# SEO คลินิกและทันตกรรม หน้า YMYL ที่ต้องบอกว่าใครเขียน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/seo-clinic-dental-eeat-agency · เผยแพร่ 30 กรกฎาคม 2567 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

SEO คลินิกและทันตกรรมตามคู่มือผู้ประเมินคุณภาพของ Google ฉบับ 2568 หน้าข้อมูลสุขภาพเป็น YMYL และหน้าทันตกรรมที่ไม่บอกผู้เขียนถูกยกเป็นตัวอย่างคุณภาพต่ำสุด

## Key Takeaways

- **Google จัดหัวข้อที่กระทบสุขภาพไว้ในกลุ่ม YMYL (Your Money or Your Life)** — คู่มือผู้ประเมินคุณภาพการค้นหาฉบับ 11 กันยายน 2568 ระบุว่าเนื้อหาที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในหัวข้อกลุ่มนี้ส่งผลต่อสุขภาพของคนอ่านได้มาก
- **หน้าข้อมูลทันตกรรมที่ไม่บอกว่าใครเป็นเจ้าของเว็บหรือใครเขียน ถูกยกเป็นตัวอย่างคุณภาพต่ำสุดในคู่มือ** — ตัวอย่างนี้เป็นหน้าข้อมูลภาวะเบ้าฟันอักเสบหลังถอนฟัน และคู่มือให้เหตุผลว่าหน้าทางการแพทย์ต้องได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้สูง
- **E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่ระบบของ Google ให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่มี E-E-A-T ดีมากขึ้นในหัวข้อ YMYL** — หน้าแนวทางเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ของ Google เขียนไว้ตรงตัว และระบุว่าในสี่ด้าน ความน่าไว้วางใจสำคัญที่สุด

คลินิกที่เขียนบทความสุขภาพลงเว็บมาหลายเดือนแล้วยังไม่เห็นหน้าใดขึ้นมาในผลค้นหา มักได้คำแนะนำให้เพิ่มคีย์เวิร์ดหรือเพิ่มจำนวนบทความ ทั้งที่ Google วางเกณฑ์ของหัวข้อสุขภาพไว้สูงกว่าหัวข้อทั่วไปมาก บทนี้อ่านเอกสารสองชุดของ Google เพื่อบอกว่าหน้าไหนบนเว็บคลินิกอยู่ในกลุ่มที่ต้องผ่านเกณฑ์สูง หน้าแบบใดที่คู่มือยกเป็นตัวอย่างคุณภาพต่ำสุด และเจ้าของคลินิกควรวัดผลด้วยตัวเลขอะไรก่อนตัดสินใจลงเงินเพิ่ม

เอกสารชุดแรกคือคู่มือสำหรับผู้ประเมินคุณภาพผลค้นหา (Search Quality Rater Guidelines) ฉบับ 11 กันยายน 2568 ยาวหลายร้อยหน้า เป็นภาษาอังกฤษ บทนี้แปลเฉพาะหัวข้อ 2.3 หัวข้อ 2.5.2 หัวข้อ 3.4 และหัวข้อ 3.4.1 ชุดที่สองคือหน้าแนวทางการสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์บน Search Central อัปเดตเมื่อ 10 ธันวาคม 2568 บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) ใช้สองหัวข้อนี้เป็นรายการตรวจแรกของงาน SEO ให้คลินิก

## หัวข้อไหนบนเว็บคลินิกเป็น YMYL

คู่มือนิยาม YMYL ว่าเป็นหัวข้อที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่ออันตราย เพราะเนื้อหาในหัวข้อนั้นกระทบสุขภาพ ความมั่นคงทางการเงิน หรือความปลอดภัยของคน หรือกระทบความเป็นอยู่ของสังคมได้มาก และแบ่งความเสียหายที่ต้องพิจารณาเป็นสี่กลุ่ม

1. **สุขภาพหรือความปลอดภัย** หัวข้อที่อาจทำร้ายสุขภาพกาย ใจ อารมณ์ หรือความปลอดภัยในรูปแบบใดก็ตาม
2. **ความมั่นคงทางการเงิน** หัวข้อที่อาจทำลายความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว
3. **รัฐ พลเมือง และสังคม** หัวข้อที่กระทบกลุ่มคน ความเชื่อมั่นต่อสถาบันสาธารณะ และข้อมูลการเลือกตั้ง
4. **อื่น ๆ** หัวข้อที่อาจทำร้ายคนหรือกระทบความเป็นอยู่ของสังคม

ตัวอย่างที่คู่มือยกไว้ในกลุ่มแรกคืออาการของโรคหัวใจวาย ซึ่งความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยหรือแหล่งที่เชื่อถือได้น้อยกว่าก็กระทบสุขภาพได้มาก เมื่อเทียบกับเว็บคลินิก หน้าที่เข้าข่ายชัดคือหน้าอธิบายอาการ หน้าเปรียบเทียบวิธีรักษา หน้าข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังทำหัตถการ และหน้าตอบคำถามเรื่องยา ส่วนหน้าเวลาเปิดปิดหรือแผนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้

### หน้าโปรโมชันของคลินิกเป็น YMYL ด้วยไหม

คู่มือตัดสินจากหัวข้อของเนื้อหา ไม่ได้ตัดสินจากประเภทหน้า หน้าโปรโมชันที่มีแค่ราคาและวันหมดเขตไม่ได้ให้ข้อมูลที่กระทบสุขภาพ แต่เมื่อหน้าเดียวกันอธิบายว่าหัตถการทำอะไรกับร่างกาย เหมาะกับใคร หรือมีผลข้างเคียงอะไร ส่วนนั้นเป็นข้อมูลสุขภาพ และควรมีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบเหมือนหน้าบทความ

## ตัวอย่างคุณภาพต่ำสุดในคู่มือเป็นหน้าทันตกรรม

ในตารางตัวอย่างหน้าคุณภาพต่ำสุด คู่มือยกหน้าข้อมูลภาวะเบ้าฟันอักเสบหลังถอนฟัน (dry socket) ไว้คู่กับหน้าของกลุ่มที่เผยแพร่ความเชื่อว่าโลกแบน เหตุผลที่คู่มือเขียนกำกับหน้าทันตกรรมมีสามส่วน

1. **หัวข้อเป็น YMYL** ข้อมูลทางการแพทย์เรื่องภาวะนี้อาจกระทบวิธีที่คนตัดสินใจไปรักษาฟัน
2. **ไม่มีข้อมูลผู้รับผิดชอบ** หน้าไม่มีข้อมูลว่าใครสร้างเว็บ ไม่มีช่องทางติดต่อ และไม่มีข้อมูลผู้เขียน
3. **หน้าทางการแพทย์ต้องได้ความไว้วางใจสูง** เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของเว็บและใครเขียน หน้านี้จึงถูกจัดว่าไม่น่าไว้วางใจ

ตัวอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าเนื้อหาในหน้านั้นผิด เหตุผลหลักที่ทำให้ได้คะแนนต่ำสุดคือการไม่มีข้อมูลว่าใครรับผิดชอบ หัวข้อ 2.5.2 ของคู่มือจึงสั่งให้ผู้ประเมินหาสองเรื่องบนทุกหน้า คือใครรับผิดชอบเว็บไซต์ และใครสร้างเนื้อหาบนหน้านั้น

เว็บคลินิกจำนวนมากใช้ชื่อผู้เขียนเป็นชื่อทีมหรือชื่อแอดมิน การเปลี่ยนเป็นชื่อแพทย์หรือทันตแพทย์ที่เขียนหรือตรวจเนื้อหาจริง พร้อมลิงก์ไปหน้าประวัติที่มีเลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จึงเป็นงานที่ใช้เวลาน้อยและตรงกับสิ่งที่คู่มือให้ผู้ประเมินมองหา

### ใส่ชื่อแพทย์เป็นผู้เขียนทั้งที่แพทย์ไม่ได้เขียนเอง ได้ไหม

ไม่ควรทำ คู่มือระบุว่าข้อมูลผู้สร้างเนื้อหาที่อ้างคุณวุฒิหรือความเชี่ยวชาญโดยไม่ตรงความจริง เช่น อ้างว่าเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เป็นลักษณะของหน้าที่หลอกลวง ทางที่ตรงกว่าคือแยกบทบาทให้ชัด ระบุผู้เรียบเรียงตามจริง และระบุแพทย์ผู้ตรวจทานเนื้อหาพร้อมวันที่ตรวจ

## ประสบการณ์ตรงกับความเชี่ยวชาญ ใช้ต่างกันอย่างไร

หัวข้อ 3.4.1 ของคู่มือแยกเนื้อหาสุขภาพเป็นสองแบบ แบบแรกคือการเล่าประสบการณ์ตรงของคนที่ผ่านเรื่องนั้นมา ซึ่งมีคุณค่าเมื่อเนื้อหาน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และไม่ขัดกับฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ แบบที่สองคือข้อมูลหรือคำแนะนำที่ควรมาจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

| ตัวอย่างในคู่มือ           | ประสบการณ์ตรงที่มีคุณค่า                                                       | ควรมาจากผู้เชี่ยวชาญ                              |
| ---------------------------- | ---------------------------------------------------------------------------------- | ----------------------------------------------------- |
| นอนไม่หลับช่วงตั้งครรภ์ | เคล็ดลับที่ไม่เกี่ยวกับยา เช่น วิธีจัดหมอนให้นอนสบายในท่าที่ปลอดภัย | ยานอนหลับที่ปลอดภัยระหว่างตั้งครรภ์            |
| การรักษามะเร็งตับ         | กระทู้ที่ผู้ป่วยเล่าว่ารับมือกับการรักษาอย่างไร                          | ทางเลือกการรักษาและอายุคาดเฉลี่ยของแต่ละทาง |

เมื่อนำมาใช้กับเว็บคลินิก เรื่องเล่าของคนไข้ที่ผ่านการรักษาแล้วอยู่ในแบบแรก ส่วนหน้าที่บอกว่าวิธีรักษาใดเหมาะกับอาการใด หรือควรหยุดยาก่อนทำหัตถการหรือไม่ อยู่ในแบบที่สอง คลินิกจึงควรกำหนดว่าหน้าประเภทใดต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้เขียนหรือผู้ตรวจ

เรื่องเล่าของคนไข้บนเว็บคลินิกยังมีเงื่อนไขทางกฎหมายไทยอีกชั้น เพราะเนื้อหาที่เกินกว่าชื่อและที่ตั้งของสถานพยาบาลอาจเข้าข่ายการโฆษณาที่ต้องขออนุมัติ รายละเอียดตัวบทอยู่ใน[Medical & Wellness Tourism เชียงใหม่ โฆษณาต้องขออนุมัติ](https://phygital.co.th/insights/chiang-mai-medical-wellness-tourism-private-hospital-location)

### รีวิวจากคนไข้ช่วยเรื่อง E-E-A-T ไหม

รีวิวเล่าประสบการณ์ตรงได้ ซึ่งคู่มือยอมรับว่ามีคุณค่าในหัวข้อสุขภาพเมื่อไม่ขัดฉันทามติ แต่รีวิวไม่ได้แทนข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องวิธีรักษา และคู่มือยังให้ผู้ประเมินค้นชื่อเสียงของเว็บและผู้สร้างเนื้อหาจากแหล่งภายนอกด้วย รีวิวบนหน้าของคลินิกเองจึงเป็นหลักฐานเพียงส่วนหนึ่ง

## E-E-A-T วัดอะไร และไม่ได้วัดอะไร

E-E-A-T ย่อมาจาก Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trust คู่มือหัวข้อ 3.4 ให้ Trust อยู่ตรงกลาง และให้อีกสามด้านเป็นส่วนที่ช่วยประเมิน Trust

| ด้าน              | คำถามที่คู่มือให้ผู้ประเมินถาม                                            |
| ----------------- | ------------------------------------------------------------------------------- |
| Experience        | ผู้สร้างเนื้อหามีประสบการณ์ตรงในเรื่องนั้นแค่ไหน                      |
| Expertise         | ผู้สร้างเนื้อหามีความรู้หรือทักษะที่เรื่องนั้นต้องการแค่ไหน        |
| Authoritativeness | ผู้สร้างเนื้อหาหรือเว็บไซต์เป็นแหล่งที่คนนึกถึงในเรื่องนั้นแค่ไหน |
| Trust             | หน้านั้นถูกต้อง ซื่อตรง ปลอดภัย และเชื่อถือได้แค่ไหน                    |

คู่มือบอกว่าระดับ Trust ที่ต้องการขึ้นกับประเภทหน้า และหน้าข้อมูลในหัวข้อ YMYL ต้องถูกต้องเพื่อป้องกันอันตรายต่อคนและสังคม

ส่วนหน้าแนวทางเนื้อหาของ Google วางขอบเขตไว้สามข้อ ข้อแรก E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง ระบบใช้ปัจจัยหลายอย่างรวมกันเพื่อหาเนื้อหาที่มี E-E-A-T ดี ข้อสอง ระบบให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่มี E-E-A-T ดีมากขึ้นในหัวข้อ YMYL ข้อสาม ผู้ประเมินไม่มีอำนาจกำหนดอันดับของหน้าใด และข้อมูลจากผู้ประเมินไม่ได้ถูกใส่เข้าอัลกอริทึมจัดอันดับโดยตรง Google ใช้ข้อมูลนี้ตรวจว่าระบบทำงานตามที่ตั้งใจหรือไม่

### คะแนน E-E-A-T ตรวจดูได้จากเครื่องมือไหน

ไม่มีเครื่องมือใดของ Google แสดงคะแนน E-E-A-T ของเว็บ เพราะไม่มีคะแนนแบบนั้นอยู่ในระบบจัดอันดับตามที่ Google อธิบาย สิ่งที่ทำได้คือใช้คำถามในคู่มือตรวจหน้าของตัวเอง และใช้คำถามชุด Who How Why ในหน้าแนวทางเนื้อหา เช่น ผู้อ่านรู้ไหมว่าใครเขียน หน้ามีชื่อผู้เขียนในจุดที่ผู้อ่านคาดว่าจะเห็นหรือไม่ และชื่อนั้นลิงก์ไปหน้าประวัติได้หรือไม่

## ตัวเลขที่ใช้ติดตามผลบนเว็บคลินิก

เมื่อ E-E-A-T ไม่มีตัวเลขให้ดูตรง ๆ การวัดผลจึงต้องใช้ตัวเลขที่เก็บได้จริงจากเว็บของคลินิกเอง ตัวเลขชุดนี้แบ่งเป็นสองฝั่ง

1. **ตัวเลขฝั่งเนื้อหา นับจากเว็บเอง** จำนวนหน้าที่เป็น YMYL จำนวนหน้าที่มีชื่อผู้เขียนหรือผู้ตรวจที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวนหน้าที่มีวันที่ตรวจทานล่าสุด และจำนวนหน้าที่ลิงก์ไปแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์
2. **ตัวเลขฝั่งการค้นหา ดูจาก Search Console** จำนวนครั้งที่แสดงผล จำนวนคลิก และตำแหน่งเฉลี่ย แยกตามกลุ่มหน้าเดียวกับข้อหนึ่ง

การแยกตามกลุ่มหน้าทำให้เห็นว่าหน้าที่แก้แล้วกับหน้าที่ยังไม่ได้แก้ต่างกันอย่างไรในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ต้องอ่านอย่างระวัง เพราะผลค้นหาเปลี่ยนจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ตัวเลขชุดนี้บอกทิศทางได้ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าการใส่ชื่อผู้เขียนทำให้อันดับขึ้น

ธุรกิจที่ต้องการให้ระบบ AI หยิบคำตอบจากเว็บไปใช้ด้วย ต้องใช้ชุดตัวเลขอีกแบบ ซึ่งแยกไว้ใน[รับทำ SEO สำหรับ AI (AEO/GEO) อะไรวัดได้ อะไรยังวัดไม่ได้](https://phygital.co.th/insights/ai-seo-aeo-geo-agency)

### ควรรอผลนานแค่ไหนก่อนสรุปว่าได้ผล

หน้าบริการ SEO ของฟิจิทัลระบุระยะเวลาเห็นผลโดยทั่วไปไว้ที่ราว 3-6 เดือน ขึ้นกับความแข็งแรงของเว็บเดิมและการแข่งขันของคำค้น สำหรับเว็บคลินิกควรเก็บตัวเลขฐานก่อนเริ่มแก้ แล้วเทียบเป็นรอบเดือนตามกลุ่มหน้า แทนการดูอันดับรายวัน

## สิ่งที่คู่มือผู้ประเมินไม่ได้กำหนด

คู่มือเป็นเอกสารที่มีประโยชน์ แต่มีหลายเรื่องที่เจ้าของคลินิกไม่ควรอ่านเกินจากตัวเอกสาร

1. **คู่มือไม่ใช่สูตรจัดอันดับ** Google เขียนไว้เองว่าข้อมูลจากผู้ประเมินไม่ได้ใช้ในอัลกอริทึมจัดอันดับโดยตรง
2. **คู่มือไม่ได้ให้น้ำหนักเป็นตัวเลข** ไม่มีส่วนใดบอกว่าชื่อผู้เขียนหรือเลขใบอนุญาตมีผลต่ออันดับเท่าใด
3. **คู่มือเป็นภาษาอังกฤษ** คำแปลในบทนี้เป็นของผู้เขียน ถ้าต้องใช้ถ้อยคำที่แน่นอนควรเปิดต้นฉบับ
4. **คู่มือไม่ได้พูดถึงกฎหมายไทย** เรื่องการขออนุมัติโฆษณาสถานพยาบาลและจริยธรรมวิชาชีพต้องตรวจจากกฎหมายและหน่วยงานของไทยแยกต่างหาก
5. **คู่มือปรับปรุงเป็นระยะ** บทนี้ใช้ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2568 ฉบับถัดไปอาจเปลี่ยนตัวอย่างหรือถ้อยคำ

## ไล่ตรวจหน้าเว็บคลินิกตามประเภท

หน้าเว็บคลินิกส่วนใหญ่แบ่งได้เป็นสี่ประเภท แต่ละประเภทมีคำถามตรวจของตัวเองตามหัวข้อในคู่มือ

1. **หน้าเกี่ยวกับคลินิก** บอกชื่อนิติบุคคลหรือผู้รับอนุญาต ที่อยู่ ช่องทางติดต่อ และรายชื่อแพทย์ครบหรือไม่
2. **หน้าประวัติแพทย์และทันตแพทย์** มีสาขาความเชี่ยวชาญ วุฒิการศึกษา และข้อมูลที่ตรวจสอบกับสภาวิชาชีพได้หรือไม่
3. **หน้าบริการและหัตถการ** ข้อมูลเรื่องผลต่อร่างกาย ความเหมาะสม และผลข้างเคียง มีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบหรือไม่
4. **หน้าบทความความรู้** มีชื่อผู้เขียนหรือผู้ตรวจ วันที่ตรวจทาน และแหล่งอ้างอิงหรือไม่

รายการนี้ต่อกับเกณฑ์แยกวิธีที่ใช้ได้ออกจากวิธีเสี่ยงใน[รับทำ SEO สายขาว เส้นแบ่งสแปมที่ Google เขียนไว้เอง](https://phygital.co.th/insights/white-hat-seo-agency) ส่วนคลินิกที่จะเปิดช่องแชทตอบคำถามคนไข้บนเว็บ มีเงื่อนไขเรื่องข้อมูลสุขภาพอีกชุด อ่านได้ใน[Chatbot คลินิกกับ PDPA มาตรา 26 ใครรับผิดชอบข้อมูลสุขภาพ](https://phygital.co.th/insights/chatbot-clinic-pdpa-health-data-agency) คลินิกที่ได้รับข้อเสนอเรื่องการค้นหาด้วยเสียงมาพร้อมกัน ดูข้อจำกัดด้านภาษาได้ใน[Voice Commerce และ Voice Search ภาษาไทย ข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม](https://phygital.co.th/insights/voice-commerce-voice-search-optimization-agency)

หน้า[บริการ SEO](https://phygital.co.th/solutions/seo) แบ่งแพ็กเกจเป็นสามระดับ ระดับเริ่มต้นเดือนละ 15,000 บาทพร้อมสัญญาอย่างน้อยสามเดือน ระดับกลางเดือนละ 30,000 บาทสัญญาอย่างน้อยสามเดือนเท่ากัน และระดับสูงสุดเดือนละ 75,000 บาทสัญญาอย่างน้อยหกเดือน

### ตรวจเองได้ก่อนจ้างใครไหม

ตรวจได้ เปิดหน้าบทความสุขภาพห้าหน้าที่มีคนเข้ามากที่สุด แล้วตอบสามคำถามต่อหน้า ใครเขียน ใครตรวจ และตรวจเมื่อไร ถ้าหน้าส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ครบ งานแรกของคลินิกคือเติมข้อมูลผู้รับผิดชอบ ซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องมือเสียเงินใด

## สรุป

คู่มือผู้ประเมินคุณภาพของ Google จัดหัวข้อสุขภาพไว้ในกลุ่ม YMYL และยกหน้าข้อมูลเบ้าฟันอักเสบหลังถอนฟันเป็นตัวอย่างคุณภาพต่ำสุด เพราะไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของเว็บและใครเขียน หน้าแนวทางเนื้อหาระบุว่า E-E-A-T ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่ระบบให้น้ำหนักกับเนื้อหาที่มี E-E-A-T ดีมากขึ้นในหัวข้อ YMYL และความน่าไว้วางใจสำคัญที่สุด คลินิกจึงควรแยกหน้าที่เป็นข้อมูลสุขภาพ ใส่ชื่อแพทย์ผู้เขียนหรือผู้ตรวจตามจริง แล้ววัดผลจาก Search Console แยกตามกลุ่มหน้า

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### คลินิกเล็กที่มีแพทย์คนเดียว ทำ SEO แข่งกับโรงพยาบาลใหญ่ได้ไหม

คู่มือพูดถึงความเป็นแหล่งที่คนนึกถึงในเรื่องหนึ่ง ๆ ซึ่งไม่ได้ขึ้นกับขนาดองค์กรอย่างเดียว คลินิกเล็กที่เลือกหัวข้อตรงกับบริการที่ทำจริง มีแพทย์ผู้รับผิดชอบเนื้อหาชัด และตอบคำถามในพื้นที่ของตัวเอง แข่งในคำค้นที่แคบกว่าได้ ส่วนคำค้นกว้างระดับประเทศจะแข่งยากกว่า

### ใช้ AI ช่วยเขียนบทความสุขภาพบนเว็บคลินิกได้ไหม

หน้าแนวทางเนื้อหาของ Google ไม่ได้ห้าม แต่แนะนำให้บอกผู้อ่านเมื่อมีการใช้ระบบอัตโนมัติหรือ AI สร้างเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ และเตือนว่าการใช้ AI เพื่อปั่นอันดับขัดกับนโยบายสแปม สำหรับหัวข้อสุขภาพ ควรให้แพทย์ตรวจทุกหน้าก่อนเผยแพร่และระบุชื่อผู้ตรวจ

### ต้องใส่เลขใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบนหน้าประวัติแพทย์ไหม

คู่มือไม่ได้ระบุเรื่องเลขใบอนุญาตโดยตรง แต่ให้ผู้ประเมินตรวจว่าผู้สร้างเนื้อหามีความเชี่ยวชาญตามที่อ้างจริงหรือไม่ เลขใบอนุญาตที่ตรวจสอบกับสภาวิชาชีพได้จึงเป็นหลักฐานที่ตรงกับคำถามนั้น และช่วยให้คนไข้ตรวจเองได้

### เว็บคลินิกที่มีหลายสาขาควรทำหน้าแยกต่อสาขาไหม

ควรมีหน้าต่อสาขาที่บอกที่อยู่ เวลาทำการ และแพทย์ประจำสาขาจริง เพราะข้อมูลผู้รับผิดชอบและช่องทางติดต่อเป็นสิ่งที่คู่มือให้ผู้ประเมินมองหา ส่วนบทความความรู้ใช้ชุดเดียวร่วมกันได้โดยระบุแพทย์ผู้ตรวจ

### บทความเก่าที่ไม่มีชื่อผู้เขียน ควรลบทิ้งไหม

ไม่จำเป็นต้องลบทั้งหมด ให้แยกบทความที่เป็นหัวข้อ YMYL ออกมาก่อน แล้วให้แพทย์ตรวจเนื้อหา แก้ส่วนที่ล้าสมัย และใส่ชื่อผู้ตรวจพร้อมวันที่ บทความที่เนื้อหาผิดหรือขัดกับแนวทางการรักษาปัจจุบันควรแก้หรือถอดออก

## หน้าสุขภาพที่บอกได้ว่าใครเขียนและใครตรวจ คือจุดเริ่มของ SEO คลินิก

ทีม SEO ของ บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด จะนับหน้าที่เป็นข้อมูลสุขภาพบนเว็บของคลินิก แยกว่าหน้าไหนยังไม่มีผู้รับผิดชอบ และส่งรายการให้แพทย์ของคลินิกยืนยันก่อนเริ่มแก้

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
