวที่เลิกจ้างตำแหน่งนี้ทั้งระบบ การย้ายสายอาชีพของกลุ่มนี้จึงมักจบที่งานค่าจ้างต่ำกว่า

### คะแนนอาชีพที่งานวิจัยใช้คืออะไร

คือค่าที่ใช้แทนรายได้ของแต่ละอาชีพ คำนวณจากรายได้มัธยฐานของอาชีพนั้น ผู้วิจัยคำนวณเฉพาะสำหรับผู้หญิงจากสำมะโนปี 1940 ซึ่งเป็นปีแรกที่สำมะโนถามรายได้ การลดลง 5% จึงหมายถึงย้ายไปอยู่ในอาชีพที่รายได้โดยทั่วไปต่ำกว่า ไม่ใช่รายได้จริงของแต่ละคน

### แป้นปัตตะโชติยังใช้อยู่ไหม

มาตรฐาน มอก. 820-2538 กำหนดผังเดียวสำหรับแป้นคอมพิวเตอร์ ผังปัตตะโชติยังมีให้เลือกในการตั้งค่าภาษาไทยของระบบปฏิบัติการบางตัว สำหรับคนที่ฝึกพิมพ์ดีดด้วยผังนั้นมา

### ธุรกิจเล็กเรียนอะไรจากกรณีชุมสายได้

ต้นทุนของการเปลี่ยนระบบไม่ได้มีแค่ค่าซื้อระบบ ส่วนที่มองไม่เห็นในบัญชีคือพนักงานที่ทำงานเดิมมานาน งานวิจัยบอกว่ากลุ่มนี้เสียมากที่สุด ร้านที่วางแผนย้ายคนไปทำงานส่วนที่ระบบยังทำไม่ได้ไว้ก่อน จะเก็บความรู้ของคนกลุ่มนี้ไว้ได้

## พนักงานเดิมคือคนที่เสียมากที่สุดเมื่อเปลี่ยนระบบ และคือคนที่รู้งานมากที่สุดด้วย ฝึกก่อนวันเปลี่ยนจึงคุ้มกว่าฝึกหลัง

PHYGITAL AGENCY จัดอบรมภายในให้ทีมเดิมรู้งานส่วนที่ระบบใหม่ยังต้องใช้คน ก่อนวันที่ระบบเปิดใช้จริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
