# แนวเพลง Rock คืออะไร ร้านดนตรีสดกับเพดานเสียง 100 dB ของ WHO

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/rock-music-genre-brand-guide · เผยแพร่ 15 ธันวาคม 2566 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

แนวเพลง Rock คืออะไร ผ่านมาตรฐานฟังเพลงอย่างปลอดภัยของ WHO (2022) หกข้อ ตั้งแต่เพดาน 100 dB ถึงการอบรมพนักงาน สำหรับร้านดนตรีสดและผู้จัดคอนเสิร์ต

## Key Takeaways

- **แนวเพลง Rock คือเพลงที่ใช้กลองชุดและกีตาร์ไฟฟ้าผ่านเครื่องขยายเสียงเป็นแกน** — พลังของเพลงแนวนี้มาพร้อมระดับเสียงสูง มาตรฐานสถานที่และงานฟังเพลงอย่างปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2022 ยกกรณีร้านเล็กที่กลองอย่างเดียวดังถึง 99.5 dB และทั้งวงดังถึง 107.5 dB
- **มาตรฐานของ WHO มีหกข้อ** — เพดานเสียงเฉลี่ยไม่เกิน 100 dB ในทุกช่วง 15 นาที การวัดเสียงตลอดการแสดง การปรับห้องและระบบเสียง ที่อุดหูสำหรับผู้ชม พื้นที่พักหู และการอบรมพนักงานพร้อมแจ้งข้อมูลผู้ชม
- **ร้านเล็กเกินเพดานบ่อยกว่าเวทีใหญ่** — การวัดคอนเสิร์ตกว่า 600 งานใน 50 สถานที่ในนอร์เวย์พบว่าราวหนึ่งในสามเกิน 100 dB โดยเกิดบ่อยกว่าในสถานที่ที่เพดานต่ำกว่า 4 เมตรหรือจุคนไม่ถึง 350 คน

วงร็อกประจำร้านเล่นทุกคืนวันศุกร์ในร้านที่จุคนราวร้อยคน ลูกค้าประจำชอบเพราะเสียงกลองแน่นและกีตาร์คม แต่พนักงานเสิร์ฟที่ยืนใกล้เวทีทุกสัปดาห์เริ่มพูดว่าหูอื้อหลังเลิกงาน เจ้าของร้านไม่อยากให้วงเล่นเบาจนเสียเอกลักษณ์ และไม่รู้ว่าดังแค่ไหนถึงเรียกว่าเกิน

องค์การอนามัยโลกวางตัวเลขและวิธีทำงานไว้ให้คำถามนี้แล้ว บทนี้ใช้[มาตรฐานสถานที่และงานฟังเพลงอย่างปลอดภัยของ WHO (WHO global standard for safe listening venues and events)](https://www.who.int/publications/i/item/9789240043114) ซึ่งเผยแพร่ปี 2022 ภายใต้โครงการ Make Listening Safe เป็นแหล่งหลัก แล้วเดินตามทีละข้อจากหกข้อของมาตรฐาน แนวเพลงก่อนหน้าในซีรีส์คือ[แนวเพลง Pop](https://phygital.co.th/insights/pop-music-genre-brand-guide)

## แนวเพลง Rock คืออะไร

แนวเพลง Rock หรือเพลงร็อก คือเพลงที่ใช้กลองชุด เบส และกีตาร์ไฟฟ้าที่เสียบเข้าเครื่องขยายเสียงเป็นแกนของวง จังหวะหนักและเสียงกีตาร์ที่ดังเป็นเอกลักษณ์ของแนวนี้ ระดับเสียงสูงจึงเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่คนฟังตั้งใจมาหา

เอกสารของ WHO ยอมรับเรื่องนี้ตรง ๆ ในหัวข้อการอบรม มาตรฐานเขียนว่าคนจำนวนมากที่ไปหรือทำงานในสถานที่แสดงดนตรีชอบความรู้สึกของการฟังเพลงเสียงดัง และการสื่อสารเรื่องการฟังอย่างปลอดภัยต้องสะท้อนความจริงข้อนี้ เป้าหมายที่มาตรฐานเขียนไว้คือให้ผู้ชมสนุกกับดนตรีที่ขยายเสียงได้ โดยรักษาการได้ยินและคงประสบการณ์ทางศิลปะไว้

### ทำไมดนตรีร็อกในร้านเล็กถึงเสียงดัง

ดนตรีร็อกในร้านเล็กเสียงดังเพราะเครื่องดนตรีบนเวทีดังด้วยตัวเองก่อนผ่านลำโพงหลัก เอกสารของ WHO ยกงานวิจัยที่ทำให้รัฐบาลแฟลนเดอร์สซึ่งพบว่าในร้านเล็ก ระดับเสียงรวมมักถูกกำหนดโดยเครื่องดนตรีที่ดังที่สุดบนเวที ส่วนใหญ่คือกลองชุด ในกรณีศึกษาหนึ่ง กลองอย่างเดียวที่ไม่ผ่านเครื่องขยายเสียงดัง 99.5 dB กลางร้าน

## ข้อหนึ่ง เพดานเสียงเฉลี่ย 100 dB

ข้อแรกของมาตรฐานกำหนดให้ระดับเสียงเฉลี่ยในทุกช่วง 15 นาทีไม่เกิน 100 dB เขียนในรูปทางเทคนิคว่า 100 dB LAeq, 15 min ค่านี้วัดที่จุดวัดอ้างอิงที่กำหนดไว้ล่วงหน้าของแต่ละสถานที่ และใช้ตลอดเวลาที่มีผู้ชมอยู่ในสถานที่

WHO เลือกช่วงเฉลี่ย 15 นาทีเพราะยาวพอให้ดนตรีมีช่วงดังและช่วงเบาตามธรรมชาติ และสั้นพอให้วิศวกรเสียงรู้ผลทันเวลาที่จะปรับ มาตรฐานเขียนไว้ด้วยว่าคอนเสิร์ตที่มิกซ์ให้อยู่ใต้ 100 dB เฉลี่ย ยังมีเสียงชั่วขณะที่เกิน 100 dB ได้เป็นปกติ และตัวเลข 125 dB ที่สื่อรายงานจากคอนเสิร์ตร็อกเป็นค่าวัดคนละแบบ นำมาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้

เพดานนี้ลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ มาตรฐานระบุว่าคนที่ไปงานดนตรีบ่อยยังเสี่ยงได้ และให้ค่าที่ต่ำกว่าสำหรับงานที่ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นเด็ก

| กลุ่มผู้ชม                       | เพดานเสียงเฉลี่ยใน 15 นาทีตามมาตรฐาน WHO |
| ---------------------------------- | --------------------------------------------- |
| ทั่วไป                             | 100 dB                                        |
| งานที่ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นเด็ก | อย่างน้อยลดเหลือ 94 dB                     |
| งานสำหรับเด็กเล็ก               | แนะนำ 90 dB หรือต่ำกว่า                     |

### เสียง 100 dB อันตรายแค่ไหน

เอกสารของ WHO อธิบายด้วยหลักพลังงานเท่ากัน ซึ่งบอกว่าผลต่อหูขึ้นกับพลังงานเสียงรวมที่หูได้รับ พลังงานเพิ่มเป็นสองเท่าทุก 3 dB ตามตัวอย่างในเอกสาร การฟังเพลงที่ 80 dB วันละ 8 ชั่วโมงให้ปริมาณเสียงพอ ๆ กับการฟังที่ 100 dB เพียง 5 นาที เพดาน 100 dB จึงเป็นขีดบนของงานแสดง ไม่ได้แปลว่าฟังได้นานโดยไม่มีผล

## ข้อสอง วัดเสียงตลอดการแสดง

ข้อที่สองกำหนดให้มีพนักงานที่ได้รับมอบหมายวัดระดับเสียงสดด้วยอุปกรณ์ที่ปรับเทียบแล้ว มาตรฐานอธิบายว่าการคุมเสียงได้ผลเมื่อผลวัดแม่นและคนที่รับผิดชอบเห็นตัวเลขทันที ถ้าเครื่องมือทำได้ ควรเก็บบันทึกระดับเสียงแบบดิจิทัลที่มีวันเวลาและแก้ไขไม่ได้ตลอดเวลาที่เปิดให้ผู้ชมเข้า

ความถี่ของการวัดขึ้นกับชนิดของงาน ร้านที่เปิดเพลงที่บันทึกไว้ผ่านระบบเสียง ระดับเสียงค่อนข้างคงที่ อาจตรวจแค่ตอนปรับความดัง ส่วนดนตรีสดเปลี่ยนระดับเร็วและคาดเดายาก ต้องเฝ้าใกล้ชิดกว่า ถ้าระบบเสียงของร้านถูกจำกัดด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าจนดังเกินเพดานไม่ได้ และผู้ใช้ปรับข้ามไม่ได้ มาตรฐานยกเว้นการเฝ้าวัดได้ แต่ต้องให้ผู้มีคุณสมบัติตรวจระบบเป็นระยะ

ตัวเลขจากนอร์เวย์ในเอกสารแสดงว่าทำไมต้องวัด การเก็บข้อมูลระยะยาวจากคอนเสิร์ตกว่า 600 งานใน 50 สถานที่พบว่าเสียงที่โต๊ะมิกซ์เกิน 100 dB เฉลี่ย 15 นาทีในราวหนึ่งในสามของคอนเสิร์ตทั้งหมด และเกิดบ่อยกว่าในสถานที่เล็กที่เพดานสูงไม่ถึง 4 เมตรหรือจุคนไม่ถึง 350 คน

### ร้านดนตรีสดต้องมีเครื่องวัดเสียงไหม

ตามมาตรฐานของ WHO ร้านที่มีดนตรีสดควรมีระบบวัดระดับเสียงที่ปรับเทียบแล้ว และมีพนักงานที่ได้รับมอบหมายดูตัวเลขตลอดการแสดง เพราะดนตรีสดเปลี่ยนระดับเร็ว ข้อยกเว้นคือระบบเสียงที่ถูกจำกัดด้วยอุปกรณ์จนดังเกิน 100 dB เฉลี่ยไม่ได้ แต่กรณีศึกษาในเอกสารชี้ว่ากลองและเครื่องขยายบนเวทีดังเกินเพดานได้เองโดยไม่ผ่านระบบเสียงของร้าน

## ข้อสาม ห้องและระบบเสียง

ข้อที่สามพูดถึงห้องและระบบเสียง มาตรฐานเขียนว่าเสียงที่ดีกับการฟังอย่างปลอดภัยไปด้วยกัน การปรับห้องและระบบเสียงเพื่อความปลอดภัยจึงคาดได้ว่าจะทำให้เสียงดีขึ้นและผู้ชมพอใจขึ้นด้วย การฟังที่ปลอดภัยและสนุกเกิดขึ้นได้เมื่อมีสามอย่างพร้อมกัน คือห้องที่เหมาะกับดนตรีที่ขยายเสียง ระบบเสียงที่ออกแบบดี และนักดนตรีกับวิศวกรเสียงที่ร่วมกันคุมเสียงบนเวที

ร้านเล็กเจอปัญหาหนักที่สุดในข้อนี้ กรณีศึกษาของงานวิจัยที่ทำให้รัฐบาลแฟลนเดอร์สแสดงให้เห็นว่าเสียงเพิ่มขึ้นอย่างไรเมื่อเครื่องดนตรีเข้ามาทีละชิ้น

| สถานการณ์ในร้านเล็ก                                                    | ระดับเสียงกลางร้าน (เฉลี่ยราว 3 นาที) |
| ------------------------------------------------------------------------- | ----------------------------------------- |
| กลองเล่นคนเดียว ไม่ผ่านเครื่องขยายเสียง                            | 99.5 dB                                   |
| กลองผ่านเครื่องขยายเสียงเล็กน้อยให้ได้เสียงกลองแบบเพลงร็อก | 103.4 dB                                  |
| ทั้งวง กีตาร์ เบส และร้อง                                               | 107.5 dB                                  |

เอกสารสรุปว่าในสถานการณ์นี้วิศวกรเสียงแทบลดเสียงไม่ได้ เพราะเสียงส่วนใหญ่มาจากเวทีโดยตรง ถ้าไม่เตรียมไว้ก่อน วิศวกรเสียงอาจทำอะไรไม่ได้เลยระหว่างการแสดง มาตรฐานยอมรับด้วยว่าหลายสถานที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน โครงสร้างอาคาร และสัญญา และยกตัวอย่างนอร์เวย์ที่มีทุนภาครัฐช่วยสถานที่ปรับปรุง

### ร้านเล็กคุมเสียงยากกว่าเวทีใหญ่เพราะอะไร

ร้านเล็กคุมเสียงยากกว่าเพราะเสียงจากเวทีเองดังเกินเพดานได้ก่อนเปิดลำโพงหลัก ตามเอกสารของ WHO กลองอย่างเดียวในร้านเล็กดัง 99.5 dB และทั้งวงดัง 107.5 dB ข้อมูลจากนอร์เวย์ก็พบว่าการเกิน 100 dB เกิดบ่อยกว่าในสถานที่เพดานต่ำกว่า 4 เมตรหรือจุไม่ถึง 350 คน ขณะที่วิศวกรเสียงของเวทีใหญ่มักมิกซ์ให้อยู่ใต้ 100 dB ได้เอง

## ข้อสี่และห้า ที่อุดหูกับพื้นที่พักหู

ข้อที่สี่ให้สถานที่มีอุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่นที่อุดหู พร้อมคำแนะนำการใช้ มาตรฐานเขียนว่าการใส่ที่อุดหูอาจเป็นวิธีเดียวที่ทำได้จริงให้ผู้ชมลดเสียงที่ตัวเองได้รับโดยยังสนุกกับงานได้เต็มที่ และมีงานวิจัยที่พบว่าการใช้ที่อุดหูในเทศกาลดนตรีลดอาการหูอื้อชั่วคราวและเสียงในหูได้อย่างมีนัยสำคัญ

| ชนิดที่อุดหูตามมาตรฐาน     | ข้อสังเกตในเอกสาร                                                                                                         |
| ------------------------------- | ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| ใช้ครั้งเดียว กับ ใช้ซ้ำได้ | แบบใช้ครั้งเดียวราคาต่ำกว่า                                                                                            |
| สำเร็จรูป กับ หล่อตามรูปหู   | แบบหล่อตามรูปหูเป็นทางเลือกของวิศวกรเสียงและนักดนตรีอาชีพ แต่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญพิมพ์รูปหูและราคาสูง |
| ทั่วไป กับ สำหรับฟังเพลง      | แบบสำหรับฟังเพลงหรือ high-fidelity ลดเสียงทุกย่านใกล้กัน เหมาะกว่าทั้งด้านการใช้งานและความยั่งยืน          |

มาตรฐานเตือนว่าที่อุดหูได้ผลเมื่อใส่ถูกวิธีเท่านั้น คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับคำแนะนำได้ผลต่ำกว่าที่ผู้ผลิตระบุ จึงต้องมีคำแนะนำการใช้เป็นข้อความหรือวิดีโอแจกคู่กันเสมอ

ข้อที่ห้าคือพื้นที่พักหู เป็นจุดที่ผู้ชมไปพักจากเสียงดังได้ มาตรฐานแนะนำให้รองรับคนได้อย่างน้อย 10% ของความจุผู้ชม ติดป้ายชัด เข้าได้ตลอดงาน และต้องไม่ทำให้ผู้ใช้เจอความเสี่ยงอื่น เช่นควันบุหรี่ ถ้าเป็นห้องในอาคาร ควรมีวัสดุดูดเสียงอย่างน้อย 20% ของพื้นที่ผนังและเพดาน เพื่อให้เสียงในห้องอยู่ต่ำกว่า 70 dB เฉลี่ยเป็นส่วนใหญ่

### ร้านต้องแจกที่อุดหูฟรีไหม

มาตรฐานของ WHO กำหนดให้มีอุปกรณ์ป้องกันการได้ยินให้ผู้ชมพร้อมคำแนะนำการใช้ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องแจกฟรีหรือขาย เอกสารแนะนำแบบสำหรับฟังเพลงว่าเหมาะกว่าแบบใช้ครั้งเดียวทั้งด้านการใช้งานและความยั่งยืน และย้ำว่าที่อุดหูทุกชนิดต้องมาพร้อมคำแนะนำ เพราะคนที่ใส่เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำมักได้ผลต่ำกว่าที่ระบุ

## ข้อหก อบรมพนักงานและบอกผู้ชม

ข้อสุดท้ายมีสองส่วน ส่วนแรกคือการอบรม พนักงานทุกคนในตำแหน่งบริหาร เทคนิค และหน้าร้านควรได้รับการอบรมพื้นฐานเรื่องความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินถาวร และมาตรการที่ร้านใช้อยู่ ส่วนคนที่รับผิดชอบคุมเสียงต้องได้อบรมลึกกว่า ได้แก่การใช้ระบบวัดเสียงและการปรับเทียบ การอ่านค่าเฉลี่ย 15 นาที เพดานที่ต้องรักษา และวิธีคุมความดังของระบบเสียง การอบรมควรทำซ้ำเป็นระยะและทุกครั้งที่มีพนักงานใหม่

ส่วนที่สองคือการบอกผู้ชม ร้านควรติดป้ายที่ทางเข้าและจุดที่เห็นชัดในร้าน อย่างน้อยต้องบอกสี่เรื่อง คือมีการวัดระดับเสียงอยู่ รับที่อุดหูได้ที่ไหน พื้นที่พักหูอยู่ตรงไหน และมีลิงก์หรือคิวอาร์โค้ดไปยังข้อมูลเรื่องการฟังอย่างปลอดภัย ถ้าคาดว่าเสียงจะดัง บัตรเข้างานควรมีคำเตือนด้วย

มาตรฐานมีเงื่อนไขเรื่องการใช้คำโฆษณาด้วย สถานที่หรืองานจะเรียกตัวเองว่า "safe listening venue" หรือ "safe listening event" ได้เมื่อหน่วยงานที่มีอำนาจรับรองแล้วเท่านั้น และถ้าทำตามไม่ครบ เช่นหยุดวัดเสียง ต้องเลิกใช้คำนี้ทันที

### พนักงานร้านดนตรีสดต้องรู้อะไรบ้าง

ตามมาตรฐานของ WHO พนักงานทุกคนในตำแหน่งบริหาร เทคนิค และหน้าร้านต้องรู้สองเรื่อง คือความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยินถาวรจากเสียงดัง และมาตรการที่ร้านใช้อยู่ คนที่คุมเสียงต้องรู้เพิ่มอีกสี่เรื่อง คือการใช้และปรับเทียบระบบวัดเสียง การอ่านค่าเฉลี่ย 15 นาที เพดานเสียงที่ต้องรักษา และวิธีลดความดังของระบบเสียง

## ห้าขั้นแรกของร้านดนตรีสด

มาตรฐานของ WHO ไม่ได้เรียงลำดับว่าต้องทำข้อไหนก่อน ห้าขั้นด้านล่างเป็นลำดับของฟิจิทัลสำหรับร้านที่เริ่มจากศูนย์และมีงบจำกัด

1. **วัดก่อนเปลี่ยน** ใช้เครื่องวัดที่ปรับเทียบแล้ววัดค่าเฉลี่ย 15 นาทีที่จุดวัดเดียวกันทุกคืนสักสองสัปดาห์ เพื่อรู้ว่าร้านเกินเพดานบ่อยแค่ไหน
2. **อบรมทั้งร้านและตั้งคนคุมเสียง** พนักงานทุกคนได้พื้นฐาน คนคุมเสียงได้หลักสูตรลึก ตามข้อหกของมาตรฐาน
3. **คุยกับวงเรื่องเสียงบนเวที** กรณีศึกษาของ WHO ชี้ว่าในร้านเล็กเสียงส่วนใหญ่มาจากกลองและเครื่องขยายบนเวที การตกลงกับวงก่อนเล่นจึงได้ผลกว่าการลดเสียงลำโพงระหว่างเพลง
4. **เตรียมที่อุดหูและพื้นที่พักหู** มีที่อุดหูสำหรับฟังเพลงพร้อมคำแนะนำ และหาพื้นที่ที่รองรับคนได้ราว 10% ของความจุโดยไม่มีควันบุหรี่
5. **ติดป้ายและเก็บบันทึก** ป้ายสี่เรื่องตามมาตรฐาน และบันทึกระดับเสียงแต่ละคืนไว้ดูแนวโน้ม

ร้านที่ทำเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผน ESG ควรสื่อสารเฉพาะสิ่งที่ทำจริงและวัดได้ วิธีเลี่ยงคำอ้างที่เกินจริงอยู่ในบท[บริการ ESG](https://phygital.co.th/insights/esg-sustainable-marketing-agency) ส่วนแนวเพลงที่ผูกกับงานอีเวนต์โดยตรงอยู่ในบท[แนวเพลง Electronic/EDM](https://phygital.co.th/insights/electronic-edm-music-genre-brand-guide)

### ต้องทำครบหกข้อตั้งแต่วันแรกไหม

มาตรฐานของ WHO เขียนหกข้อเป็นชุดเดียวกัน และคำว่า "safe listening venue" ใช้ได้เมื่อได้รับการรับรองว่าทำครบแล้วเท่านั้น แต่ร้านเริ่มทีละข้อได้ ข้อที่ลงทุนน้อยและทำได้ทันทีคือการวัดเสียง การอบรมพนักงาน และการเตรียมที่อุดหูพร้อมคำแนะนำ ส่วนการปรับห้องและระบบเสียงมักต้องใช้งบและเวลามากกว่า

## สรุป

แนวเพลง Rock คือเพลงที่ใช้กลองชุดและกีตาร์ไฟฟ้าผ่านเครื่องขยายเสียงเป็นแกน ระดับเสียงสูงเป็นส่วนหนึ่งของแนวนี้ มาตรฐานสถานที่และงานฟังเพลงอย่างปลอดภัยของ WHO ปี 2022 ให้เครื่องมือหกข้อแก่ร้านและผู้จัดงาน ได้แก่เพดานเฉลี่ย 100 dB ในทุก 15 นาที การวัดเสียงสด การปรับห้องและระบบเสียง ที่อุดหูพร้อมคำแนะนำ พื้นที่พักหู และการอบรมพนักงานกับการบอกผู้ชม ร้านเล็กเจอปัญหามากที่สุด เพราะกลองอย่างเดียวก็ดังเกือบถึงเพดาน การเริ่มจากวัดเสียงและอบรมพนักงานจึงช่วยให้ร้านรักษาพลังของดนตรีและการได้ยินของคนในร้านไปพร้อมกัน

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### มาตรฐานนี้เป็นกฎหมายในไทยไหม

มาตรฐานของ WHO เป็นแนวทางระดับสากล ไม่ใช่กฎหมายของไทย เอกสารระบุว่ารัฐบาลนำไปใช้ได้ผ่านการออกกฎหมายหรือระเบียบ ส่วนเจ้าของสถานที่ ผู้จัดงาน วิศวกรเสียง และนักดนตรีนำไปใช้ได้เองโดยสมัครใจ ร้านในไทยจึงควรตรวจกฎหมายและข้อกำหนดท้องถิ่นเรื่องเสียงแยกต่างหาก

### ความเสี่ยงเรื่องการได้ยินจากการฟังเพลงกว้างแค่ไหน

WHO ประเมินว่าคนหนุ่มสาวมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกเสี่ยงสูญเสียการได้ยินจากเสียงในกิจกรรมนันทนาการ และในประเทศรายได้ปานกลางถึงสูง คนอายุ 12-35 ปีเกือบ 40% ได้รับเสียงระดับที่อาจเป็นอันตรายในสถานที่อย่างไนต์คลับ ดิสโก้ และบาร์ ตัวเลขนี้อยู่ในกล่องข้อมูลของมาตรฐาน

### เสียงชั่วขณะที่ดังมาก เช่นพลุหรือปืนใหญ่บนเวที อยู่ในเพดาน 100 dB ไหม

เพดาน 100 dB เป็นค่าเฉลี่ย 15 นาที เสียงชั่วขณะที่แรงมากจากพลุ ปืนใหญ่ หรือระบบเสียงกำลังสูง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มาตรฐานระบุว่าเสียงแบบนี้ทำให้หูเสียหายทันทีและถาวรได้ และแยกวิธีคุมเสียงสูงสุดชั่วขณะไว้ในภาคผนวก

### วงดนตรีจะยอมเล่นเบาลงไหม

มาตรฐานเสนอให้มีการอบรมและรับรองวิศวกรเสียงคอนเสิร์ตระดับสากล ซึ่งรวมทักษะการเจรจากับนักแสดงให้ลดเสียงบนเวที และการมิกซ์ให้เสียงคุณภาพสูงโดยอยู่ใต้เพดาน การพูดเรื่องนี้กับวงก่อนเล่นโดยใช้ตัวเลขที่วัดได้จริงช่วยให้คุยกันง่ายกว่าการขอให้เบาลงระหว่างการแสดง

### หาเอกสารฉบับเต็มได้ที่ไหน

เอกสาร WHO global standard for safe listening venues and events เปิดให้ดาวน์โหลดได้ที่หน้าสิ่งพิมพ์บนเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก ฉบับอิเล็กทรอนิกส์มีเลข ISBN 978-92-4-004311-4 และมีภาคผนวก 11 ภาค ตั้งแต่การปรับเทียบเครื่องวัดไปจนถึงวิธีลดเสียงบนเวที

## พนักงานที่ยืนหน้าเวทีทุกคืนได้ยินวงของคุณมากกว่าลูกค้าทุกคน

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยวางหลักสูตรอบรมและขั้นตอนคุมเสียงของร้านตามมาตรฐาน WHO

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
