# กรณีศึกษาเครือสหพัฒน์ ส่งถึงร้านค้าดั้งเดิมกว่า 84,000 ร้าน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/saha-group-case-study-brand-and-distribution-portfolio · เผยแพร่ 25 มิถุนายน 2567 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

กรณีศึกษาเครือสหพัฒน์จาก One Report ปี 2568 ของสหพัฒนพิบูล คลังกว่า 76 แห่งส่งสินค้าถึงร้านค้าดั้งเดิมกว่า 84,000 ร้าน และคู่ค้ารายสำคัญถูกคัดอย่างไร

## Key Takeaways

- **สหพัฒนพิบูล บริษัทจัดจำหน่ายในเครือสหพัฒน์ ส่งสินค้าจากคลังหลักที่ศรีราชาไปยังช่องทางขายกว่า 90,000 จุดทั่วประเทศ** — ในจำนวนนี้เป็นร้านค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิมกว่า 84,000 ร้าน และร้านค้าสมัยใหม่อีกกว่า 6,000 ร้าน ตัวเลขนี้มาจากรายงานประจำปี 2568 ของบริษัท
- **สหพัฒนพิบูลแบ่งคู่ค้าร้านค้าดั้งเดิมรายสำคัญเป็นสองชั้น** — ชั้นที่ซื้อตรงกับบริษัท 266 ราย และชั้นที่ซื้อต่อจากกลุ่มแรกอีก 3,597 ราย เกณฑ์หลักคือยอดซื้อสินค้าของบริษัท ไลอ้อน และผลิตภัณฑ์มาม่า
- **ปี 2568 สหพัฒนพิบูลมีรายได้จากการขาย 40,835.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.48%** — ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,743.51 ล้านบาท ลดลง 1.18% ในปีที่รายงานบรรยายว่าตลาดมีสงครามราคาและผู้บริโภคระวังการใช้จ่าย

ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยากให้สินค้าไปวางในร้านค้าส่งกับร้านโชห่วยทั่วประเทศ มักติดอยู่ที่คำถามแรก คือจะเดินเข้าร้านเองทีละร้าน หรือฝากไปกับผู้จัดจำหน่ายที่มีคลังและพนักงานขายอยู่แล้ว บทนี้พาไปดูว่าผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ของไทยรายหนึ่งเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับเส้นทางสินค้า วิธีคัดคู่ค้า และตัวเลขทางการเงิน เพื่อให้ผู้ผลิตรู้ว่าต้องเตรียมอะไรก่อนนัดคุย

สหพัฒนพิบูลนับจุดขายปลายทางของตัวเองได้กว่า 90,000 จุด และกว่า 84,000 จุดในนั้นเป็นร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม บริษัทวางตัวเลขนี้ไว้ในย่อหน้าเรื่องคลังสินค้า ห่างจากหน้าผลประกอบการหลายสิบหน้า

บทนี้อ่าน[แบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 ของบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)](https://www.sahapat.co.th/assets/uploads/Investor%5Frelations%5FoneReport/20260403091926%5F726535C9-A912-4243-A2F1-1B80C750408F.pdf) เล่มเดียว แล้วเดินตามเส้นทางของสินค้าตั้งแต่คลังจนถึงร้านค้า ตัวเลขทุกตัวเป็นของสหพัฒนพิบูลและบริษัทย่อย ไม่ใช่ของทั้งเครือสหพัฒน์

## สหพัฒนพิบูลอยู่ตรงไหนในเครือสหพัฒน์

สหพัฒนพิบูลเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2521 ประเภทธุรกิจตามที่ระบุในรายงานคือจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัทเรียกงานหลักของตัวเองว่าการจัดจำหน่ายและการทำการตลาด

ประวัติในรายงานเริ่มที่ปี 2485 จากร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ดชื่อ "เฮียบเซ่งเชียง" ซึ่งต่อมาขยายเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าต่างประเทศ ปี 2495 จึงเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนในเดือนพฤษภาคม 2537 รายงานระบุว่า ดร.เทียม โชควัฒนา เป็นผู้ก่อตั้ง

### สหพัฒนพิบูลขายสินค้าประเภทไหน

รายงานแบ่งสินค้าที่บริษัทจำหน่ายหรือเป็นตัวแทนจำหน่ายเป็นห้ากลุ่ม คืออาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ในครัวเรือน เครื่องปรุงอาหาร ของใช้ส่วนบุคคล และสินค้าอื่น รายชื่อแบรนด์ในแต่ละกลุ่มพิมพ์เป็นภาพโลโก้ บทนี้จึงอ้างเฉพาะแบรนด์ที่ปรากฏเป็นตัวอักษรในเล่ม ได้แก่ผลิตภัณฑ์มาม่าและสินค้าของบริษัท ไลอ้อน

บริษัทมีบริษัทย่อยสี่แห่ง หนึ่งในนั้นคือบริษัท แดรี่ไทย จำกัด ซึ่งผลิตนมเปรี้ยวและโยเกิร์ต อีกแห่งคือบริษัท กรุงเทพ ทาวเวอร์ (1999) จำกัด ที่ทำอาคารให้เช่า รายได้ตามส่วนงานปี 2568 จึงมีทั้งการขายสินค้าอุปโภคบริโภค 40,836 ล้านบาท และอาคารสำนักงานให้เช่า 132 ล้านบาท

## คลัง G080 ที่ศรีราชาและคลังอีกกว่า 76 แห่ง

รายงานบรรยายว่าบริษัทมีคลังหลักและคลังย่อยรวมกว่า 76 แห่งครอบคลุมทุกภูมิภาค สินค้ากระจายออกจากศูนย์กระจายสินค้าหลักที่บริษัทเรียกว่า "คลัง G080" ในอำเภอศรีราชา

| รายการ                                                           | ตัวเลขในรายงาน       |
| ---------------------------------------------------------------- | ---------------------- |
| วันเปิดคลังสินค้าแห่งใหม่ SPC Central Warehouse ที่ศรีราชา | 23 ธันวาคม 2565        |
| พื้นที่ดินของคลังแห่งใหม่                                   | กว่า 70 ไร่            |
| พื้นที่จัดเก็บสินค้าของคลังแห่งใหม่                       | กว่า 40,000 ตารางเมตร |
| คลังหลักและคลังย่อยทั้งหมด                                  | กว่า 76 แห่ง           |
| ช่องทางขายปลายทาง                                            | กว่า 90,000 ช่องทาง   |

สามแถวแรกมาจากหน้าประวัติบริษัท ส่วนชื่อคลัง G080 มาจากหน้าการจัดการคลัง ทั้งสองแห่งอยู่ที่อำเภอศรีราชา แต่รายงานไม่ได้เขียนตรง ๆ ว่าเป็นคลังเดียวกัน หน้าประวัติเชื่อมคลังแห่งใหม่กับนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการเป็นศูนย์โลจิสติกส์ของภูมิภาค นอกจากนี้ยังบอกว่าบริษัทใช้เทคโนโลยีจัดการคลังเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าและวางแผนการกระจาย แต่ไม่ได้ให้ตัวเลขรอบการส่งหรือจำนวนรถ

### ร้านค้าดั้งเดิมกว่า 84,000 ร้านรวมร้านแบบไหนบ้าง

รายงานใช้คำว่า "ร้านค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิม (Traditional Trade)" และอธิบายในส่วนการตลาดว่าหมายถึงร้านค้าส่งขนาดกลางและขนาดใหญ่ รวมทั้งร้านค้าปลีกย่อยทั่วประเทศ ส่วนอีกกว่า 6,000 ร้านเป็นร้านค้าสมัยใหม่ ได้แก่ซูเปอร์สโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางพิเศษ ตัวเลข 84,000 จึงนับจุดที่สินค้าไปถึง ไม่ได้บอกว่าร้านเหล่านั้นซื้อตรงกับบริษัททั้งหมด

## สินค้าเดินไปถึงร้านผ่านสี่ช่องทาง

ส่วนนโยบายการตลาดของรายงานแบ่งช่องทางจำหน่ายเป็นสี่กลุ่ม และบอกว่าบริษัทขายทั้งแบบเงินสดและแบบให้เครดิตกับร้านค้า

1. **ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade)** ได้แก่ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าแบบ Cash and Carry
2. **ร้านค้าส่งและปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade)** พนักงานขายของบริษัทเข้าเยี่ยมและติดต่ออย่างสม่ำเสมอ
3. **รถขายเงินสด (Cash Van)** หน่วยรถเข้าไปเสนอขายให้ร้านค้าย่อยเป็นเงินสด เพื่อเติมสินค้าหน้าร้าน
4. **ช่องทางออนไลน์** ขายให้ร้านค้าผ่านเว็บไซต์ของบริษัทแบบ B2B และขายตรงถึงผู้บริโภคผ่านเว็บไซต์และมาร์เก็ตเพลสแบบ B2C

รายงานไม่ได้แยกยอดขายตามสี่ช่องทางนี้ แต่ส่วนความเสี่ยงเขียนว่าปี 2568 บริษัทพัฒนาการบริหารช่องทางจากข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อลดการพึ่งพาช่องทางใดช่องทางหนึ่งมากเกินไป และยอดขายออนไลน์ "เติบโตอย่างต่อเนื่อง" โดยไม่ให้ตัวเลข

### พนักงาน PC ที่หน้าร้านทำหน้าที่อะไร

รายงานเรียกพนักงานกลุ่มนี้ว่า Product Consultant และระบุในส่วนจุดแข็งว่าพนักงาน PC ดูแลสต๊อก จัดเรียงสินค้า และประสานงานกับฝ่ายขาย ปี 2568 บริษัทอบรมพนักงาน PC ทุกเดือน จำนวนผู้เข้าอบรมรายเดือนอยู่ระหว่าง 586 คนในเดือนมกราคม ถึง 649 คนในเดือนกันยายน เนื้อหาอบรมคือข้อมูลสินค้า คุณสมบัติ และวิธีใช้ เพื่อให้พนักงานสื่อสารกับผู้บริโภค ณ จุดขายทั้งในร้านค้าสมัยใหม่และร้านค้าดั้งเดิมได้ถูกต้อง

## คู่ค้าร้านค้าดั้งเดิม 266 รายที่ซื้อตรง

ปี 2568 บริษัทกำหนดกลุ่มคู่ค้าร้านค้าดั้งเดิมรายสำคัญขึ้นเพื่อวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงรายคู่ค้า ตารางในรายงานแยกเป็นสองชั้น

| กลุ่มคู่ค้า                                               | จำนวน     | สัดส่วน |
| ----------------------------------------------------------- | --------- | ------- |
| คู่ค้าสำคัญที่ซื้อตรงกับบริษัท (Critical Tier 1)     | 266 ราย   | 6.89%   |
| คู่ค้าสำคัญที่ซื้อผ่านกลุ่มแรก (Critical Non-Tier 1) | 3,597 ราย | 93.11%  |
| รวม                                                         | 3,863 ราย | 100%    |

เกณฑ์คัดชั้นแรกตามรายงานมีสามข้อ คือขนาดรายการและความต่อเนื่องในการซื้อสินค้าของบริษัท ไลอ้อน และผลิตภัณฑ์มาม่าในปริมาณสูง การให้ความร่วมมือ และยอดขายที่ถึงเป้าที่บริษัทกำหนด ชั้นที่สองไม่ได้ซื้อตรงกับบริษัท แต่ซื้อต่อจากร้านในชั้นแรก

### คู่ค้าให้คะแนนสหพัฒนพิบูลเท่าไร

บริษัทสำรวจความพึงพอใจของคู่ค้าร้านค้าสมัยใหม่ 10 รายและร้านค้าดั้งเดิม 10 ราย ได้คะแนนเฉลี่ย 4.5 จาก 5 เท่ากับเป้าที่ตั้งไว้ หัวข้อที่คะแนนสูงสุดคือคุณภาพของสินค้าที่ได้รับ 4.7 ส่วนบริการของทีมขายและคุณภาพการขนส่งได้หัวข้อละ 4.4 ต่ำกว่าเป้า 4.5 อยู่เล็กน้อย คะแนนชุดนี้มาจากคู่ค้า 20 ราย ขณะที่ตารางก่อนหน้ามีคู่ค้าสำคัญ 3,863 ราย

## ตัวเลขปี 2568 ของผู้จัดจำหน่าย

ส่วนคำอธิบายและวิเคราะห์ฐานะการเงินให้ตัวเลขหลักของบริษัทและบริษัทย่อยดังนี้

| รายการ                          | ปี 2568            | เปลี่ยนจากปีก่อน       |
| ------------------------------- | ------------------ | ------------------------- |
| รายได้จากการขาย             | 40,835.89 ล้านบาท | +195.77 ล้านบาท (+0.48%) |
| รายได้อื่น                    | 1,045.97 ล้านบาท  | +91.42 ล้านบาท (+9.58%)  |
| ต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายรวม | 38,729.55 ล้านบาท | +281.60 ล้านบาท (+0.73%) |
| กำไรสุทธิ                      | 2,743.51 ล้านบาท  | \-32.75 ล้านบาท (-1.18%) |

รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ส่วนยอดขายสินค้าโตช้า รายงานให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจชะลอจากอุทกภัยในภาคใต้และสถานการณ์ชายแดน แล้วฟื้นในช่วงปลายปีจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส

### แรงกดดันสามเรื่องในรายงานวิเคราะห์การแข่งขัน

รายงานวิเคราะห์สภาพการแข่งขันของบริษัทสรุปแรงกดดันในปี 2568 ไว้สามเรื่อง

1. **สงครามราคา** ผู้เล่นทุกรายใช้ส่วนลดและโปรโมชันชิงส่วนแบ่งตลาด จนรายงานเขียนว่าประสิทธิภาพของรายการส่งเสริมการขายในภาพรวมไม่เป็นไปตามเป้า
2. **การแข่งขันลามไปทุกช่องทาง** คู่แข่งอัดงบส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ค่าใช้จ่ายการตลาดของอุตสาหกรรมจึงสูงขึ้น
3. **ผู้บริโภคซื้อแบบเลือกมากขึ้น** รายงานใช้คำว่า Selective Buying และโยงกับหนี้ครัวเรือนที่รายงานบอกว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี

รายงานยังระบุว่าการส่งออกไปกัมพูชาและเมียนมามีข้อจำกัด และฐานผู้บริโภคที่เป็นแรงงานต่างชาติลดลง ซึ่งกระทบสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

### สหพัฒนพิบูลเก็บเงินจากร้านค้าได้ในกี่วัน

ตารางอัตราส่วนทางการเงินในรายงานแสดงระยะเวลาการรับชำระหนี้เฉลี่ย 55 วันในปีล่าสุด เทียบกับ 52 วันและ 51 วันในสองปีก่อนหน้า ส่วนระยะเวลาที่สินค้าอยู่ในคลังเฉลี่ย 11 วัน ตัวเลขชุดนี้บอกว่าผู้จัดจำหน่ายรายนี้ถือสินค้าไว้ไม่นาน แต่รอเงินจากลูกค้าราวสองเดือน ซึ่งสอดคล้องกับที่รายงานเขียนว่าบริษัทขายทั้งแบบเงินสดและแบบให้เครดิตกับร้านค้า อัตรากำไรขั้นต้นของปีล่าสุดอยู่ที่ 17.32%

## สิ่งที่ One Report ของสหพัฒนพิบูลไม่ได้บอก

ผู้ที่จะอ้างตัวเลขจากเล่มนี้ควรกำกับขอบเขตห้าข้อ

1. **ตัวเลขเป็นของบริษัทเดียว** สหพัฒนพิบูลและบริษัทย่อยสี่แห่ง ไม่ใช่รายได้หรือจำนวนบริษัทของทั้งเครือสหพัฒน์
2. **ไม่มียอดขายแยกตามช่องทาง** รายงานบอกจำนวนร้านที่สินค้าไปถึง แต่ไม่บอกว่าร้านค้าดั้งเดิมสร้างยอดขายกี่เปอร์เซ็นต์
3. **รายชื่อแบรนด์เป็นภาพ** ข้อความที่ดึงจากเล่มไม่มีชื่อแบรนด์ครบทุกตัว บทนี้จึงไม่ทำรายการแบรนด์
4. **ไม่เปิดเงื่อนไขทางการค้ากับผู้ผลิต** เช่น ส่วนแบ่งกำไรหรือค่าธรรมเนียมที่ผู้ผลิตจ่ายให้ผู้จัดจำหน่าย
5. **ชื่อเดิมของบทนี้พูดถึงแบรนด์กีฬาต่างประเทศ** แต่ One Report ของสหพัฒนพิบูลไม่มีชื่อแบรนด์เหล่านั้น และเอกสารนักลงทุนของ ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนลที่เปิดดูก็ไม่มีเช่นกัน บทนี้จึงตัดออก

## ขั้นตอนเตรียมสินค้าก่อนคุยกับผู้จัดจำหน่าย

เจ้าของ SME ที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและอยากให้สินค้าไปถึงร้านค้าดั้งเดิมทั่วประเทศ ใช้สิ่งที่รายงานของสหพัฒนพิบูลเปิดเผยเป็นรายการตรวจก่อนนัดคุยได้

1. **เตรียมหลักฐานเรื่อง ESG ของโรงงาน** รายงานระบุว่าผู้ขายรายใหม่ต้องแสดงแนวทางด้านนี้ และบริษัทอาจตรวจถึงสถานประกอบการ
2. **เตรียมใบรับรองมาตรฐานโรงงานและงบการเงิน** รายงานบอกว่าบริษัทตรวจใบรับรองอย่าง ISO9001, GHPS, HACCP และ HALAL และเทียบข้อมูลการเงินที่โรงงานส่งมากับข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเก็บไว้
3. **ถามว่าสินค้าจะเข้าช่องทางไหนในสี่ช่องทาง** ร้านค้าสมัยใหม่ ร้านค้าดั้งเดิม รถเงินสด และออนไลน์เป็นคนละวิธีขาย ผู้ผลิตควรรู้ก่อนว่าสินค้าจะออกจากคลังไปทางไหน
4. **ถามว่าร้านชั้นที่สองจะได้สินค้าอย่างไร** ร้านสำคัญ 93.11% ในตารางคู่ค้าไม่ได้ซื้อตรงกับผู้จัดจำหน่าย แต่ซื้อต่อจากร้านชั้นแรก
5. **เตรียมข้อมูลสินค้าให้พนักงานขายและพนักงาน PC ใช้** บริษัทอบรมพนักงานหน้าร้านทุกเดือนเรื่องคุณสมบัติและวิธีใช้ ผู้ผลิตที่ส่งคู่มือสั้นและถูกต้องทำให้พนักงานพูดถึงสินค้าได้ตรง

สัญญาระหว่างผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่ายมีหลายแบบ ความต่างระหว่างตัวแทนที่รับสต๊อกเองกับตัวแทนที่ขายแทนอธิบายไว้ใน[ตัวแทนจำหน่ายหรือผู้ซื้อไปขายต่อ สัญญาแบบไหนต้องใช้ทุนสต๊อก](https://phygital.co.th/insights/thailand-wholesale-distributor-business-guide) ผู้ผลิตไทยที่ขายต่างประเทศผ่านผู้นำเข้ารายประเทศมีตัวอย่างใน[SAPPE ยอดขายต่างประเทศ 70.5% ผ่านผู้นำเข้าในแต่ละประเทศ](https://phygital.co.th/insights/sappe-case-study-worlds-first-product-export-strategy) ส่วนเครือธุรกิจไทยอีกแห่งที่เปิดข้อมูลเรื่องแบรนด์ในงบของบริษัทจดทะเบียนอยู่ใน[กรณีศึกษาเครือซีพี ค่าเครื่องหมายการค้า 4,365 ล้านบาทจาก CPF](https://phygital.co.th/insights/cp-group-case-study-vertical-value-chain)

## สรุป

รายงานประจำปี 2568 ของสหพัฒนพิบูลแสดงระบบจัดจำหน่ายที่เริ่มจากคลัง G080 ในศรีราชา ผ่านคลังกว่า 76 แห่ง ไปถึงช่องทางขายกว่า 90,000 จุด ซึ่งกว่า 84,000 จุดเป็นร้านค้าดั้งเดิม บริษัทใช้สี่ช่องทาง คือร้านค้าสมัยใหม่ ร้านค้าดั้งเดิม รถเงินสด และออนไลน์ และแบ่งคู่ค้าร้านค้าดั้งเดิมรายสำคัญเป็น 266 รายที่ซื้อตรงกับ 3,597 รายที่ซื้อต่อ ปีนี้รายได้จากการขายโต 0.48% เป็น 40,835.89 ล้านบาท กำไรสุทธิลดลง 1.18% เป็น 2,743.51 ล้านบาท ตัวเลขทั้งหมดเป็นของบริษัทเดียวในเครือ และรายงานไม่แยกยอดขายตามช่องทาง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### สหพัฒนพิบูลคัดเลือกผู้ขายรายใหม่อย่างไร

รายงานระบุปัจจัยหลายด้าน ได้แก่มาตรฐานคุณภาพ ประวัติทางการเงิน กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการเคารพสิทธิมนุษยชน บริษัทสำรวจตัวแทนจำหน่ายของโรงงานว่าสินค้าที่ส่งออกไปมีคุณภาพและปลอดภัย และผู้ขายรายใหม่ต้องแสดงแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ควบคู่กับแบบประเมินตนเองและการตรวจที่สถานประกอบการ

### สหพัฒนพิบูลผลิตสินค้าเองหรือไม่

งานหลักของบริษัทคือจัดจำหน่ายและทำการตลาด รายงานบอกว่าบริษัทใช้กลยุทธ์ OEM ให้ผู้ผลิตภายนอกผลิตเพื่อลดต้นทุน และใช้ ODM กับสินค้าบางประเภท ส่วนบริษัทย่อยแดรี่ไทยผลิตนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตเอง

### สหกรุ๊ปแฟร์ในรายงานปีนี้เป็นอย่างไร

รายงานเล่าว่างานสหกรุ๊ป แฟร์แอนด์เฟส ครั้งที่ 29 จัดวันที่ 26-29 มิถุนายน 2568 ที่ไบเทค บางนา และขายออนไลน์ควบคู่ โดยเน้นการขายผ่านอีคอมเมิร์ซ ภายในงานยังมีเวทีพบนักวิเคราะห์และนักลงทุนครั้งที่ 14

### บริษัทจ่ายเงินปันผลในสัดส่วนเท่าไรของกำไร

ตารางเงินปันผลในรายงานแสดงอัตราจ่ายเทียบกำไรสุทธิตามงบเฉพาะกิจการอยู่ระหว่าง 29.00% ถึง 32.81% ในห้าปีที่แสดง

### กำไรต่อหุ้นของสหพัฒนพิบูลปีล่าสุดเท่าไร

ตารางข้อมูลทางการเงินที่สำคัญแสดงกำไรสุทธิต่อหุ้น 8.04 บาท เทียบกับ 8.25 บาทในปีก่อนหน้า

### One Report ฉบับนี้เผยแพร่ที่ไหน

บริษัทเผยแพร่ในหน้าเอกสารนักลงทุนสัมพันธ์บนเว็บไซต์ sahapat.co.th เป็นไฟล์ PDF ฉบับภาษาไทย ผู้อ่านเปิดดูต้นฉบับและตรวจตัวเลขในบทนี้ได้เอง

## ร้านชั้นที่สอง 3,597 รายในตารางของสหพัฒนพิบูลไม่ได้ซื้อตรงกับผู้จัดจำหน่าย แต่ซื้อต่อจากร้านอื่นอีกทอด

ให้ PHYGITAL AGENCY ออกแบบกล่องและฉลากที่ร้านค้าอ่านเข้าใจและหยิบวางได้ง่าย ก่อนคุณนัดคุยกับผู้จัดจำหน่าย

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
