# ทำเลสันทราย-แม่โจ้ คำว่าออร์แกนิกบนฉลากต้องมีใบรับรอง

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/san-sai-mae-jo-university-community-mall-location · เผยแพร่ 8 มกราคม 2565 · อ่าน 15 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

มกษ. 9000-2564 ให้ใช้คำว่าอินทรีย์หรือออร์แกนิกได้เมื่อผ่านหน่วยรับรอง ผลิตภัณฑ์ต้องมีส่วนประกอบอินทรีย์ร้อยละ 95 และแปลงผักต้องปรับเปลี่ยน 12 เดือนก่อนปลูก

## Key Takeaways

- **มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9000-2564 ข้อ 11.3 ให้แสดงฉลากหรือกล่าวอ้างว่าเป็น "อินทรีย์" "เกษตรอินทรีย์" "ออร์แกนิก" หรือ "organic" ได้เมื่อผ่านเงื่อนไขครบ 7 ข้อ** — ซึ่งรวมถึงการได้รับการรับรองจากหน่วยรับรองและการระบุชื่อหรือรหัสของหน่วยรับรองบนฉลาก
- **อาหารแปรรูปที่จะติดคำว่า "อินทรีย์" ต้องมีส่วนประกอบอินทรีย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95** — ไม่นับน้ำและเกลือ ถ้ามีร้อยละ 70 ถึงต่ำกว่า 95 ใช้ได้เพียงข้อความ "ทำจากส่วนประกอบอาหารที่เป็นอินทรีย์" และถ้าต่ำกว่าร้อยละ 70 อ้างว่าเป็นอินทรีย์ไม่ได้
- **แปลงพืชล้มลุกต้องจัดการแบบอินทรีย์อย่างน้อย 12 เดือนก่อนปลูก และพืชยืนต้นอย่างน้อย 18 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวผลิตผลอินทรีย์ครั้งแรก** — ตามภาคผนวก ข ข้อ ข.5.1 ผลผลิตในช่วงนี้ติดได้เพียงข้อความ "ช่วงปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์"

ผู้ขายสินค้าเกษตรย่านแม่โจ้ที่อยากชูจุดขายเรื่องปลอดสาร ต้องรู้ก่อนว่าคำที่ใช้บนฉลากคำไหนเขียนได้ และคำไหนต้องมีการรับรอง อำเภอสันทรายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีแปลงผักและสวนผลไม้ ร้านอาหารสุขภาพ ตลาดนัด และคอมมูนิตี้มอลล์ตามถนนเชียงใหม่-พร้าว ผู้ประกอบการหลายกลุ่มในย่านนี้ขายสินค้าที่เกี่ยวกับการเกษตร ตั้งแต่เกษตรกรที่ขายผักสด ผู้แปรรูปที่ทำน้ำพริกหรือน้ำสลัด ไปจนถึงคาเฟ่ที่ใช้วัตถุดิบจากฟาร์มใกล้เคียง

เมื่อผู้ขายเหล่านี้ใช้คำว่า "อินทรีย์" หรือ "ออร์แกนิก" บนฉลาก เมนู หรือโพสต์ขายสินค้า คำนั้นมีเงื่อนไขกำกับอยู่ในมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9000-2564 ซึ่งสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติเป็นผู้จัดทำ บทนี้เรียงเงื่อนไขเหล่านั้นจากตัวมาตรฐาน ฟิจิทัล เอเจนซี ใช้เงื่อนไขชุดนี้ตรวจข้อความทุกชิ้นก่อนวางแผนสื่อสารให้ธุรกิจที่ขายสินค้าเกษตร

## ฐานเรียนรู้สมุนไพรอินทรีย์ในมหาวิทยาลัยแม่โจ้

[ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชสมุนไพรอินทรีย์](https://archives.mju.ac.th/intellectualhub/?p=7155) เป็นฐานเรียนรู้ของคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตั้งอยู่ในสำนักฟาร์มของมหาวิทยาลัย หน้าข้อมูลของศูนย์ระบุว่าถ่ายทอดการจัดการผลิตพืชสมุนไพรอินทรีย์ตามมาตรฐาน IFOAM ทั้งการปลูกในแปลงและในโรงเรือน

| หัวข้อที่ศูนย์ถ่ายทอด | รายละเอียดตามหน้าข้อมูลของศูนย์                                                          |
| ------------------------ | ---------------------------------------------------------------------------------------------- |
| พืชที่ปลูก             | ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน กระชายดำ กระชายขาว ไพล บัวบก ฟ้าทะลายโจร มะกรูด ดีปลี ว่านหางจระเข้ |
| การอารักขาพืช          | ใช้พืชสมุนไพรและสารสกัดจากพืชในการจัดการศัตรูพืช                                   |
| การแปรรูป               | สกัดน้ำมันหอมระเหยด้วยการกลั่นด้วยไอน้ำ และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากตะไคร้หอมอินทรีย์   |
| กลุ่มผู้เรียน          | เกษตรกร ผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป                              |

ผู้ประกอบการในสันทรายที่ต้องการทำสินค้าจากสมุนไพรอินทรีย์จึงมีแหล่งเรียนรู้การผลิตอยู่ในอำเภอเดียวกัน แต่การเรียนวิธีผลิตกับการได้สิทธิ์ใช้คำว่าอินทรีย์บนฉลากเป็นคนละขั้นตอน ขั้นหลังต้องผ่านหน่วยรับรองตามที่อธิบายในหัวข้อถัดไป

### มกษ. 9000-2564 ต่างจากฉบับก่อนอย่างไร

คำนำของ[มกษ. 9000-2564](https://riceaudit.ricethailand.go.th/odit2/web/work/%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A9.9000-2564.pdf) ระบุว่าปรับปรุงจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เล่ม 1 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552 และรวมมาตรฐานที่เคยแยกตามกลุ่มสินค้า ได้แก่ พืชอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ ปลาสลิดอินทรีย์ อาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์ ปศุสัตว์อินทรีย์ และผึ้งอินทรีย์ ไว้ในฉบับเดียว โดยใช้แนวทางของ Codex CXG 32-1999 มาตรฐานเกษตรอินทรีย์อาเซียนปี 2014 ระเบียบสหภาพยุโรป 2018/848 และบรรทัดฐานของ IFOAM ปี 2014

## ฉลากที่มีคำว่าอินทรีย์ต้องผ่านเงื่อนไข 7 ข้อ

ข้อ 11.3 ของมาตรฐานกำหนดว่าการแสดงฉลากหรือกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ ออร์แกนิก หรือ organic จะทำได้ต่อเมื่อผ่านเงื่อนไขทุกข้อต่อไปนี้

| ข้อ    | เงื่อนไข                                                                                                         |
| ------ | ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| 11.3.1 | ผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์มาจากระบบการผลิตแบบอินทรีย์ตามมาตรฐานนี้                                          |
| 11.3.2 | ส่วนประกอบทุกชนิดที่มาจากการเกษตรมาจากระบบการผลิตแบบอินทรีย์                                        |
| 11.3.3 | ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากการเกษตรใช้ได้เฉพาะรายการในภาคผนวก ก ตารางที่ ก.6                          |
| 11.3.4 | ผลิตภัณฑ์หนึ่งต้องไม่มีส่วนประกอบชนิดเดียวกันที่มาจากทั้งการผลิตอินทรีย์และไม่ใช่อินทรีย์ปนกัน |
| 11.3.5 | ไม่เป็นสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม ไม่ผ่านการฉายรังสี และไม่ใช้สารนอกรายการในภาคผนวก ก         |
| 11.3.6 | ผลิต จัดเตรียม หรือนำเข้าโดยผู้ประกอบการที่ได้รับการตรวจและรับรองเกษตรอินทรีย์                   |
| 11.3.7 | ได้รับการรับรองจากหน่วยรับรอง และฉลากระบุชื่อหรือรหัสของหน่วยรับรอง                                |

ข้อ 11.3 ใช้คำว่า "การแสดงฉลากหรือกล่าวอ้าง" จึงครอบคลุมทั้งข้อความบนบรรจุภัณฑ์และข้อความที่ผู้ขายใช้อ้างถึงสินค้า ร้านอาหารที่เขียนว่า "ผักออร์แกนิก" บนเมนูจึงควรเก็บหลักฐานการรับรองของผู้ส่งผักไว้ตรวจได้ทุกเมื่อ

### ข้อ 11.3.4 มีผลกับร้านที่ซื้อผักจากหลายแหล่งอย่างไร

ข้อนี้ห้ามผลิตภัณฑ์หนึ่งมีส่วนประกอบชนิดเดียวกันที่มาจากทั้งแหล่งอินทรีย์และไม่ใช่อินทรีย์ ผู้แปรรูปที่ทำน้ำพริกจากพริกสองแหล่ง แหล่งหนึ่งได้รับการรับรองและอีกแหล่งไม่ได้รับ จึงติดฉลากว่าอินทรีย์ไม่ได้ แม้สัดส่วนพริกอินทรีย์จะสูงก็ตาม ทางแก้คือแยกสายการผลิตและแยกล็อตวัตถุดิบ หรือซื้อวัตถุดิบชนิดนั้นจากแหล่งที่ได้รับการรับรองทั้งหมด

## ร้อยละ 95 และร้อยละ 70 ของส่วนประกอบ

ข้อ 11.6 เพิ่มเงื่อนไขสำหรับอาหารอินทรีย์ โดยใช้สัดส่วนของส่วนประกอบที่เป็นอินทรีย์เป็นเกณฑ์แบ่งข้อความที่ใช้ได้ สัดส่วนคิดโดยน้ำหนักสำหรับของแข็งหรือโดยปริมาตรสำหรับของเหลว และไม่นับน้ำกับเกลือ

| ส่วนประกอบอินทรีย์ในผลิตภัณฑ์สุดท้าย | ข้อความที่ใช้ได้                                                               | ข้อ    |
| ----------------------------------------- | -------------------------------------------------------------------------------- | ------ |
| ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95                  | "อินทรีย์" พร้อมเครื่องหมายรับรอง                                              | 11.6.2 |
| ร้อยละ 70 ถึงต่ำกว่า 95                | "ทำจากส่วนประกอบอาหารที่เป็นอินทรีย์" หรือคำที่มีความหมายเหมือนกัน | 11.6.3 |
| ต่ำกว่าร้อยละ 70                       | ห้ามอ้างว่าเป็นอินทรีย์ ใช้คำว่าอินทรีย์ได้เฉพาะในรายการส่วนประกอบ  | 11.6.4 |

ข้อ 11.6.1 ยังกำหนดให้ฉลากแสดงส่วนประกอบทั้งหมดเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณ เรียงจากมากไปน้อย ทั้งส่วนที่เป็นอินทรีย์และไม่เป็นอินทรีย์ สมุนไพรและเครื่องเทศที่มีน้อยกว่าร้อยละ 2 ของน้ำหนักทั้งหมดเขียนรวมว่า "สมุนไพร" หรือ "เครื่องเทศ" ได้ และข้อ 11.6.6 ให้รายการส่วนประกอบทุกชนิดใช้สี รูปแบบ และขนาดตัวอักษรเดียวกัน ผู้ผลิตจึงเน้นเฉพาะชื่อส่วนประกอบที่เป็นอินทรีย์ด้วยตัวอักษรใหญ่หรือสีต่างไม่ได้

ตัวอย่างสมมติ น้ำสลัดขวดหนึ่งไม่นับน้ำและเกลือมีน้ำหนักส่วนประกอบ 200 กรัม ใช้น้ำมันและผักอินทรีย์ 150 กรัม คิดเป็นร้อยละ 75 ขวดนี้เขียนว่า "ทำจากส่วนประกอบอาหารที่เป็นอินทรีย์" ได้ แต่ติดคำว่า "น้ำสลัดอินทรีย์" ไม่ได้ จนกว่าส่วนประกอบอินทรีย์จะถึง 190 กรัม

### ส่วนประกอบที่ไม่ใช่อินทรีย์ในสูตรร้อยละ 95 ใช้อะไรได้บ้าง

ข้อ 11.6.2 กำหนดว่าส่วนที่ไม่ใช่อินทรีย์ต้องไม่มาจากการดัดแปรพันธุกรรม ไม่ผ่านการฉายรังสี และไม่ใช้สารช่วยในการผลิตที่ไม่อยู่ในภาคผนวก ก ตารางที่ ก.6 และ ก.7 ผู้ผลิตควรขอเอกสารยืนยันเรื่องนี้จากผู้ขายวัตถุดิบทุกราย เพราะเงื่อนไขนี้ใช้กับส่วนประกอบที่ไม่ใช่อินทรีย์ทุกชนิดในสูตร

## 12 เดือนสำหรับผัก 18 เดือนสำหรับไม้ผล

ภาคผนวก ข ข้อ ข.5.1 กำหนดระยะการปรับเปลี่ยนขั้นต่ำก่อนผลิตผลพืชจะได้สถานะอินทรีย์ นับตั้งแต่ผู้ประกอบการนำมาตรฐานไปปฏิบัติและสมัครขอรับการรับรองจากหน่วยรับรอง

| ชนิดพืช                                            | ระยะปรับเปลี่ยนขั้นต่ำ                          |
| --------------------------------------------------- | --------------------------------------------------- |
| พืชล้มลุก เช่น ผักสลัด ผักใบ                     | 12 เดือนก่อนปลูก                                  |
| พืชยืนต้น เช่น ไม้ผล                              | 18 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวผลิตผลอินทรีย์ครั้งแรก |
| พืชจากทุ่งหญ้าที่ใช้เป็นอาหารสัตว์อินทรีย์ | 12 เดือน                                            |

ข้อ ข.5.2 ให้ลดระยะนี้ได้ถ้ามีหลักฐานตรวจสอบได้ว่าพื้นที่ไม่ได้ใช้สารหรือปัจจัยการผลิตที่ห้ามใช้มานานกว่าระยะที่กำหนด ส่วนข้อ ข.5.3 ให้หน่วยรับรองเพิ่มระยะได้ถ้าประวัติการใช้พื้นที่แสดงว่ามีการปนเปื้อน เกษตรกรที่เพิ่งเช่าที่ดินในสันทรายมาปลูกผักจึงควรขอประวัติการใช้สารของแปลงจากเจ้าของที่ดินก่อนเริ่มนับเวลา

### ผลผลิตระหว่างปรับเปลี่ยนขายโดยบอกว่าเป็นอินทรีย์ได้หรือไม่

ไม่ได้ ข้อ 11.4 อนุญาตให้ผลผลิตที่หน่วยรับรองตรวจแล้วว่าอยู่ในระบบอินทรีย์แสดงข้อความ "ผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ช่วงปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์" แต่ห้ามแสดงเครื่องหมายรับรองที่ทำให้เข้าใจผิดว่าได้รับการรับรองเป็นอินทรีย์แล้ว ข้อ 11.5 ให้ฉลากแยกผลผลิตช่วงปรับเปลี่ยนออกจากผลผลิตอินทรีย์อย่างชัดเจน ผู้ขายจึงควรตั้งราคาและเขียนป้ายของผลผลิตสองกลุ่มนี้แยกกัน

### ถ้าจะส่งออก ระยะปรับเปลี่ยนยาวกว่านี้หรือไม่

ยาวกว่า [เอกสารการจัดการความรู้เรื่องการรับรองแบบมีส่วนร่วมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม](https://alro.go.th/uploads/org/tech%5Ftrans/files/Km%20%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%20%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%20PGS.pdf) ปี 2562 มีตารางเทียบมาตรฐานที่ระบุว่ามาตรฐานของสหภาพยุโรปใช้ 24 เดือนสำหรับพืชล้มลุกและ 36 เดือนสำหรับพืชยืนต้น ส่วนมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาใช้ 36 เดือนนับจากการใช้สารเคมีครั้งสุดท้าย ตารางนี้อ้างที่มาส่วนหนึ่งจากเอกสารของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ปี 2558 ผู้ผลิตที่วางแผนส่งออกควรตรวจข้อกำหนดฉบับปัจจุบันของตลาดปลายทางอีกครั้งก่อนวางแผนการผลิต

## รับรองโดยบุคคลที่สาม หรือรับรองแบบมีส่วนร่วม

เอกสารของ ส.ป.ก. ฉบับเดียวกันอธิบายว่าการรับรองเกษตรอินทรีย์มีสองแบบ แบบแรกคือหน่วยรับรองอิสระเป็นผู้ตรวจ แบบที่สองคือระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System หรือ PGS) ซึ่ง IFOAM สนับสนุนหลังการประชุมที่ประเทศบราซิลในเดือนเมษายน 2547

| หัวข้อ                      | รับรองโดยหน่วยรับรองอิสระ                                                           | รับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS)                                                             |
| --------------------------- | --------------------------------------------------------------------------------------- | ----------------------------------------------------------------------------------------- |
| ผู้ตรวจ                    | หน่วยรับรองภายนอก                                                                     | สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและผู้เกี่ยวข้องหมุนเวียนตรวจแปลงกันเอง                       |
| ข้อสังเกตในเอกสาร ส.ป.ก. | ข้อกำหนดเข้มงวดและค่าธรรมเนียมการตรวจค่อนข้างสูงสำหรับผู้ขายในท้องถิ่น | มีเป้าหมายการผลิตเพื่อจำหน่ายภายในพื้นที่เป็นหลัก ต้นทุนไม่มาก                |
| คุณสมบัติผู้เข้าร่วม     | ตามข้อกำหนดของหน่วยรับรอง                                                          | ผู้ผลิตที่ผลิตคล้ายกันหรืออยู่หมู่บ้านเดียวกันตั้งแต่ 5 รายขึ้นไป             |
| เอกสาร                      | ตามข้อกำหนดของหน่วยรับรอง                                                          | มาตรฐานของกลุ่ม ระบบตรวจภายใน บทลงโทษ รายชื่อ และแผนการผลิตเป็นลายลักษณ์อักษร |

เอกสารของ ส.ป.ก. ระบุว่าการรับรองโดยองค์กรอิสระมีค่าธรรมเนียมการตรวจค่อนข้างสูงสำหรับผู้ผลิตรายย่อยที่ขายในท้องถิ่น และระบบ PGS ช่วยลดต้นทุนนี้ เกษตรกรในสันทรายที่ขายตรงให้ร้านอาหารหรือตลาดนัดในอำเภอจึงมีทางเลือกรวมกลุ่มอย่างน้อย 5 รายเพื่อทำระบบนี้

### ร้านที่รับผักจากกลุ่ม PGS ควรเขียนเมนูอย่างไร

ควรเขียนตามสิ่งที่ตรวจสอบได้ เช่น ระบุชื่อกลุ่มผู้ผลิตและระบบที่รับรอง ไม่ควรเขียนชื่อหน่วยงานที่ไม่ได้เป็นผู้ตรวจรับรองกลุ่มนั้นจริง ร้านควรขอสำเนาเอกสารการรับรองของกลุ่มพร้อมรายการผลผลิตที่ครอบคลุม และตรวจวันที่ของเอกสารทุกครั้งที่ต่อสัญญาซื้อ

## แนวกันชนเมื่อแปลงข้างเคียงใช้สารเคมี

ข้อ 2.8 นิยามแนวกันชนว่าเป็นแนวเขตที่ใช้กั้นบริเวณการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีจากบริเวณข้างเคียง ข้อ 5.5.1 ไม่ได้กำหนดความกว้างตายตัว แต่ให้ขนาดขึ้นกับความเสี่ยงของการปนเปื้อนและสภาพภูมิอากาศการเกษตรของท้องถิ่น ภาคผนวก ข ข้อ ข.7.1 ยกตัวอย่างวิธีป้องกันไว้ เช่น สิ่งกีดขวาง คันกั้น หรือการปลูกพืชเป็นแนวกันชน

แปลงผักขนาดเล็กที่อยู่ติดสวนหรือนาที่ใช้สารเคมีต้องเสียพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นแนวกันชน ผู้ที่เช่าหรือซื้อที่ดินเพื่อทำเกษตรอินทรีย์ควรเดินดูรอบแปลงก่อนตัดสินใจ ว่าแปลงข้างเคียงปลูกอะไร ใช้น้ำจากทางใด และมีทางน้ำไหลผ่านจากแปลงอื่นหรือไม่ ที่ดินที่ต้องเว้นแนวกันชนกว้างทำให้พื้นที่ปลูกจริงเหลือน้อยกว่าเนื้อที่ในโฉนด ข้อกำหนดการใช้ที่ดินตามผังเมืองรวมของอำเภอรอบนอกดูได้ใน[ทำเลหางดง เช็กสีผังเมืองปี 2569 ก่อนสร้างหมู่บ้านหรือร้าน](https://phygital.co.th/insights/hang-dong-international-school-luxury-village-location)

### อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับแปลงทั่วไปต้องจัดการอย่างไร

ข้อ 5.5.2 ให้มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนจากการใช้อุปกรณ์ รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก และบันทึกการทำความสะอาด เกษตรกรที่ยืมเครื่องพ่นหรือรถเก็บเกี่ยวจากเพื่อนบ้านจึงต้องล้างอุปกรณ์และจดบันทึกทุกครั้ง การบันทึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดในข้อ 5.5.2 เอง

## ฟิจิทัล เอเจนซี วางแผนสื่อสารสินค้าอินทรีย์อย่างไร

งานเริ่มจากรวบรวมข้อความทุกจุดที่ธุรกิจใช้อ้างถึงสินค้า ได้แก่ ฉลาก เมนู ป้ายหน้าร้าน หน้าร้านออนไลน์ และโพสต์ขายสินค้า แล้วเทียบแต่ละข้อความกับข้อ 11.3 ถึง 11.6 ว่าสินค้าชิ้นนั้นมีเอกสารรับรองรองรับหรือไม่ และสัดส่วนส่วนประกอบอินทรีย์อยู่ในช่วงใด

จากนั้นวางข้อความใหม่ให้ตรงกับสถานะจริงของสินค้า สินค้าที่ยังอยู่ช่วงปรับเปลี่ยนใช้ข้อความตามข้อ 11.4 และเล่าเรื่องแหล่งผลิตด้วยข้อเท็จจริงที่ตรวจได้ เช่น ชื่อฟาร์ม ตำบล และวิธีปลูก ย่านที่มีนักศึกษาเป็นลูกค้าหลักอธิบายไว้ใน[ทำเลหน้า มช.-อ่างแก้ว-หลัง มช.](https://phygital.co.th/insights/cmu-ang-kaew-university-market-location)

### ธุรกิจที่ยังไม่มีใบรับรองควรสื่อสารอะไร

สื่อสารสิ่งที่ตรวจได้โดยไม่ใช้คำว่าอินทรีย์หรือออร์แกนิก เช่น ระยะทางจากแปลงถึงร้าน วันที่เก็บเกี่ยว ชื่อเกษตรกร และภาพแปลงปลูก ข้อความเหล่านี้ไม่ต้องผ่านหน่วยรับรอง และยังใช้ต่อได้หลังจากได้รับการรับรองแล้ว

## เอกสารสามชุดที่ผู้ขายควรเก็บไว้

ชุดแรกคือใบรับรองของผลผลิตหรือของผู้ส่งวัตถุดิบ ที่ระบุชื่อหน่วยรับรอง รายการสินค้าที่ครอบคลุม และวันหมดอายุ ชุดที่สองคือสูตรการผลิตพร้อมน้ำหนักของส่วนประกอบทุกชนิด เพื่อคำนวณว่าสินค้าอยู่ในช่วงร้อยละ 95 หรือร้อยละ 70 ชุดที่สามคือบันทึกการผลิต การทำความสะอาดอุปกรณ์ และแนวกันชนของแปลง

เมื่อมีเอกสารครบ ผู้ขายเลือกข้อความบนฉลากและเมนูได้ตรงกับสถานะจริง และตอบคำถามของลูกค้าหรือหน่วยรับรองได้ทันที ผู้ที่ยังไม่มีเอกสารควรเริ่มจากการสมัครกับหน่วยรับรองหรือรวมกลุ่มทำระบบ PGS แล้วใช้ช่วงปรับเปลี่ยนสื่อสารแหล่งผลิตด้วยข้อเท็จจริงที่ตรวจได้

## สรุป

มกษ. 9000-2564 ข้อ 11.3 ให้ใช้คำว่าอินทรีย์หรือออร์แกนิกบนฉลากและในการกล่าวอ้างได้เมื่อได้รับการรับรองและระบุชื่อหรือรหัสของหน่วยรับรอง อาหารแปรรูปต้องมีส่วนประกอบอินทรีย์ร้อยละ 95 จึงติดคำว่าอินทรีย์ได้ ส่วนช่วงร้อยละ 70 ถึงต่ำกว่า 95 ใช้ได้เพียงข้อความว่าทำจากส่วนประกอบอินทรีย์ แปลงผักต้องปรับเปลี่ยนอย่างน้อย 12 เดือนก่อนปลูก และไม้ผล 18 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว ผู้ผลิตและร้านในสันทราย-แม่โจ้จึงควรเก็บใบรับรอง สูตรการผลิต และบันทึกแปลงให้ครบ ก่อนใช้คำเหล่านี้ขายสินค้า

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ปลูกผักเองโดยไม่ใช้สารเคมี แต่ไม่ได้ขอรับรอง เขียนว่าผักอินทรีย์ได้หรือไม่

ตามข้อ 11.3.7 การแสดงฉลากหรือกล่าวอ้างว่าเป็นอินทรีย์ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยรับรอง และระบุชื่อหรือรหัสของหน่วยรับรองบนฉลาก ผู้ปลูกที่ยังไม่ได้รับการรับรองควรใช้ข้อความที่อธิบายวิธีปลูกตามจริงแทน และเริ่มนับระยะปรับเปลี่ยนโดยสมัครกับหน่วยรับรอง

### คาเฟ่ที่ใช้นมอินทรีย์แต่ใช้น้ำตาลทั่วไป เรียกเครื่องดื่มว่าลาเต้ออร์แกนิกได้หรือไม่

ขึ้นกับสัดส่วน ข้อ 11.6.2 ให้ใช้คำว่าอินทรีย์กับผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบอินทรีย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ไม่นับน้ำและเกลือ ถ้าสัดส่วนต่ำกว่านั้น ร้านเขียนได้ว่าใช้นมอินทรีย์ในรายการส่วนประกอบ ตามข้อ 11.6.4 ซึ่งให้ใช้คำว่าอินทรีย์ระบุลักษณะของส่วนประกอบได้

### ต้องแสดงอะไรบนฉลากนอกจากคำว่าอินทรีย์

ข้อ 11.1 ให้แสดงฉลากตามข้อกำหนดของมาตรฐานการแสดงฉลากสินค้าเกษตร มกษ. 9060 และข้อ 11.6.5 ให้แสดงร้อยละโดยประมาณของส่วนประกอบทั้งหมดรวมวัตถุเจือปนอาหาร ไม่รวมน้ำและเกลือ โดยวางข้อความที่อ้างว่าเป็นอินทรีย์ไว้ในบริเวณที่เห็นได้ชัด เกณฑ์สีและขนาดตัวอักษรของข้อความบังคับและกรอบข้อมูลโภชนาการบนฉลากอาหารอธิบายไว้ใน[ออกแบบโลโก้และสติกเกอร์ ข้อความบังคับบนฉลากที่ต้องรู้](https://phygital.co.th/insights/logo-sticker-design-sme)

### อาหารสัตว์อินทรีย์ใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่

ข้อ 11.7 ให้อาหารสัตว์ที่อ้างว่าเป็นอินทรีย์ผ่านข้อ 11.3 ถึง 11.5 เหมือนอาหารของคน และต้องมาจากการผลิตแบบอินทรีย์อย่างน้อยร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ผู้เลี้ยงสัตว์ที่ขายไข่หรือเนื้อสัตว์อินทรีย์ต้องตรวจอาหารสัตว์ที่ซื้อด้วย

### ถ้าเคยใช้สารเคมีในแปลงเมื่อสองปีก่อน ต้องรอครบ 12 เดือนอีกหรือไม่

ข้อ ข.5.2 ให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่หรือหน่วยรับรองยอมรับการลดระยะปรับเปลี่ยนได้ ถ้ามีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ว่าไม่มีการใช้สารหรือปัจจัยการผลิตที่ห้ามใช้ในพื้นที่มานานกว่า 12 เดือนสำหรับพืชล้มลุก หรือ 18 เดือนสำหรับพืชยืนต้น หลักฐานที่ใช้ได้ขึ้นกับการพิจารณาของหน่วยรับรอง

### ครัวเดียวกันผลิตทั้งสูตรอินทรีย์และสูตรทั่วไปได้หรือไม่

ได้ ข้อ 7.3 ให้แยกผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ช่วงปรับเปลี่ยน และผลิตภัณฑ์ทั่วไปออกจากกันด้วยเวลาหรือสถานที่ โดยผู้ประกอบการต้องแจ้งหน่วยรับรอง เก็บวัตถุดิบและสินค้าแต่ละกลุ่มแยกกันทั้งก่อนและหลังการผลิต จัดทำทะเบียนปริมาณที่แปรรูป ชี้บ่งรุ่นให้ชัด และผลิตสูตรอินทรีย์หลังทำความสะอาดอุปกรณ์แล้วเท่านั้น ร้านที่มีครัวเดียวจึงควรกำหนดวันหรือช่วงเวลาผลิตสูตรอินทรีย์แยกไว้

## ฉลาก เมนู และโพสต์ขายของร้านคุณใช้คำว่าออร์แกนิกตรงกับเอกสารรับรองที่มีอยู่จริงหรือไม่

ให้ PHYGITAL AGENCY ตรวจข้อความขายทุกจุดเทียบกับเงื่อนไขของ มกษ. 9000-2564 แล้ววางคอนเทนต์ที่เล่าแหล่งผลิตด้วยข้อเท็จจริง สำหรับเกษตรกร ผู้แปรรูป และร้านอาหารในสันทราย แม่โจ้ และอำเภอรอบนอกของเชียงใหม่

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
