# การตลาดคนโสดสูงวัย สัญญาจ้างคนดูแลที่บ้านและหนังสือแสดงเจตนา

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/senior-single-marketing-self-care-planning · เผยแพร่ 6 ตุลาคม 2568 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ผู้สูงอายุไทยร้อยละ 5.7 เป็นโสดและร้อยละ 12.9 อยู่คนเดียว สัญญาจ้างคนดูแลที่บ้านมีข้อที่ สคบ. บังคับ ส่วนหนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 ทำได้โดยไม่ต้องมีญาติ

## Key Takeaways

- **ผลสำรวจประชากรสูงอายุรอบล่าสุดที่ สสช. เก็บข้อมูลเมื่อปี 2567 นับผู้สูงอายุที่เป็นโสดได้ร้อยละ 5.7 และผู้ที่อยู่คนเดียวร้อยละ 12.9** — เพิ่มจากร้อยละ 2.2 และ 3.6 ในการสำรวจครั้งแรกเมื่อ 30 ปีก่อน
- **ประกาศปี 2559 ของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา กำหนดให้สัญญาจ้างคนดูแลผู้สูงอายุที่บ้านต้องระบุประวัติพนักงาน ขอบเขตงาน และสิทธิ์เลิกสัญญาของผู้บริโภค** — ธุรกิจที่ใช้สัญญาแบบเดิมต้องตรวจทานใหม่
- **มาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติให้สิทธิ์ทุกคนทำหนังสือแสดงเจตนาไม่รับการรักษาที่เพียงยืดการตาย** — ผู้ทำลงชื่อพร้อมพยาน และแจ้งโรงพยาบาลหรือคนใกล้ตัวได้ ไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นญาติ

สำนักงานสถิติแห่งชาติเดินสำรวจผู้สูงอายุรอบละสามปี รอบที่แปดลงพื้นที่เมื่อกลางปี 2567 ใช้ครัวเรือนตัวอย่าง 86,880 แห่งกระจายครบทุกจังหวัด ตัวเลขสองตัวในรอบนี้บอกธุรกิจที่ให้บริการผู้สูงอายุได้ชัด ผู้สูงอายุที่เป็นโสดมีร้อยละ 5.7 และผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวในครัวเรือนมีร้อยละ 12.9 เมื่อลูกค้ากลุ่มนี้มาใช้บริการ ช่อง "ญาติผู้ติดต่อ" ในแบบฟอร์มกับคำถามว่าใครจะตัดสินใจแทนเมื่อลูกค้าพูดเองไม่ได้ กลายเป็นจุดที่ธุรกิจต้องคิดใหม่ กฎหมายไทยมีเครื่องมือรองรับสองเรื่องแล้ว ได้แก่หนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 และสัญญาจ้างคนดูแลที่บ้านที่ สคบ. ควบคุม หัวข้อถัดไปไล่ทั้งสองเรื่องพร้อมวิธีปรับเอกสารของธุรกิจ

## ผู้สูงอายุโสดและผู้อยู่คนเดียวในรายงาน สสช.

[บทสรุปสำหรับผู้บริหารของการสำรวจรอบปี 2567](https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey%5Fdetail/2025/20241003145311%5F94190.pdf) ประมาณจำนวนผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไปไว้ 14,027,411 คน หรือร้อยละ 20.0 ของประชากร ในจำนวนนี้ร้อยละ 64.5 อยู่กับบุคคลอื่น ร้อยละ 22.6 อยู่ลำพังกับคู่สมรส และร้อยละ 12.9 อยู่คนเดียว ตารางเปรียบเทียบในฉบับเต็มของรายงานไล่ตัวเลขย้อนไปถึงรอบแรกเมื่อปี 2537 สัดส่วนผู้อยู่คนเดียวเริ่มที่ร้อยละ 3.6 แล้วขึ้นทุกรอบ จนเพิ่มเกือบสี่เท่า

สถานภาพสมรสในรอบเดียวกันแบ่งเป็นผู้ที่สมรสร้อยละ 61.7 ผู้เป็นหม้าย หย่า หรือแยกกันอยู่ร้อยละ 32.6 และผู้โสดร้อยละ 5.7 นิยามของคำว่าโสดในรายงานนี้หมายถึงผู้ที่ไม่เคยสมรสหรือไม่เคยอยู่ร่วมกับใครฉันสามีภรรยา สัดส่วนผู้โสดในรอบแรกอยู่ที่ร้อยละ 2.2

### **ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวทุกคนเป็นโสดหรือไม่**

ไม่ใช่ สองตัวเลขนี้วัดคนละเรื่อง ร้อยละ 12.9 วัดลักษณะการอยู่อาศัย ส่วนร้อยละ 5.7 วัดสถานภาพสมรส ผู้ที่อยู่คนเดียวรวมทั้งผู้ที่เป็นหม้าย ผู้ที่หย่า และผู้ที่มีลูกซึ่งย้ายไปทำงานต่างจังหวัด ส่วนผู้โสดบางคนอยู่กับพี่น้องหรือหลาน ธุรกิจที่ออกแบบบริการจึงไม่ควรใช้สถานภาพสมรสแทนคำตอบว่าลูกค้ามีคนดูแลหรือไม่ ถามตรง ๆ ในแบบฟอร์มดีกว่า ภาพรวมจำนวนผู้สูงอายุรายจังหวัดอยู่ใน[การตลาดผู้สูงอายุไทย 14.49 ล้านคน แยกตามช่วงอายุและจังหวัด](https://phygital.co.th/insights/marketing-elderly-thailand-super-aged-society) ซึ่งใช้ตัวเลขทะเบียนราษฎรแทนตัวเลขจากการสำรวจ ส่วนครัวเรือนคนเดียวในทุกช่วงวัยเป็นหัวข้อของ[การตลาดคนโสด Solo Economy ครัวเรือน 1-2 คนมีร้อยละ 60](https://phygital.co.th/insights/solo-economy-single-marketing-thailand)

## ใครเป็นผู้ดูแลหลักของผู้สูงอายุไทย

ในรอบปี 2567 มีผู้สูงอายุที่มีผู้ดูแลร้อยละ 8.6 สัดส่วนนี้ต่างกันมากตามช่วงวัย กลุ่มอายุ 60 ถึง 69 ปีมีผู้ดูแลร้อยละ 3.4 กลุ่มอายุ 70 ถึง 79 ปีร้อยละ 10.1 และกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไปร้อยละ 32.8 เมื่อแยกตามความสัมพันธ์ แผนภูมิในหน้า 30 ของรายงานฉบับเต็มแสดงว่าผู้ดูแลหลักเป็นบุตรร้อยละ 57.1 คู่สมรสร้อยละ 24.1 ญาติร้อยละ 16.6 และบุคคลอื่นร้อยละ 2.2 กลุ่มสุดท้ายนี้รวมลูกจ้าง ผู้รับจ้างดูแล เจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการ และเพื่อนบ้าน

ตัวเลขนี้อธิบายว่าทำไมระบบดูแลผู้สูงอายุของไทยพึ่งพาครอบครัวเป็นหลัก ผู้ดูแลเกือบทั้งหมดเป็นบุตร คู่สมรส หรือญาติ ผู้สูงอายุที่ไม่มีคู่สมรสและไม่มีบุตรจึงต้องเลือกระหว่างญาติคนอื่นกับผู้รับจ้าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เล็กที่สุดในแผนภูมิ

หมายเหตุสำหรับผู้ที่เปิดรายงานเอง ข้อความบรรยายในหน้าเดียวกันพิมพ์สัดส่วนบุตรไว้ที่ร้อยละ 51.7 แต่แผนภูมิแสดงร้อยละ 57.1 และเมื่อรวมกับอีกสามกลุ่มจะได้ 100 พอดี บทความนี้จึงใช้ตัวเลขตามแผนภูมิ

### **ผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมมีสัดส่วนเท่าไร**

รายงานเดียวกันถามผู้ดูแลที่ตอบสัมภาษณ์ด้วยตัวเองว่าเคยได้รับการอบรมเรื่องการดูแลผู้สูงอายุหรือไม่ ผู้ดูแลร้อยละ 89.0 ไม่เคยอบรม ร้อยละ 7.5 เรียนรู้เองจากหนังสือหรือจากผู้มีประสบการณ์ และร้อยละ 3.5 ได้รับการอบรมแบบเป็นทางการ แบ่งเป็นหลักสูตร 18 ชั่วโมงร้อยละ 2.7 หลักสูตร 70 ชั่วโมงร้อยละ 0.5 และหลักสูตร 420 ชั่วโมงร้อยละ 0.3 ลูกค้าที่จะจ้างผู้ดูแลจากบริษัทจึงมีเหตุผลที่จะถามถึงหลักสูตรที่พนักงานผ่าน บริษัทที่แนบใบรับรองการอบรมไว้กับหนังสือรายละเอียดพนักงานตอบคำถามนี้ได้ก่อนลูกค้าถาม

## หนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12

[มาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550](https://www.nationalhealth.or.th/page/statute12) ให้บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย วรรคสามของมาตราเดียวกันคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขที่ปฏิบัติตามเจตนานั้น ให้ไม่ถือเป็นความผิดและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. ทำ[แผ่นความรู้เรื่องวิธีทำหนังสือแสดงเจตนา](https://old.nationalhealth.or.th/sites/default/files/upload%5Ffiles/info7-Dec%5FPage%5F3.pdf) สรุปไว้ห้าข้อ ผู้ทำเขียนหรือพิมพ์เองได้ ลงลายมือชื่อผู้ทำและพยานกำกับ ใช้แบบฟอร์มของ สช. หรือร่างเองทั้งฉบับก็ได้ แจ้งโรงพยาบาลที่รับการรักษาหรือคนใกล้ตัวให้รู้ว่าเขียนไว้ ทำได้หลายฉบับโดยยึดฉบับที่ลงวันที่ล่าสุด และยกเลิกได้เมื่อเปลี่ยนใจ แผ่นเดียวกันย้ำว่าผู้ที่ทำหนังสือนี้ยังได้รับการดูแลแบบประคับประคองจากแพทย์และพยาบาล

### **คนที่ไม่มีคู่สมรสหรือบุตรทำหนังสือแสดงเจตนาได้หรือไม่**

ได้ ตัวบทมาตรา 12 ใช้คำว่า "บุคคล" ไม่ได้ผูกสิทธิไว้กับสถานภาพสมรสหรือการมีบุตร ข้อแนะนำของ สช. เรื่องการแจ้งให้คนรู้ก็ใช้คำว่า "คนใกล้ตัว" ผู้ที่ไม่มีครอบครัวจึงเลือกคนที่ตัวเองไว้ใจได้ เช่น เพื่อน หลาน หรือเพื่อนบ้าน และแจ้งโรงพยาบาลที่รักษาประจำไปพร้อมกัน สช. ยังเปิดระบบ e-Living Will ให้ทำหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วย

### **โรงพยาบาลเอกชนและบ้านพักผู้สูงอายุเกี่ยวข้องอย่างไร**

หนังสือที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ในวันที่ต้องใช้ ธุรกิจที่รับลูกค้าสูงวัยช่วยได้ตั้งแต่ตอนรับลูกค้าใหม่ ถามว่าลูกค้าเคยทำหนังสือแสดงเจตนาไว้หรือไม่ ถ้าทำไว้แล้วขอสำเนาเก็บในแฟ้ม และบันทึกชื่อคนที่ลูกค้าเลือกให้รับรู้ คำถามนี้เปิดให้ลูกค้าตอบว่าทำหรือยังไม่ได้ทำก็ได้ เป้าหมายของมันมีข้อเดียว ให้เจตนาที่ลูกค้าเขียนไว้เองไปถึงคนที่ต้องรู้

## สัญญาจ้างคนดูแลที่บ้านที่ สคบ. ควบคุม

ทางเลือกหนึ่งของผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัวเป็นผู้ดูแล คือจ้างบริษัทที่จัดส่งพนักงานไปดูแลถึงบ้าน [ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ คนทุพพลภาพ และผู้ป่วยตามสถานที่อยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2559](https://www.ocpb.go.th/download/law/2067138.pdf) ใช้บังคับตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2559 และนิยามผู้สูงอายุไว้ว่าบุคคลที่มีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป

ข้อ 3 ของประกาศกำหนดสิ่งที่สัญญาต้องมี ได้แก่ ชื่อ เลขประจำตัว และที่อยู่ของบริษัท รายละเอียดของพนักงานทั้งชื่อ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความประพฤติ และประวัติการกระทำความผิดถ้ามี ขอบเขตงาน วันทำงาน วันหยุด และการทำงานล่วงเวลา อัตราค่าบริการพร้อมค่าบริการพิเศษทุกประเภท บริษัทต้องส่งหนังสือแสดงรายละเอียดพนักงานให้ลูกค้าตั้งแต่วันทำสัญญา และส่งใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนตัวพนักงาน โดยให้ถือว่าหนังสือนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา

### **ลูกค้าเลิกสัญญาได้ในกรณีใด**

ข้อ 3 (8) ของประกาศให้ผู้บริโภคเลิกสัญญาได้สามกรณี กรณีแรก สัญญาไม่มีรายละเอียดพนักงาน หรือพนักงานไม่ทำตามหลักเกณฑ์ในสัญญา หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กรณีที่สอง ผู้ที่ได้รับการดูแลเสียชีวิต พ้นจากภาวะที่ต้องมีผู้ดูแล หรือผู้บริโภคมีความจำเป็นอื่น เช่น ย้ายไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ กรณีที่สาม บริษัทไม่ส่งพนักงานคนใหม่พร้อมหนังสือรายละเอียดมาแทนภายในสามวันนับแต่ได้รับแจ้ง เมื่อเลิกสัญญาแล้ว บริษัทต้องคืนค่าบริการล่วงหน้าทั้งหมดภายในสิบห้าวันหลังได้รับหนังสือบอกเลิก

### **ข้อสัญญาแบบไหนที่บริษัทใส่ไม่ได้**

ข้อ 4 ห้ามข้อสัญญาหกลักษณะ ได้แก่ ข้อที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของบริษัทหรือพนักงาน ข้อที่ให้บริษัทริบค่าบริการที่เก็บล่วงหน้า ข้อที่ให้ผู้บริโภคจ่ายค่าปรับเพิ่มเมื่อเลิกสัญญานอกจากที่กฎหมายกำหนด ข้อที่ให้บริษัทขึ้นค่าบริการหรือเปลี่ยนเงื่อนไขจนผู้บริโภคต้องรับภาระมากกว่าตอนทำสัญญา ข้อที่ให้บริษัทบอกเลิกได้ทั้งที่ผู้บริโภคไม่ได้ผิดสัญญา และข้อที่ต่ออายุสัญญาอัตโนมัติเมื่อครบกำหนด บริษัทที่ตัดข้อเหล่านี้ออกเองตั้งแต่ร่างแรก ไม่ต้องรอให้ลูกค้าหรือคนที่ลูกค้าไว้ใจอ่านเจอแล้วขอแก้ภายหลัง

### **ช่องญาติผู้ติดต่อในแบบฟอร์มควรเปลี่ยนเป็นอะไร**

เปลี่ยนเป็น "ผู้ที่ลูกค้าให้บริษัทติดต่อ" และไม่บังคับว่าต้องเป็นญาติ ผู้สูงอายุที่ไม่มีคู่สมรสหรือบุตรจะกรอกชื่อเพื่อนหรือเพื่อนบ้านได้โดยไม่ต้องอธิบายว่าทำไมไม่มีญาติ ถ้าระบบของบริษัทบังคับเลือกความสัมพันธ์จากรายการ ให้เพิ่มตัวเลือก "เพื่อน" และ "อื่น ๆ" คำถามในแบบฟอร์มที่สมมติว่าลูกค้าทุกคนมีลูกหลาน ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้รู้สึกว่าบริการไม่ได้ออกแบบมาสำหรับตัวเอง แนวคิดเดียวกันใช้ได้กับแบบฟอร์มของลูกค้าทุกวัยที่ไม่มีบุตร ดูตัวเลขประกอบได้จาก[Childfree ในไทย ผลสำรวจ UNFPA แยกไม่อยากมีลูกกับมีไม่ได้](https://phygital.co.th/insights/childfree-marketing-thailand-birth-rate)

## เอกสารที่ลูกค้าโสดสูงวัยเตรียมไว้ก่อนเซ็นสัญญาจ้างดูแล

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเผยแพร่แบบฟอร์มหนังสือแสดงเจตนาให้ประชาชนดาวน์โหลดได้ ส่วน สคบ. ประกาศรายการที่สัญญาจ้างคนดูแลต้องมีไว้ในราชกิจจานุเบกษา ลูกค้าที่ไม่มีคู่สมรสหรือบุตรใช้สองแหล่งนี้เตรียมเอกสารสี่ชิ้นก่อนเซ็นสัญญาได้ และบริษัทที่ให้บริการก็ใช้รายการเดียวกันเป็นรายการตรวจก่อนรับลูกค้าใหม่

1. **หนังสือแสดงเจตนาฉบับล่าสุด** ลงชื่อผู้ทำและพยานแล้ว พร้อมสำเนาสำหรับโรงพยาบาลที่รักษาประจำ
2. **ชื่อและเบอร์ของคนที่ลูกค้าเลือกให้บริษัทติดต่อ** จะเป็นญาติ เพื่อน หรือเพื่อนบ้านก็ได้ และคนนั้นรู้แล้วว่าถูกระบุชื่อไว้
3. **หนังสือแสดงรายละเอียดพนักงานจากบริษัท** มีชื่อ อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และหลักสูตรที่ผ่าน
4. **สัญญาที่ตรวจแล้วว่าไม่มีข้อต้องห้ามตามข้อ 4** โดยเฉพาะข้อริบเงินล่วงหน้าและข้อต่ออายุสัญญาอัตโนมัติ

### **ชื่อผู้ติดต่อทำให้เอกสารอีกสามชิ้นใช้งานได้อย่างไร**

เอกสารทั้งสามชิ้นต้องมีคนรับรู้ ชิ้นที่สองจึงเป็นชิ้นที่บริษัทถามได้ตั้งแต่พบลูกค้าครั้งแรก หนังสือแสดงเจตนาต้องมีคนรู้ว่าอยู่ที่ไหน สัญญาจ้างต้องมีคนที่บริษัทแจ้งได้เมื่อพนักงานไม่มาทำงาน บริษัทที่ถามข้อนี้ตั้งแต่ตอนแรกพบลูกค้า ด้วยถ้อยคำที่ไม่สมมติว่าลูกค้ามีครอบครัว จะได้ข้อมูลที่ใช้ได้จริงในวันที่ลูกค้าติดต่อเองไม่ได้ และได้ความไว้ใจจากลูกค้ากลุ่มนี้ไปพร้อมกัน

## สรุป

ผู้สูงอายุไทยที่เป็นโสดมีร้อยละ 5.7 และผู้ที่อยู่คนเดียวมีร้อยละ 12.9 ตามผลสำรวจรอบล่าสุดของ สสช. ขณะที่ผู้ดูแลหลักเกือบทั้งหมดยังเป็นบุตร คู่สมรส หรือญาติ และผู้รับจ้างดูแลเป็นเพียงร้อยละ 2.2 ของผู้ดูแลทั้งหมด ผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัวเป็นผู้ดูแลมีเครื่องมือทางกฎหมายอยู่แล้วสองชิ้น หนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ผู้ทำลงชื่อพร้อมพยาน แจ้งโรงพยาบาลหรือคนใกล้ตัว และยกเลิกได้เมื่อเปลี่ยนใจ ส่วนประกาศปี 2559 ของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา บังคับให้สัญญาจ้างคนดูแลที่บ้านระบุรายละเอียดพนักงาน ให้สิทธิ์เลิกสัญญาสามกรณี คืนเงินล่วงหน้าภายในสิบห้าวัน และห้ามข้อสัญญาหกลักษณะ ธุรกิจที่ให้บริการผู้สูงอายุปรับได้ทันทีจากแบบฟอร์มรับลูกค้า เปลี่ยนช่องญาติเป็นผู้ที่ลูกค้าให้ติดต่อ ถามเรื่องหนังสือแสดงเจตนา และส่งรายละเอียดพนักงานให้ครบตามประกาศ

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ผู้สูงอายุไทยที่อยู่คนเดียวมีสัดส่วนเท่าไร

ร้อยละ 12.9 ตามผลสำรวจรอบล่าสุดของ สสช. เทียบกับร้อยละ 3.6 ในรอบปี 2537

### หนังสือแสดงเจตนาต้องใช้แบบฟอร์มของรัฐหรือไม่

ไม่ต้อง แผ่นความรู้ของ สช. ระบุว่าใช้แบบฟอร์มของ สช. หรือจัดทำเองทั้งฉบับก็ได้ สิ่งที่ต้องมีคือลายมือชื่อผู้ทำและพยาน

### ทำหนังสือแสดงเจตนาแล้วยังได้รับการดูแลจากแพทย์หรือไม่

ได้ สช. อธิบายว่าผู้ป่วยยังได้รับการดูแลแบบประคับประคองที่มุ่งให้มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดตามสภาพร่างกาย สิ่งที่ผู้ป่วยปฏิเสธได้มีเพียงบริการที่ยืดการตายในวาระสุดท้ายเท่านั้น

### บริษัทรับดูแลผู้สูงอายุที่บ้านต้องคืนเงินภายในกี่วันเมื่อลูกค้าเลิกสัญญา

สิบห้าวันหลังได้รับหนังสือบอกเลิก ตามข้อ 3 (9) ของประกาศปี 2559 ของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ถ้าคืนไม่ครบหรือช้ากว่ากำหนด บริษัทต้องจ่ายเบี้ยปรับในอัตราเดียวกับที่เรียกจากผู้บริโภคเมื่อผิดสัญญา

### ผู้ดูแลผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ผ่านการอบรมหรือไม่

ส่วนใหญ่ยังไม่เคย ผู้ดูแลที่ตอบสัมภาษณ์ในรอบปี 2567 ร้อยละ 89.0 ไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ และผ่านหลักสูตรแบบเป็นทางการเพียงร้อยละ 3.5

## ลูกค้าที่อยู่คนเดียวกรอกแบบฟอร์มของบริษัทได้ครบทุกช่องโดยไม่ต้องมีญาติ

ทีม PHYGITAL AGENCY ปรับแบบฟอร์มรับลูกค้าให้ใช้ถ้อยคำที่ไม่สมมติว่าลูกค้ามีครอบครัว จัดทำคู่มือฉบับพิมพ์ที่รวมรายละเอียดพนักงานและสิทธิ์ตามสัญญาไว้ในเล่มเดียว และออกแบบรูปเล่มให้ผู้สูงอายุอ่านได้สบายตา

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
