# แนวเพลง Pop คืออะไร ทำนองแบบไหนติดหูจากข้อมูลคน 3,000 คน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/pop-music-genre-brand-guide · เผยแพร่ 14 ธันวาคม 2566 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

แนวเพลง Pop คืออะไร ผ่านงานวิจัยของ Jakubowski และคณะ (2017) ที่เทียบเพลงติดหู 100 เพลงกับเพลงไม่ติดหู 100 เพลง แล้วพบลักษณะทำนองสามข้อที่แยกสองกลุ่มได้

## Key Takeaways

- **แนวเพลง Pop คือเพลงที่คนฟังวงกว้างและวัดความนิยมกันด้วยชาร์ตเพลง** — งานวิจัยของ Kelly Jakubowski และคณะในวารสาร Psychology of Aesthetics, Creativity, and the Arts (2017) ใช้ชาร์ตเพลงสหราชอาณาจักรกับคำตอบของคน 3,000 คน เพื่อหาว่าเพลงแบบไหนวนอยู่ในหัวคนฟังเอง
- **เพลงติดหูมีลักษณะทำนองสามข้อที่ต่างจากเพลงทั่วไป** — จังหวะเร็วกว่า (เฉลี่ย 124.10 เทียบ 115.79 bpm) เส้นทำนองโดยรวมเป็นแบบที่พบบ่อยในเพลงป๊อป และช่วงขึ้นลงของทำนองระหว่างจุดเปลี่ยนทิศเป็นแบบที่พบไม่บ่อย
- **ลักษณะทำนองอธิบายได้เพียงส่วนหนึ่ง** — โมเดลของทีมวิจัยแยกเพลงติดหูออกจากเพลงทั่วไปได้ถูก 62.5% ความดังในชาร์ตก็มีผลร่วมด้วย ผู้วิจัยจึงมองว่าเพลงติดหูน่าจะมีหลายสูตร การทำเพลงสั้นให้ธุรกิจจึงควรทดสอบกับคนฟังจริงก่อนใช้

ร้านกาแฟแห่งหนึ่งจ้างคนแต่งเพลงสั้นยาวสิบห้าวินาทีไว้ใช้ท้ายคลิปทุกตัวของร้าน โจทย์ที่ส่งไปมีประโยคเดียวว่า "ขอให้ติดหู" ผู้แต่งส่งทำนองกลับมาสามแบบ ทุกคนในร้านชอบไม่ตรงกัน และไม่มีใครบอกได้ว่าแบบไหนจะวนอยู่ในหัวลูกค้ามากกว่ากัน

คำว่า "ติดหู" มีคนวัดไว้แล้ว บทนี้ใช้[งานวิจัย Dissecting an Earworm ของ Jakubowski, Finkel, Stewart และ Müllensiefen](https://www.apa.org/pubs/journals/releases/aca-aca0000090.pdf) ซึ่งเผยแพร่ออนไลน์วันที่ 3 พฤศจิกายน 2016 และตีพิมพ์ในวารสาร Psychology of Aesthetics, Creativity, and the Arts เล่มที่ 11 ปี 2017 เป็นแหล่งหลัก เพื่อแปลงคำว่าติดหูให้เป็นโจทย์ที่ผู้แต่งเพลงทำงานต่อได้ บทก่อนหน้าในซีรีส์คือ[หนัง Musical](https://phygital.co.th/insights/musical-movie-genre-brand-video-guide) ซึ่งเป็นบทสุดท้ายของชุดแนวหนัง

## แนวเพลง Pop คืออะไร

แนวเพลง Pop หรือเพลงป๊อป คือเพลงที่ตั้งใจให้คนฟังวงกว้าง และความสำเร็จของเพลงวัดกันด้วยยอดฟัง ยอดขาย และอันดับในชาร์ตเพลง ผู้วิจัยในงานนี้เขียนถึงแนวเพลงป๊อปสมัยใหม่ว่ามีเพลงหลากหลายมาก และใช้ข้อมูลจากชาร์ตเพลงสหราชอาณาจักรเป็นตัววัดความดังของเพลง

ความตั้งใจให้คนฟังจำได้ทำให้คำว่า "ติดหู" ผูกกับเพลงป๊อปมาตลอด งานวิจัยนี้ใช้คำทางจิตวิทยาว่า involuntary musical imagery หรือ INMI คือการที่ทำนองเพลงผุดขึ้นมาเองในหัวแล้ววนซ้ำ คนทั่วไปเรียกว่า earworm ซึ่งแบบสอบถามในงานวิจัยก็ใช้คำนี้กับผู้ตอบ

### เพลงติดหูหรือ earworm คืออะไร

เพลงติดหูหรือ earworm คือทำนองที่ผุดขึ้นมาในหัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจนึก แล้ววนซ้ำอยู่ช่วงหนึ่ง นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า involuntary musical imagery (INMI) งานวิจัยก่อนหน้าที่ Jakubowski และคณะรวบรวมไว้พบว่าเกิดขึ้นบ่อยในชีวิตประจำวัน และตัวกระตุ้นที่ถูกรายงานบ่อยที่สุดคือการเพิ่งได้ยินเพลงนั้น

## 3,000 คน 3,806 คำตอบ 1,558 เพลง

ทีมวิจัยใช้คำตอบจากแบบสอบถามออนไลน์ชื่อ The Earwormery ซึ่งถามคนว่าเพลงไหนเคยติดอยู่ในหัว แล้วคัดข้อมูลเป็นขั้น

| ขั้น                                             | ตัวเลขตามงานวิจัย                                      |
| ------------------------------------------------ | --------------------------------------------------------- |
| ผู้ตอบแบบสอบถามที่นำมาใช้                  | 3,000 คน อายุ 12-81 ปี (เฉลี่ย 35.9 ปี)                   |
| ผู้ตอบที่ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องเพลง        | 410 คน (13.67%)                                           |
| คำตอบที่ใช้ได้                                | 3,806 รายการ                                              |
| เพลงที่มีข้อมูลในชาร์ตเพลงสหราชอาณาจักร | 1,558 เพลง                                                |
| เพลงที่นำมาวิเคราะห์ทำนอง                   | เพลงติดหู 100 เพลง จับคู่กับเพลงไม่ติดหู 100 เพลง |
| ลักษณะทำนองที่วัด                             | 83 ตัว                                                    |

ข้อมูลชาร์ตมาจากฐานข้อมูลที่เก็บเพลงในชาร์ตตั้งแต่ปี 1952 ทีมวิจัยนับจำนวนสัปดาห์ที่เพลงอยู่ในชาร์ต อันดับสูงสุดที่เพลงเคยได้ และจำนวนวันนับจากวันที่เพลงหลุดชาร์ตจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2013

ขั้นที่สำคัญที่สุดคือการจับคู่ เพลงไม่ติดหู 100 เพลงคือเพลงที่ไม่มีผู้ตอบคนไหนเอ่ยชื่อเลย แต่ความดังในชาร์ต ช่วงเวลา ศิลปิน และสไตล์ใกล้เคียงกับเพลงติดหูแต่ละเพลง การจับคู่แบบนี้ทำให้ความต่างที่เหลือระหว่างสองกลุ่มมาจากตัวทำนองมากขึ้น

### เพลงที่ติดหูคนมากที่สุดในงานวิจัยคือเพลงอะไร

เพลงที่ผู้ตอบเอ่ยชื่อมากที่สุดคือ Bad Romance ของ Lady Gaga ถูกเอ่ยถึง 33 ครั้ง รองลงมาคือ Can't Get You Out of My Head ของ Kylie Minogue 24 ครั้ง และ Don't Stop Believing ของ Journey 21 ครั้ง ตามตารางที่ 1 ในงานวิจัยของ Jakubowski และคณะ ซึ่งใช้คำตอบจากคน 3,000 คนในแบบสอบถาม The Earwormery

## เพลงดังกับเพลงที่เพิ่งออกจากชาร์ต

ผลแรกของงานวิจัยเป็นเรื่องความดัง เพลงที่ขึ้นอันดับสูงกว่า อยู่ในชาร์ตนานกว่า และหลุดชาร์ตมาไม่นาน ถูกเอ่ยชื่อว่าติดหูบ่อยกว่า เพลงที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยที่สุดเก้าอันดับแรกมีข้อมูลชาร์ตดังนี้

| อันดับ | เพลง                                         | ถูกเอ่ยถึง (ครั้ง) | อันดับสูงสุดในชาร์ต | สัปดาห์ในชาร์ต |
| ------ | -------------------------------------------- | -------------------- | ---------------------- | ---------------- |
| 1      | Bad Romance · Lady Gaga                      | 33                   | 1                      | 47               |
| 2      | Can't Get You Out of My Head · Kylie Minogue | 24                   | 1                      | 25               |
| 3      | Don't Stop Believing · Journey               | 21                   | 6                      | 59               |
| 4      | Somebody That I Used to Know · Gotye         | 19                   | 1                      | 46               |
| 5      | Moves Like Jagger · Maroon 5                 | 17                   | 2                      | 52               |
| 6      | California Gurls · Katy Perry                | 15                   | 1                      | 26               |
| 7      | Bohemian Rhapsody · Queen                    | 14                   | 1                      | 17               |
| 8      | Alejandro · Lady Gaga                        | 12                   | 7                      | 10               |
| 9      | Poker Face · Lady Gaga                       | 11                   | 1                      | 66               |

ผู้วิจัยอธิบายว่าเพลงที่ขึ้นอันดับสูงและอยู่ในชาร์ตนานมีโอกาสถูกเปิดทางวิทยุและบริการฟังเพลงออนไลน์บ่อยกว่า คนฟังจึงคุ้นกว่า ส่วนเพลงที่เพิ่งหลุดชาร์ตก็มีโอกาสที่คนเพิ่งได้ยินมาไม่นาน งานของ Byron และ Fowles (2013) ที่ผู้วิจัยอ้างถึงก็ชี้ทางเดียวกัน คนที่ได้ยินเพลงใหม่หกครั้งมีเพลงนั้นติดหูมากกว่าคนที่ได้ยินสองครั้ง

### เพลงดังในชาร์ตติดหูกว่าไหม

ในงานวิจัยของ Jakubowski และคณะ เพลงที่ขึ้นอันดับสูง อยู่ในชาร์ตสหราชอาณาจักรนาน และหลุดชาร์ตไม่นาน ถูกเอ่ยชื่อว่าติดหูบ่อยกว่า ผู้วิจัยอธิบายว่าเพลงกลุ่มนี้มีโอกาสถูกเปิดบ่อยและคนเพิ่งได้ยิน แต่เมื่อเทียบเพลงที่ดังพอ ๆ กัน ลักษณะทำนองยังช่วยอธิบายเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญ

## ลักษณะทำนองสามข้อของเพลงติดหู

ทีมวิจัยวัดลักษณะทำนอง 83 ตัวด้วยโปรแกรมวิเคราะห์ทำนองชื่อ FANTASTIC แล้วใช้วิธีทางสถิติที่เรียกว่า random forest คัดตัวที่แยกเพลงติดหูออกจากเพลงไม่ติดหูได้ดีที่สุด เหลือสามตัว

| ลักษณะ                               | ผลในงานวิจัย                                                                                                                                                  |
| ------------------------------------ | ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| จังหวะ                               | เพลงติดหูเร็วกว่า เฉลี่ย 124.10 bpm เทียบกับ 115.79 bpm                                                                                                     |
| เส้นทำนองโดยรวม                   | เพลงติดหูมีรูปการขึ้นลงของทำนองแบบที่พบบ่อยในคลังเพลงป๊อป ตัวอย่างในงานวิจัยเป็นวลีทำนองรูปโค้งขึ้นแล้วลง                            |
| ช่วงขึ้นลงระหว่างจุดเปลี่ยนทิศ | เพลงติดหูมีความชันของทำนองระหว่างจุดที่ทำนองเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลงแบบที่พบไม่บ่อย เช่นกระโดดข้ามโน้ตหลายครั้งหรือกระโดดกว้างผิดปกติ |

ผลจากแผนภาพต้นไม้ในงานวิจัยช่วยให้เห็นภาพ เพลงที่เส้นทำนองโดยรวมเข้ากับรูปแบบทั่วไปของเพลงป๊อปเกินเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด ราว 80% เป็นเพลงที่ผู้ตอบเอ่ยว่าติดหู ส่วนเพลงที่เส้นทำนองโดยรวมไม่เข้ากับรูปแบบทั่วไป จะติดหูได้เมื่อการขึ้นลงของทำนองแปลกกว่าปกติ

ผู้วิจัยสรุปผลสามข้อนี้ไว้ว่า ถ้ารูปทำนองตรงกับแบบที่คนคุ้น เพลงมีโอกาสติดหูมากขึ้น ถ้าไม่ตรง ทำนองต้องมีการขึ้นลงที่แปลกมากจึงจะติดหู

### จังหวะเร็วแค่ไหนถึงติดหู

งานวิจัยของ Jakubowski และคณะพบว่าเพลงติดหูมีจังหวะเฉลี่ย 124.10 bpm ส่วนเพลงไม่ติดหูเฉลี่ย 115.79 bpm แต่ผู้วิจัยระบุว่าตัวแปรจังหวะมีนัยสำคัญเพียงเล็กน้อยในการวิเคราะห์ถดถอย และค่าเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มอยู่ใกล้ 120 bpm ซึ่งเป็นจังหวะที่ผู้ใหญ่เคลื่อนไหวหรือรับรู้ได้สบายตามงานวิจัยอื่น จังหวะจึงเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ไม่ใช่เงื่อนไขเดียว

## สิ่งที่งานวิจัยนี้ยังตอบไม่ได้

ผู้วิจัยเขียนข้อจำกัดของงานไว้เองหลายข้อ ข้อเหล่านี้กำหนดว่าธุรกิจควรใช้ผลวิจัยนี้แค่ไหน

1. **แม่นระดับหนึ่งเท่านั้น** โมเดลที่ใช้ลักษณะทำนองสามข้อแยกเพลงติดหูออกจากเพลงไม่ติดหูได้ถูก 62.5%
2. **วิเคราะห์แค่ตัวโน้ตของทำนอง** งานนี้ไม่ได้วัดความดังของเสียง สีเสียง ความชัดของจังหวะ คอร์ด การออกเสียง หรือเนื้อเพลง ซึ่งอาจมีผลเช่นกัน
3. **ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นเพลงป๊อปที่ขึ้นชาร์ต** ผู้วิจัยบอกว่าต้องศึกษาต่อว่ารูปทำนองแบบนี้ใช้กับแนวเพลงอื่นได้หรือไม่
4. **เพลงติดหูอาจมีหลายสูตร** ผู้วิจัยเขียนว่าเพลงป๊อปสมัยใหม่หลากหลายมาก สมมติฐานว่ามีหลายสูตรจึงน่าเชื่อกว่าสูตรเดียวที่ใช้ได้กับทุกเพลง
5. **ไม่ได้วัดตัวคนฟัง** ผู้วิจัยเสนอให้งานต่อไปรวมประวัติการฟัง ความผูกพันส่วนตัวกับเพลง และอารมณ์ของคนฟังเข้าไปด้วย

ผู้วิจัยยังเขียนว่าผลงานนี้อาจเป็นประโยชน์กับนักแต่งเพลงและนักโฆษณาที่อยากให้เพลงวนอยู่ในหัวคนนานหลังได้ยิน ข้อความนี้ยืนยันว่าเอาผลไปใช้ได้ แต่ข้อจำกัดห้าข้อด้านบนบอกว่าต้องใช้คู่กับการทดสอบ

### ทำตามลักษณะเหล่านี้แล้วเพลงจะติดหูแน่ไหม

ไม่แน่ โมเดลของ Jakubowski และคณะแยกเพลงติดหูได้ถูก 62.5% ความดังและการได้ยินบ่อยก็มีผลร่วม และผู้วิจัยมองว่าเพลงติดหูน่าจะมีหลายสูตร ลักษณะทำนองสามข้อจึงใช้เป็นจุดเริ่มของโจทย์ได้ แต่ต้องตามด้วยการทดสอบกับคนฟังกลุ่มเป้าหมายและการเปิดเพลงให้คนได้ยินซ้ำ

## โจทย์ทำนองห้าข้อสำหรับผู้แต่งเพลง

ห้าข้อนี้เป็นวิธีของฟิจิทัลที่แปลงผลวิจัยเป็นขั้นตอนทำงาน ทีมวิจัยไม่ได้เขียนเป็นคำแนะนำไว้

1. **ระบุช่วงความเร็วในโจทย์** เพลงติดหูในงานวิจัยเฉลี่ยราว 124 bpm ใช้เป็นจุดตั้งต้นของการคุย แล้วปรับตามภาพของร้าน
2. **ขอทำนองอย่างน้อยสองรูป** แบบหนึ่งขึ้นลงเป็นรูปที่คนคุ้น อีกแบบมีจุดกระโดดที่แปลกหู เพราะงานวิจัยพบว่าติดหูได้ทั้งสองทาง
3. **วัดก่อนเลือก** ให้ลูกค้ากลุ่มเล็กฟังแต่ละแบบ แล้วถามในวันถัดไปว่าจำท่อนไหนได้ หรือมีท่อนไหนผุดขึ้นมาเอง
4. **วางแผนให้คนได้ยินซ้ำ** งานวิจัยพบว่าความดังและการเพิ่งได้ยินมีผล เพลงสั้นของร้านจึงต้องมีจุดที่ลูกค้าได้ยินซ้ำ เช่นท้ายคลิปทุกตัวหรือในร้าน
5. **เก็บค่าที่วัดได้ไว้เทียบ** จดความเร็ว รูปทำนอง และผลทดสอบของทุกแบบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเมื่อทำเพลงชิ้นถัดไป

เรื่องสิทธิ์ของเพลงที่ธุรกิจจ้างแต่ง และเสียงของผู้ร้องหรือผู้พากย์ที่ต้องขอความยินยอม อยู่ในบท[แต่งเพลงประจำแบรนด์และพากย์เสียง เสียงคนต้องขอยินยอมแค่ไหน](https://phygital.co.th/insights/brand-song-radio-spot-voiceover) ส่วนการแยกว่าเพลงหนึ่งเพลงมีเจ้าของกี่ชั้น อยู่ในบท[Music Marketing เพลงหนึ่งเพลงมีเจ้าของกี่ชั้น](https://phygital.co.th/insights/music-marketing-agency) แนวเพลงถัดไปในซีรีส์คือ[แนวเพลง Rock](https://phygital.co.th/insights/rock-music-genre-brand-guide)

### เพลงสั้นประจำร้านควรยาวแค่ไหน

งานวิจัยของ Jakubowski และคณะไม่ได้วัดความยาวเพลง จึงไม่มีตัวเลขที่ใช้ตอบข้อนี้ได้ตรง ๆ สิ่งที่งานวิจัยบอกคือการได้ยินบ่อยและการเพิ่งได้ยินมีผลต่อการติดหู ความยาวที่เหมาะจึงขึ้นกับจุดที่ลูกค้าจะได้ยินเพลง เช่นท้ายคลิปสั้นหรือในร้าน แล้วทดสอบว่าลูกค้าจำท่อนไหนได้

## สรุป

แนวเพลง Pop คือเพลงที่ตั้งใจให้คนฟังวงกว้างและวัดความสำเร็จด้วยชาร์ต งานวิจัยของ Jakubowski และคณะใช้คำตอบจากคน 3,000 คนและข้อมูลชาร์ตสหราชอาณาจักร เทียบเพลงติดหู 100 เพลงกับเพลงที่ดังพอ ๆ กันแต่ไม่มีใครเอ่ยชื่อ 100 เพลง แล้วพบว่าเพลงติดหูเร็วกว่า มีรูปทำนองโดยรวมแบบที่คนคุ้น และมีการขึ้นลงระหว่างจุดเปลี่ยนทิศแบบที่พบไม่บ่อย ความดังและการเพิ่งได้ยินก็มีผลร่วม แต่โมเดลแม่นเพียง 62.5% และผู้วิจัยเชื่อว่ามีหลายสูตร ธุรกิจที่ทำเพลงสั้นของตัวเองจึงใช้สามข้อนี้เขียนโจทย์ แล้วทดสอบกับคนฟังจริงก่อนใช้

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### แบบสอบถาม The Earwormery คืออะไร

The Earwormery คือแบบสอบถามออนไลน์เรื่องประสบการณ์เพลงติดหูที่มีอยู่ก่อนงานวิจัยนี้ (Williamson และคณะ 2012) ตอนเขียนงานวิจัยมีผู้ตอบครบแล้ว 5,989 คน ทีมเลือกใช้คำตอบของ 3,000 คนด้วยเหตุผลด้านการทำงาน เพราะต้องคัดและจัดข้อมูลคำตอบด้วยมือ

### งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลเพลงไทยไหม

ไม่ได้ใช้ ข้อมูลความดังมาจากชาร์ตเพลงสหราชอาณาจักร และเพลงที่วิเคราะห์เป็นเพลงที่ผู้ตอบแบบสอบถามเอ่ยชื่อและมีข้อมูลในชาร์ตนั้น ผลวิจัยจึงควรใช้เป็นแนวทางตั้งต้น แล้วทดสอบกับคนฟังในไทยก่อนสรุป

### random forest ที่ใช้ในงานวิจัยคืออะไร

random forest คือวิธีทางสถิติที่สร้างแผนภาพตัดสินใจจำนวนมากแล้วรวมผลเข้าด้วยกัน ทีมวิจัยใช้วิธีนี้เพราะรับตัวแปรจำนวนมากได้ และแต่ละแผนภาพไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกัน ซึ่งเข้ากับสมมติฐานว่าเพลงติดหูมีหลายสูตร

### เพลงติดหูเกิดขึ้นตอนไหนบ่อยที่สุด

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้วัดโดยตรง แต่ผู้วิจัยอ้างงานบันทึกประจำวันก่อนหน้าที่พบว่าเพลงติดหูจำนวนมากเกิดระหว่างการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เช่นการเดินหรือวิ่ง และเสนอให้ศึกษาต่อว่าจังหวะเพลงเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวหรือไม่

### ทำไมเพลงเก่าอย่าง Bohemian Rhapsody ยังติดอันดับ

Bohemian Rhapsody ของ Queen ถูกเอ่ยถึง 14 ครั้ง ทั้งที่หลุดชาร์ตมาแล้ว 13,621 วันนับถึงวันอ้างอิงของงานวิจัย ผลนี้แสดงว่าความใหม่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ผู้วิจัยเสนอให้ศึกษาต่อว่าอายุของผู้ตอบกับช่วงเวลาที่เพลงออกมีผลร่วมกันหรือไม่

## โจทย์ "ขอให้ติดหู" เขียนเป็นความเร็วและรูปทำนองได้

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยเขียนโจทย์ทำนองและทดสอบเพลงสั้นของธุรกิจคุณกับคนฟังจริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
