# กรณีศึกษา P&G จากแผนตัด 100 แบรนด์ถึง 65 แบรนด์ใน 10 หมวด

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/procter-gamble-case-study-multibrand-strategy · เผยแพร่ 4 มิถุนายน 2567 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

กรณีศึกษา P&G จากสไลด์นักลงทุนปี 2558 ที่ประกาศแผนลด 100 แบรนด์ ถึงวันที่เหลือราว 65 แบรนด์ใน 10 หมวด และ 10-K ล่าสุดที่วัดผลทั้งหน้าร้านและออนไลน์

## Key Takeaways

- **P&G ประกาศต่อนักลงทุนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ว่าจะขาย เลิก หรือรวม 100 แบรนด์** — และรายงานในสไลด์ชุดเดียวกันว่าจัดการไปแล้ว 35 แบรนด์
- **ผู้บริหารสูงสุดของ P&G บอกในเดือนตุลาคม 2559 ว่าบริษัทเหลือ 10 หมวดสินค้าและราว 65 แบรนด์** — ในวันที่โอนธุรกิจความงามเฉพาะทางให้ Coty ด้วยมูลค่ารวมราว 11.4 พันล้านดอลลาร์
- **รายงาน 10-K ฉบับล่าสุดของ P&G วัดส่วนแบ่งตลาดจากข้อมูลร้านจริงรวมกับข้อมูลออนไลน์** — และนับการจัดวางสินค้าทั้งในร้านและบนหน้าร้านออนไลน์เป็นเรื่องเดียวกัน

ชั้นวางผงซักฟอกในห้างหนึ่งชั้นอาจมีหลายยี่ห้อที่มาจากบริษัทเดียวกัน เจ้าของบริษัทต้องตัดสินว่ายี่ห้อไหนยังควรอยู่บนชั้น และยี่ห้อไหนควรเก็บลง P&G เคยตอบคำถามนี้ต่อหน้านักลงทุนด้วยตัวเลขชุดเดียว คือ 100 แบรนด์ที่จะขาย เลิก หรือรวมเข้ากับแบรนด์อื่น

บทนี้อ่านเอกสารสามฉบับที่ P&G ยื่นไว้กับ SEC ของสหรัฐฯ ได้แก่ [สไลด์นำเสนอในงาน CAGNY เดือนกุมภาพันธ์ 2558](https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/80424/000008042415000019/cagny2015slidepresentation.htm) [ข่าวประกาศวันที่ 3 ตุลาคม 2559](https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/80424/000119312516729227/d228607dex991.htm) และ [รายงาน 10-K ปีงบประมาณที่สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2569](https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/80424/000008042426000103/pg-20260630.htm) ทุกฉบับเป็นภาษาอังกฤษ ข้อความภาษาไทยในบทนี้แปลเองจากต้นฉบับ

บทนี้เขียนให้เจ้าของธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีหลายแบรนด์หรือหลาย SKU และกำลังตัดสินใจว่าจะเก็บตัวไหน พร้อมกับต้องวัดผลตัวที่เหลือทั้งบนชั้นวางและบนหน้าร้านออนไลน์ บทเดิมของหน้านี้เขียนว่าแบรนด์ของ P&G "แข่งกันเอง" และตัดแบรนด์ "เกือบ 100 แบรนด์" โดยไม่มีแหล่งอ้างอิง ข้อความทั้งสองถูกตัดออก และแทนที่ด้วยถ้อยคำที่เอกสารของบริษัทเขียนไว้จริง

## สไลด์ที่ P&G นำเสนอนักลงทุนเดือนกุมภาพันธ์ 2558

P&G ยื่นสไลด์ที่ใช้นำเสนอในงาน CAGNY เป็นเอกสารแนบของแบบ 8-K วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ในหน้าหัวข้อ Portfolio Plan มีข้อความสั้น ๆ ว่า "Plan to divest, discontinue or consolidate 100 brands" หรือแผนจะขาย เลิก หรือรวม 100 แบรนด์

หน้าถัดไปชื่อ Portfolio Plan Update รายงานความคืบหน้าว่า "To date, 35 brands divested, discontinued or plans to consolidate" หมายความว่า ณ วันนำเสนอ มี 35 แบรนด์ที่ขายไปแล้ว เลิกไปแล้ว หรือมีแผนรวมแล้ว ส่วนอีก 65 แบรนด์ในแผนยังต้องจัดการต่อ

สไลด์ชุดเดียวกันพูดถึงเรื่องอื่นอีกหลายเรื่อง เช่น การลดจำนวนพนักงานสายงานที่ไม่ใช่การผลิต ผลกระทบจากค่าเงิน และโรงงานใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา แผนเรื่องแบรนด์จึงเป็นหนึ่งในหลายส่วนของแผนปรับบริษัทในช่วงนั้น ไม่ได้ถูกนำเสนอแยกเป็นเรื่องเดียว

### คำว่า divest, discontinue และ consolidate ในสไลด์ของ P&G หมายถึงอะไร

สามคำนี้คือสามทางออกของแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในแผนต่อ divest คือขายแบรนด์ให้เจ้าของใหม่ discontinue คือเลิกผลิตและเลิกขาย consolidate คือรวมแบรนด์เข้ากับแบรนด์อื่นของบริษัท สไลด์นับรวมทั้งสามทางไว้ในตัวเลข 100 เดียว และไม่ได้แยกว่าแต่ละทางมีกี่แบรนด์

## ราว 65 แบรนด์ในวันที่โอนธุรกิจให้ Coty

วันที่ 3 ตุลาคม 2559 P&G ออกข่าวว่าโอนธุรกิจความงามเฉพาะทางให้ Coty เสร็จสมบูรณ์ ธุรกิจที่โอนประกอบด้วยน้ำหอม ผลิตภัณฑ์สำหรับร้านทำผม เครื่องสำอาง ยาย้อมผมที่ขายปลีก และแบรนด์จัดแต่งทรงผมบางแบรนด์ ข่าวเรียกกลุ่มนี้รวมกันว่า P&G Specialty Beauty Brands

ข่าวฉบับนี้มีคำพูดของ David S. Taylor ซึ่งเป็นทั้งประธานกรรมการและซีอีโอของ P&G ในเวลานั้น ว่าธุรกรรมนี้ "effectively completes the major work we undertook two years ago to streamline and strengthen our product portfolio" แล้วตามด้วยประโยคที่เป็นที่มาของตัวเลขในชื่อบทนี้

> "We are now focused on 10 product categories and about 65 brands where P&G has leading market positions and where product technologies deliver performance differences that matter most to consumers."

แปลได้ว่า บริษัทโฟกัสที่ 10 หมวดสินค้าและราว 65 แบรนด์ ซึ่ง P&G มีตำแหน่งนำในตลาด และเทคโนโลยีของสินค้าสร้างความต่างด้านการใช้งานที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญที่สุด เกณฑ์ที่ประโยคนี้ใช้มีสองข้อ คือตำแหน่งในตลาด และความต่างของตัวสินค้าที่ผู้ใช้รู้สึกได้

### ธุรกรรมกับ Coty มีมูลค่าเท่าไร

ข่าวของ P&G ระบุมูลค่ารวมราว 11.4 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือหุ้น P&G 105.0 ล้านหุ้นที่ถูกยกเลิก คิดเป็นมูลค่า 9.4 พันล้านดอลลาร์ตามราคาปิด 89.75 ดอลลาร์ วันที่ 30 กันยายน 2559 ส่วนที่สองคือหนี้ราว 1.9 พันล้านดอลลาร์ที่บริษัทใหม่รับไป แล้วเงินจากหนี้ก้อนนั้นถูกส่งให้ P&G ก่อนปิดธุรกรรม

### ผู้ถือหุ้น P&G ได้อะไรจากการโอนธุรกิจครั้งนี้

ข่าวอธิบายว่า P&G เปิดให้ผู้ถือหุ้นนำหุ้น P&G ไปแลกเป็นหุ้นของ Galleria Co. ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือธุรกิจความงามเฉพาะทาง จากนั้น Galleria Co. ควบรวมกับบริษัทลูกของ Coty และหุ้น Galleria Co. ถูกแปลงเป็นหุ้นของ Coty ผู้ถือหุ้นที่เลือกแลกจึงได้หุ้น Coty ส่วน P&G มีจำนวนหุ้นในตลาดลดลง 105.0 ล้านหุ้น ข่าวเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า Reverse Morris Trust

## ห้ากลุ่มธุรกิจใน 10-K ฉบับล่าสุด

รายงาน 10-K ปีงบประมาณที่สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2569 ยื่นวันที่ 4 สิงหาคม 2569 บอกว่า P&G ขายสินค้าในราว 180 ประเทศและดินแดน และจัดสินค้าไว้ในห้ากลุ่มธุรกิจ ตารางในรายงานระบุสัดส่วนยอดขายสุทธิและกำไรสุทธิของแต่ละกลุ่ม พร้อมแบรนด์หลักที่บริษัทเลือกยกมา

| กลุ่มธุรกิจ                 | สัดส่วนยอดขาย | สัดส่วนกำไร | แบรนด์หลักที่ 10-K ยกมา (บางส่วน)              |
| ---------------------------- | --------------- | ------------ | ------------------------------------------------- |
| Beauty                       | 19%             | 17%          | Head & Shoulders, Pantene, Olay, SK-II, Old Spice |
| Grooming                     | 8%              | 9%           | Gillette, Venus, Braun                            |
| Health Care                  | 14%             | 15%          | Crest, Oral-B, Vicks                              |
| Fabric & Home Care           | 35%             | 35%          | Ariel, Downy, Gain, Tide, Dawn, Febreze           |
| Baby, Feminine & Family Care | 24%             | 24%          | Pampers, Always, Charmin, Bounty                  |

ตัวเลขในตารางไม่รวมรายการที่บริษัทเก็บไว้ที่ส่วนกลาง (Corporate) ยอดขายสุทธิทั้งปีอยู่ที่ 87.0 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3% รายงานอธิบายว่ามาจากค่าเงินที่เป็นบวก 2% และการขึ้นราคา 1% ขณะที่ปริมาณขายและส่วนผสมสินค้าทรงตัว

### Tide, Ariel, Downy และ Gain อยู่ในกลุ่มเดียวกันอย่างไร

ทั้งสี่ชื่ออยู่ในหมวดดูแลผ้า (Fabric Care) ของกลุ่ม Fabric & Home Care ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท 10-K เขียนว่า P&G มีส่วนแบ่งตลาดดูแลผ้าเกิน 35% ในตลาดที่เข้าไปแข่ง "primarily behind our Tide, Ariel and Downy brands" หมายความว่าตัวเลขส่วนแบ่งมาจากหลายแบรนด์รวมกัน รายงานไม่ได้แยกว่าแต่ละแบรนด์ขายในประเทศไหน หรือวางบนชั้นเดียวกันในร้านเดียวกันหรือไม่

### P&G รายงานส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์อื่นในเครืออย่างไร

10-K ใช้รูปแบบเดียวกันเกือบทุกหมวด คือบอกส่วนแบ่งตลาดของหมวด แล้วตามด้วยแบรนด์ที่เป็นตัวหลัก เช่น ผ้าอ้อมและทิชชูเปียกสำหรับเด็กมีส่วนแบ่งโลกเกิน 30% "primarily behind our Pampers brand" ใบมีดโกนมีส่วนแบ่งโลกเกิน 60% จาก Gillette และ Venus ส่วนผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Olay มีส่วนแบ่งโลกราว 5% การอ่านตัวเลขแบบนี้ต้องจำไว้ว่าเป็นส่วนแบ่งของหมวด ไม่ใช่ของแบรนด์เดียว

## หน้าร้านกับหน้าจออยู่ในประโยคเดียวกัน

ส่วนแรกของ 10-K อธิบายรูปแบบธุรกิจว่า P&G ต้องการให้สินค้าเหนือกว่าคู่แข่งในห้าด้าน คือ "product performance, packaging, brand communication, retail execution and value" หรือประสิทธิภาพของสินค้า บรรจุภัณฑ์ การสื่อสารของแบรนด์ การจัดวางและขายในร้าน และความคุ้มค่า ในส่วนวิเคราะห์ผลประกอบการ รายงานระบุว่าปัจจัยที่กระทบยอดขายรวมถึง "retail executions (both in-store and online)" คือการจัดวางและขายทั้งในร้านและออนไลน์

อีกจุดหนึ่งอยู่ที่วิธีวัดส่วนแบ่งตลาด 10-K เขียนว่าตัวเลขส่วนแบ่งตลาดในรายงานมาจาก "a combination of vendor-purchased traditional brick-and-mortar and online data in key markets as well as internal estimates" คือข้อมูลที่ซื้อจากผู้ให้บริการข้อมูลทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิมและออนไลน์ในตลาดหลัก รวมกับการประมาณการของบริษัทเอง

สองจุดนี้วางการขายบนชั้นวางกับการขายบนหน้าร้านออนไลน์ไว้ในเกณฑ์เดียวกัน และส่วนแบ่งตลาดที่รายงานใช้อธิบายผลงานก็มาจากข้อมูลสองช่องทางรวมกัน

### P&G ขายผ่านช่องทางไหนบ้างตามที่ 10-K เขียน

รายงานไล่รายชื่อลูกค้าไว้ยาว ได้แก่ ห้างขายสินค้าจำนวนมาก ช่องทางพาณิชย์ดิจิทัลซึ่งรวมการขายผ่านโซเชียล ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าสมาชิก ร้านขายยา ห้างสรรพสินค้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าส่ง ร้านความงามเฉพาะทางซึ่งรวมร้านปลอดภาษีในสนามบิน ร้านขนาดเล็กที่ลูกค้าแวะซื้อบ่อย ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า และช่องทางมืออาชีพ แล้วปิดท้ายว่าบริษัทขายตรงถึงผู้บริโภคด้วย

### Walmart 16% และลูกค้าสิบรายแรก 43% บอกอะไร

10-K ระบุว่ายอดขายให้ Walmart และบริษัทในเครือคิดเป็นราว 16% ของยอดขายรวมในปีงบ 2567 ถึงปีงบล่าสุด ไม่มีลูกค้ารายอื่นเกิน 10% และลูกค้าสิบรายแรกรวมกันราว 43% ในสองปีล่าสุด ส่วนความเสี่ยงของรายงานเขียนว่าผลประกอบการอาจกระทบหากลูกค้ารายใหญ่ลดพื้นที่ชั้นวางที่ให้สินค้าของ P&G ตัวเลขนี้บอกว่าแม้ P&G ขายตรงได้ ยอดขายส่วนใหญ่ยังผ่านร้านค้าปลีกไม่กี่ราย ซึ่งแต่ละรายมีทั้งหน้าร้านจริงและหน้าร้านออนไลน์ของตัวเอง

## สิ่งที่เอกสารทั้งสามฉบับไม่ได้บอก

เอกสารของ P&G ตอบคำถามบางข้อได้ชัด และไม่มีข้อมูลอีกหลายเรื่องที่บทเดิมของหน้านี้เคยเขียนไว้ ก่อนนำตัวเลขชุดนี้ไปอ้าง ควรรู้ขอบเขตห้าเรื่องนี้

1. **รายชื่อ 65 แบรนด์ครบทุกชื่อ** ไม่อยู่ในข่าวปี 2559 และ 10-K ยกมาเฉพาะแบรนด์หลักของแต่ละหมวด
2. **รายชื่อ 100 แบรนด์ที่อยู่ในแผน** ไม่อยู่ในสไลด์ CAGNY สไลด์บอกเฉพาะจำนวน
3. **สัดส่วนยอดขายออนไลน์** 10-K ไม่ได้ให้เป็นตัวเลข รายงานพูดถึงช่องทางดิจิทัลในฐานะช่องทางขายและความเสี่ยงเท่านั้น
4. **เหตุผลรายแบรนด์ที่ถูกเลือกเก็บหรือเลือกออก** มีเพียงเกณฑ์สองข้อในคำพูดของ Taylor
5. **คำว่าแบรนด์ในเครือ "แข่งกันเอง"** ไม่ปรากฏในเอกสารทั้งสามฉบับ บทเดิมของหน้านี้เขียนไว้โดยไม่มีแหล่ง จึงตัดออก

### จำนวนแบรนด์ของ P&G ตอนนี้ยังเป็น 65 อยู่ไหม

เอกสารที่อ่านไม่ได้ให้ตัวเลขใหม่ ตัวเลขราว 65 แบรนด์เป็นคำพูดของผู้บริหารในปี 2559 ส่วน 10-K ฉบับล่าสุดไม่ได้นับจำนวนแบรนด์ทั้งหมด แต่บอกว่าการซื้อ ร่วมทุน และขายกิจการเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบธุรกิจตามปกติ ("As a company that manages a portfolio of consumer brands") จำนวนแบรนด์จึงเปลี่ยนได้ทุกปี หากต้องการตัวเลขของปีนี้ ต้องถามฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ P&G เอง

การลดแบรนด์ของบริษัทใหญ่กระทบบริษัทอื่นในตลาดด้วย บท [กรณีศึกษา Dollar Shave Club ธุรกิจสมาชิกในรายงาน Unilever](https://phygital.co.th/insights/dollar-shave-club-case-study-viral-video-billion-dollar-deal) อ่านเอกสารของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคอีกรายที่ซื้อธุรกิจมีดโกนแบบสมาชิกเข้ามาในพอร์ต ส่วนการบริหารหลายแบรนด์ในธุรกิจโรงแรม ดู [กรณีศึกษา Marriott แฟรนไชส์และไลเซนส์ 7,644 จาก 9,805 แห่ง](https://phygital.co.th/insights/marriott-case-study-loyalty-brand-portfolio)

## คำถามสามข้อก่อนตัดแบรนด์ของตัวเอง

เกณฑ์สองข้อในคำพูดของ Taylor แปลงเป็นคำถามที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กใช้กับสินค้าของตัวเองได้ และเพิ่มอีกหนึ่งข้อจากวิธีวัดส่วนแบ่งตลาดใน 10-K

1. **สินค้าตัวนี้อยู่ในตำแหน่งไหนของหมวดที่ขาย** ถ้ายังไม่รู้ ให้เริ่มจากยอดขายเทียบกับสินค้าที่วางข้าง ๆ บนชั้นเดียวกัน หรือในหน้าค้นหาเดียวกันของร้านออนไลน์
2. **ลูกค้ารู้สึกถึงความต่างของสินค้าตัวนี้ได้จริงหรือไม่** Taylor ใช้คำว่า performance differences หมายถึงความต่างที่เกิดตอนลูกค้าใช้สินค้าจริง
3. **ตัวเลขที่ใช้ตัดสินรวมทุกช่องทางแล้วหรือยัง** สินค้าที่ขายได้น้อยในร้านอาจขายได้ดีออนไลน์ หรือกลับกัน การดูช่องทางเดียวอาจตัดสินค้าที่ยังมีลูกค้า

### ถ้าตัดสินค้าแล้วจะบอกคู่ค้าอย่างไร

เอกสารของ P&G ไม่ได้เล่าวิธีสื่อสารกับคู่ค้า แต่สไลด์ CAGNY แสดงให้เห็นว่าบริษัทบอกตัวเลขแผนและความคืบหน้าต่อนักลงทุนในเอกสารชุดเดียวกัน สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หลักเดียวกันใช้กับร้านค้าที่รับสินค้าไปขายได้ ควรแจ้งรายการสินค้าที่จะเลิก วันที่หยุดส่ง และสินค้าที่จะขึ้นแทน ในเอกสารฉบับเดียว เพื่อให้ร้านค้าวางแผนพื้นที่ชั้นวางได้ทันเวลา

## สรุป

P&G ประกาศแผนขาย เลิก หรือรวม 100 แบรนด์ในสไลด์นักลงทุนเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และรายงานว่าจัดการแล้ว 35 แบรนด์ เดือนตุลาคม 2559 ผู้บริหารสูงสุดบอกว่าบริษัทเหลือ 10 หมวดและราว 65 แบรนด์ ในวันที่โอนธุรกิจความงามเฉพาะทางให้ Coty มูลค่ารวมราว 11.4 พันล้านดอลลาร์ 10-K ฉบับล่าสุดจัดสินค้าไว้ห้ากลุ่ม กลุ่มใหญ่ที่สุดคือ Fabric & Home Care ที่ 35% ของยอดขาย วัดส่วนแบ่งตลาดจากข้อมูลร้านจริงรวมกับข้อมูลออนไลน์ และระบุว่า Walmart คิดเป็นราว 16% ของยอดขาย เอกสารทั้งหมดไม่มีรายชื่อแบรนด์ครบ และไม่มีตัวเลขยอดขายออนไลน์

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### Ariel กับ Tide อยู่ในหมวดสินค้าใดของ P&G

ทั้งสองแบรนด์อยู่ในหมวดดูแลผ้าของกลุ่ม Fabric & Home Care ตาม 10-K ปีงบล่าสุด รายงานยกทั้งสองชื่อเป็นแบรนด์หลักของหมวดนี้พร้อม Downy และ Gain แต่ไม่ได้บอกว่าแต่ละแบรนด์ขายในประเทศใดบ้าง

### P&G ขายแบรนด์ที่ไม่อยู่ในแผนให้ใครบ้าง

เอกสารที่อ่านในบทนี้ระบุผู้ซื้อรายเดียว คือ Coty ซึ่งรับธุรกิจน้ำหอม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สำหรับร้านทำผม ยาย้อมผมที่ขายปลีก และแบรนด์จัดแต่งทรงผมบางแบรนด์ ส่วนแบรนด์อื่นในแผน 100 แบรนด์ สไลด์ CAGNY ไม่ได้ระบุชื่อผู้ซื้อ

### ทำไมยอดขายปีงบล่าสุดของ P&G โต 3% ทั้งที่ปริมาณขายไม่เพิ่ม

10-K อธิบายว่ายอดขายสุทธิที่เพิ่ม 3% เป็น 87.0 พันล้านดอลลาร์ มาจากค่าเงินต่างประเทศที่เป็นบวก 2% และการขึ้นราคา 1% ส่วนปริมาณขายและส่วนผสมสินค้าไม่เปลี่ยนจากปีก่อน ยอดขายที่ตัดผลค่าเงินและการซื้อขายกิจการออกแล้ว (organic sales) เพิ่มขึ้น 1%

### P&G มีพนักงานกี่คน

10-K ระบุว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีพนักงานราว 104,000 คน ลดลง 4% เทียบปีก่อน เหตุผลที่รายงานให้คือโครงการปรับโครงสร้างที่ยังไม่จบ และบอกว่าตัวเลขนี้เป็นการประมาณการ

### เอกสารของ P&G ในบทนี้เปิดอ่านได้ที่ไหน

ทั้งสามฉบับเปิดได้บนเว็บ sec.gov โดยค้นจากชื่อ The Procter & Gamble Company ลิงก์ของแต่ละฉบับอยู่ในย่อหน้าที่สองของบทนี้ ผู้ที่ต้องการอ่านเคสค้าปลีกที่เปิดตัวเลขรายแบรนด์ละเอียดกว่า ดู [กรณีศึกษา Inditex ร้านลดลง 6% ในสามปี ขณะยอดขายโต 22%](https://phygital.co.th/insights/inditex-zara-case-study-multi-format-portfolio)

## P&G ใช้เวลาราวสองปีกว่าจะบอกนักลงทุนได้ว่าเหลือ "about 65 brands"

เจ้าของสินค้าหลายยี่ห้อที่อยากรู้ว่ายี่ห้อไหนควรได้งบบนชั้นวาง และยี่ห้อไหนควรได้งบบนหน้าจอ เริ่มไล่ตัวเลขชุดนี้กับ PHYGITAL AGENCY ได้

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
