# กลยุทธ์ Phygital Marketing B2B กับ B2C ต่างกันตรงไหน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/phygital-marketing-b2b-vs-b2c · เผยแพร่ 30 ธันวาคม 2562 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

เจาะลึกความแตกต่างของการทำ Phygital Marketing ระหว่างธุรกิจ B2B และ B2C พร้อมแนวทางการผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์ให้ตอบโจทย์วงจรการขายที่แตกต่างกัน

## Key Takeaways

- **** — ทำความเข้าใจแก่นแท้ของความแตกต่างระหว่างลูกค้า B2B (เน้นเหตุผล) และ B2C (เน้นอารมณ์)
- **** — วิธีประยุกต์ใช้ Phygital Marketing ในฝั่ง B2C ที่ต้องการความรวดเร็วและประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ
- **** — การทลายกำแพงความเชื่อที่ว่า Phygital เหมาะกับค้าปลีกเท่านั้น พร้อมตัวอย่างการใช้ Phygital ปิดการขายโปรเจกต์ใหญ่ในฝั่ง B2B

เจ้าของธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) หรือธุรกิจที่ขายให้องค์กรด้วยกัน เช่น ขายเครื่องจักร เครื่องมือแพทย์ หรือรับเหมาก่อสร้าง มักมองว่า Phygital Marketing ใช้ได้เฉพาะร้านค้าปลีกที่ลูกค้าเดินเข้าร้าน และไม่แน่ใจว่าธุรกิจของตัวเองจะหยิบแนวคิดนี้ไปใช้อย่างไร เพื่อตอบคำถามนั้น บทนี้เทียบธรรมชาติการซื้อของ B2B กับ B2C (ผู้บริโภคทั่วไป) แยกกลยุทธ์ของแต่ละฝั่ง สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ และชี้จุดที่ธุรกิจซึ่งมีลูกค้าทั้งสองแบบพร้อมกันต้องระวัง

กลยุทธ์ Phygital Marketing ที่ออกแบบดีต้องแตกต่างกันตามธรรมชาติของลูกค้า B2C ซึ่งเน้นความรวดเร็วและอารมณ์ร่วม กับลูกค้า B2B ซึ่งเน้นข้อมูลแน่นและความน่าเชื่อถือ เพราะแม้ปลายทางการตัดสินใจซื้อจะยังเป็น "มนุษย์" เหมือนกัน แต่วิธีประมวลผลและระยะเวลาตัดสินใจนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีสูตรสำเร็จเดียวที่ใช้ได้กับทั้งสองฝั่ง บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) ให้บริการวางกลยุทธ์ในลักษณะนี้ให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจ

ภาพจำที่ทำให้เกิดความเข้าใจแบบนี้มาจากตัวอย่างที่คนนึกถึงก่อน เช่น ร้านเสื้อผ้าที่มีกระจกอัจฉริยะ หรือร้านกาแฟที่ให้ลูกค้าสแกน QR Code สั่งเครื่องดื่มล่วงหน้า เจ้าของธุรกิจ B2B จึงมักถามว่า "แล้วธุรกิจที่ขายเครื่องจักร เครื่องมือแพทย์ หรืองานรับเหมาก่อสร้าง จะเอาเรื่องนี้มาใช้ได้อย่างไร?"

## ความเข้าใจผิด: Phygital มีไว้สำหรับร้านค้าปลีกเท่านั้น?

### Phygital Marketing คืออะไร?

Phygital Marketing คือกลยุทธ์การตลาดที่ผสานประสบการณ์ระหว่างโลกออฟไลน์ (Physical) และโลกออนไลน์ (Digital) ให้เป็นเส้นทางเดียวกันแบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าลูกค้าจะเจอแบรนด์ผ่านหน้าร้าน เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน ข้อมูลและประสบการณ์ต้องเชื่อมต่อกันแบบเรียลไทม์ เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังคุยกับแบรนด์เดียวกันตลอดทุกจุดสัมผัส ไม่ใช่คนละบริษัทที่บังเอิญใช้ชื่อเดียวกัน

เป็นเรื่องปกติที่ตัวอย่างของ Phygital มักจะมาจากแบรนด์ค้าปลีก (Retail) หรือร้านอาหาร (F&B) เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีจำนวนลูกค้ารายย่อย (Mass) มหาศาล การนำเทคโนโลยีมาใช้จึงเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจ B2B กลับเป็นกลุ่มที่ต้องการการ "เชื่อมข้อมูลออฟไลน์และออนไลน์" มากไม่แพ้กัน เพราะวงจรการขาย (Sales Cycle) ของ B2B นั้นยาวนานกว่า มีผู้ตัดสินใจหลายคน และต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกประกอบการตัดสินใจ หากพนักงานขาย (Physical) ขาดข้อมูลพฤติกรรมบนเว็บไซต์ของลูกค้า (Digital) การจะปิดการขายโปรเจกต์หลักล้านก็อาจกลายเป็นเรื่องยาก

ดังนั้น Phygital จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าร้านค้าปลีก แต่คือยุทธศาสตร์ที่ทุกโมเดลธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้

### ทำไมหลายคนถึงเข้าใจผิดว่า Phygital Marketing มีไว้สำหรับร้านค้าปลีกเท่านั้น?

เคสที่ถูกหยิบมาเล่าซ้ำมากที่สุดคือร้านค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Nike, Sephora และ Starbucks ซึ่งเป็น B2C ทั้งหมด ความถี่ของตัวอย่างชุดนี้จึงกลายเป็นภาพจำไปเอง แนวคิด Phygital ใช้ได้กับทุกธุรกิจที่ลูกค้า "สัมผัส" ธุรกิจได้ทั้งในโลกจริงและดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีการสาธิตสินค้าแบบ In-person บริษัทที่ปรึกษาที่มีทั้งการพบปะและการประชุมออนไลน์ หรือร้านอาหารที่มีทั้งหน้าร้านและ Delivery

## พื้นฐานที่ต้องรู้: ธรรมชาติของ B2B และ B2C ที่ต่างกันสุดขั้ว

ก่อนจะลงลึกถึงกลยุทธ์ เราต้องเข้าใจพื้นฐานความแตกต่างของโมเดลธุรกิจทั้งสองแบบเสียก่อน

* **B2C (Business-to-Consumer):** การตัดสินใจซื้อมักใช้อารมณ์ (Emotional) เป็นหลัก วงจรการขายสั้น ซื้อเร็ว จบเร็ว ผู้ตัดสินใจมักจะมีคนเดียวหรือเป็นคนในครอบครัว
* **B2B (Business-to-Business):** การตัดสินใจซื้อต้องใช้เหตุผล (Rational) และเน้นความคุ้มค่า (ROI) เป็นหลัก วงจรการขายยาวนาน (หลายเดือนหรือเป็นปี) และต้องผ่านการอนุมัติจากผู้มีอำนาจตัดสินใจหลายคน (จัดซื้อ, ผู้จัดการ, ผู้บริหาร)

ความต่างเรื่องกระบวนการนี้ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ลูกค้าสองกลุ่มใช้ตัดสินใจไว้ใจแบรนด์จะต่างกันด้วย [รายงาน State of the AI Connected Customer ฉบับที่ 7 ของ Salesforce](https://www.salesforce.com/en-us/wp-content/uploads/sites/4/documents/research/State-of-the-Connected-Customer.pdf) ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 15,015 คนและผู้ซื้อภาคธุรกิจ 1,570 คนใน 18 ประเทศ ระหว่าง 26 กรกฎาคมถึง 20 สิงหาคม 2024 พบว่าสิ่งที่ทำให้ทั้งสองกลุ่มไว้ใจแบรนด์เป็นชุดเดียวกันและเรียงลำดับเหมือนกัน คือราคาที่เป็นธรรม คุณภาพสินค้าและบริการที่สม่ำเสมอ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ขณะเดียวกันรายงานระบุว่า 64% ของลูกค้าเห็นว่าบริษัทต่าง ๆ ใช้ข้อมูลลูกค้าอย่างไม่ระมัดระวัง

ข้อมูลชุดนี้เก็บจาก 18 ประเทศที่ไม่รวมประเทศไทย จึงใช้อ่านทิศทางได้แต่ไม่ควรอ้างเป็นสถิติของตลาดไทยโดยตรง สิ่งที่นำมาใช้ได้ทันทีคือข้อสรุปเชิงหลักการว่า กลยุทธ์ B2B กับ B2C ต่างกันที่จังหวะและช่องทาง ไม่ใช่ต่างกันที่มาตรฐานความโปร่งใสซึ่งทั้งสองกลุ่มคาดหวังเท่ากัน

### ธรรมชาติของธุรกิจ B2B และ B2C ต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อกลยุทธ์ Phygital อย่างไร?

ธุรกิจ B2C มีลักษณะการตัดสินใจซื้อที่รวดเร็ว ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ และมี Customer Journey ที่สั้น กลยุทธ์ Phygital สำหรับ B2C จึงเน้นความรวดเร็ว สร้างความดื่มด่ำ และกระตุ้นการตัดสินใจ ณ จุดขาย ในทางตรงข้าม B2B มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายคนในการตัดสินใจ ใช้เวลานาน และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความน่าเชื่อถือ กลยุทธ์ Phygital สำหรับ B2B จึงเน้นการสร้าง Trust ผ่าน Content ที่มีคุณภาพ การนำเสนอ Case Study และการดูแล Relationship ระยะยาวผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

## Phygital Marketing สำหรับธุรกิจ B2C: รวดเร็ว ดื่มด่ำ และกระตุ้นอารมณ์

สำหรับธุรกิจ B2C การทำ Phygital จะมุ่งเน้นไปที่การลดแรงเสียดทาน (Friction) ทำให้ลูกค้าซื้อของได้ง่ายที่สุด และสร้างประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกสนุกหรือว้าว (Immersion)

**ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:**

* **Virtual Try-On ข้ามมิติ:** แบรนด์เครื่องสำอางให้ลูกค้าทดลองสีลิปสติกผ่านฟิลเตอร์ AR บนมือถือ (Digital) เมื่อลูกค้าเดินมาที่สาขา พนักงานสามารถดึงข้อมูลสีที่ลูกค้าชอบมาให้ลองของจริงบนริมฝีปากได้ทันที (Physical)
* **Gamification อินสโตร์:** ห้างสรรพสินค้าจัดกิจกรรมให้คนเดินหา QR Code ที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ (Physical) เพื่อสแกนรับคูปองส่วนลดและเล่นเกมผ่านแอปพลิเคชัน (Digital) กระตุ้นให้เกิดความสนุกและการใช้จ่ายแบบไม่รู้ตัว

### Phygital Marketing สำหรับ B2C ต่างจาก B2B อย่างไรในทางปฏิบัติ?

ในทางปฏิบัติ Phygital Marketing สำหรับ B2C เน้นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำและกระตุ้นการซื้อซ้ำ เช่น ระบบ Loyalty Program ที่ทำงานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ Interactive Display หน้าร้านที่เชื่อมกับแอป และ QR Code บนบรรจุภัณฑ์ที่พาลูกค้าไปยัง Content ที่เกี่ยวข้อง สำหรับ B2B กลยุทธ์ Phygital มักอยู่ในรูปแบบ Virtual Showroom ที่ลูกค้าสำรวจผลิตภัณฑ์แบบ 3D ก่อนการพบปะจริง การใช้ AR สำหรับการสาธิตสินค้าซับซ้อน และ Digital Follow-up ที่ Personalized หลังการพบปะแบบ Face-to-face

## Phygital Marketing สำหรับธุรกิจ B2B: ข้อมูลแน่น สร้างความน่าเชื่อถือ และไร้รอยต่อ

ในฝั่งของธุรกิจ B2B เทคโนโลยีจะไม่เน้นความฉาบฉวย แต่จะเข้ามาช่วยสนับสนุน "พนักงานขาย" ให้ทำงานได้เฉียบคมขึ้น และทำให้ "ผู้ซื้อ" ได้รับข้อมูลที่ต้องการอย่างโปร่งใส

**ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:**

* **งานจัดแสดงสินค้า (Trade Shows) ที่เก็บ Data ได้ 100%:** แทนที่จะแจกโบรชัวร์กระดาษ (Physical) ที่มักจะถูกทิ้ง แบรนด์ B2B สามารถจัดทำโมเดลสินค้า 3D ผ่านหน้าจอทัชสกรีน เมื่อลูกค้าองค์กรสนใจ สามารถสแกนป้ายชื่อ (Badge) หรือนามบัตรดิจิทัล เพื่อให้ระบบส่ง E-Catalog เจาะลึกพร้อมสเปกเครื่องจักรเข้าอีเมลทันที (Digital) พร้อมแจ้งเตือนให้เซลส์โทรติดตามผลในวันรุ่งขึ้น
* **AR สำหรับสินค้าขนาดใหญ่:** บริษัทรับเหมาก่อสร้าง หรือผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนัก ไม่จำเป็นต้องขนของจริงไปหาลูกค้าทุกครั้ง เซลส์สามารถนำแท็บเล็ตไปพบลูกค้าในห้องประชุม (Physical) แล้วเปิดเทคโนโลยี AR เพื่อฉายภาพโมเดลเครื่องจักรขนาดเท่าของจริงลงบนพื้นที่โรงงานของลูกค้า (Digital) เพื่อดูขนาดและการจัดวาง ซึ่งช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้ดีกว่าการดูผ่านกระดาษหลายเท่า
* **ระบบ Portal ของลูกค้าองค์กร:** ให้ลูกค้าสามารถเข้ามาตรวจเช็กสถานะการผลิต สต็อกสินค้า หรือขอใบเสนอราคาผ่านระบบออนไลน์ (Digital) โดยมีพนักงานดูแลลูกค้า (Account Manager) คอยให้คำปรึกษาและเข้าพบเป็นระยะ (Physical)

### ธุรกิจ B2B ควรเชื่อมข้อมูลจากจุดไหนก่อนถึงจะช่วยงานขายได้เร็วที่สุด?

เชื่อมข้อมูลการเข้าดูเนื้อหาบนเว็บไซต์เข้ากับบันทึกการติดต่อของทีมขายก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นจุดที่เห็นผลเร็วที่สุดโดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานของทีม เมื่อพนักงานขายรู้ว่าผู้ติดต่อเปิดดูหน้าสเปกหรือหน้าราคาก่อนนัดหมาย บทสนทนาจะเริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าสนใจอยู่แล้ว แทนการเริ่มจากการแนะนำบริษัทตั้งแต่ต้นทุกครั้ง

## ตารางเปรียบเทียบ B2B vs B2C Phygital Strategy

| มิติการทำงาน            | Phygital ในธุรกิจ B2C                          | Phygital ในธุรกิจ B2B                                        |
| ------------------------- | ----------------------------------------------- | ------------------------------------------------------------- |
| **เป้าหมายหลัก**        | ความสะดวกรวดเร็ว, ประสบการณ์แปลกใหม่        | การให้ข้อมูลที่แม่นยำ, การสนับสนุนการขาย               |
| **อารมณ์ vs เหตุผล**      | กระตุ้นอารมณ์ (Emotional) ให้เกิด Impulse Buy | นำเสนอความคุ้มค่า (Rational) และสร้าง Trust              |
| **เทคโนโลยีที่มักใช้** | แอปพลิเคชัน, Kiosk, AR ฟิลเตอร์, Social Media  | CRM, 3D Product Demo, ระบบ Portal อัตโนมัติ                   |
| **บทบาทของพนักงาน**     | คอยอำนวยความสะดวก และปิดการขายหน้าร้าน  | เป็นที่ปรึกษาเชิงลึก (Consultant) และรักษาความสัมพันธ์ |

ไม่ว่าจะเป็น B2B หรือ B2C แนวคิดพื้นฐานก็ยังยึดหลัก[Phygital Marketing คืออะไร กลยุทธ์เชื่อมออฟไลน์กับออนไลน์](https://phygital.co.th/insights/what-is-phygital-marketing) เหมือนกัน เพียงแต่วิธีวัดผลอาจต่างกัน ดูรายละเอียดที่[วัดผล Phygital Marketing ด้วย 4 KPI ที่บอกว่าคุ้มหรือไม่](https://phygital.co.th/insights/phygital-marketing-kpi-measurement) ไม่ว่าจะขายให้องค์กรหรือผู้บริโภค การออกแบบเส้นทางลูกค้าที่ดีก็ยังเป็นหัวใจสำคัญ อ่านเพิ่มเติมได้ใน[Phygital Customer Journey วางเส้นทางลูกค้าให้ปิดการขาย](https://phygital.co.th/insights/phygital-customer-journey-mapping) และก่อนลงมือทำจริง ควรเตรียมความพร้อมให้ครบก่อน อ่านได้ใน[พิมพ์เขียว Phygital Marketing เช็ก 3 ข้อก่อนลงทุน](https://phygital.co.th/insights/phygital-marketing-readiness-blueprint)

---

## ธุรกิจที่มีลูกค้าทั้งสองแบบพร้อมกันต้องระวังอะไร

ตารางเปรียบเทียบด้านบนทำให้ดูเหมือนธุรกิจต้องเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งให้ชัด แต่ความเสี่ยงจริงมักเกิดกับธุรกิจที่มีลูกค้าทั้งสองแบบพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว เช่น ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ขายทั้งเจ้าของบ้านและบริษัทตกแต่งภายใน เมื่อใช้ชุดเดียวกันกับทั้งสองกลุ่ม ลูกค้าองค์กรจะรู้สึกว่าข้อมูลไม่พอสำหรับการตัดสินใจมูลค่าสูง ส่วนลูกค้าทั่วไปจะรู้สึกว่าขั้นตอนมากเกินจำเป็นสำหรับของที่ตัดสินใจได้เร็ว

จุดตรวจก่อนออกแบบจึงเป็นการดูฐานลูกค้าจริงว่ากำลังขายให้กลุ่มเดียวหรือทั้งสองกลุ่ม ถ้าเป็นแบบผสม ต้องแยกเส้นทางลูกค้าตั้งแต่ต้นและแยกผู้รับผิดชอบด้วย เพราะจุดที่ทำให้ลูกค้าทั่วไปประทับใจ มักเป็นจุดเดียวกับที่ทำให้ลูกค้าองค์กรลังเล วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือดูรายชื่อลูกค้าย้อนหลัง 12 เดือนแล้วแยกว่ารายใดซื้อในนามบุคคลและรายใดซื้อในนามองค์กร ถ้าสัดส่วนกลุ่มหลังเกินหนึ่งในสี่ แปลว่าต้องมีเส้นทางแยกแล้ว

หัวใจของทั้งสองฝั่งจึงยังเป็นเรื่องเดียวกัน คือการส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงกับวิธีตัดสินใจของลูกค้ากลุ่มนั้นจริง การนำแนวคิด **Phygital Marketing** มาใช้ไม่ใช่การคัดลอกวิธีของอีกฝั่งมาทั้งชุด แต่คือการเลือกเครื่องมือให้เข้ากับวงจรการขายของธุรกิจตัวเอง

## สรุป

ความต่างระหว่างการทำ Phygital Marketing ฝั่ง B2C กับ B2B อยู่ที่จังหวะและเครื่องมือ ไม่ใช่หลักการ ฝั่ง B2C ตัดสินใจเร็วและใช้ความรู้สึกประกอบ กลยุทธ์จึงเน้นลดขั้นตอนและสร้างประสบการณ์ที่จำได้ ส่วนฝั่ง B2B มีผู้ตัดสินใจหลายคนและใช้เวลานาน กลยุทธ์จึงเน้นให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้และสนับสนุนงานของทีมขาย สิ่งที่ทั้งสองกลุ่มคาดหวังเท่ากันคือราคาที่เป็นธรรม คุณภาพที่สม่ำเสมอ และการดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ธุรกิจที่ขายให้ทั้งสองกลุ่มต้องแยกเส้นทางลูกค้าและผู้รับผิดชอบตั้งแต่ต้น เพราะวิธีที่ได้ผลกับกลุ่มหนึ่งมักเป็นจุดที่ทำให้อีกกลุ่มลังเล

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ธุรกิจ B2B ขนาดย่อมควรเริ่มต้นทำ Phygital จากตรงไหน

เริ่มจากการบันทึกว่าผู้ติดต่อจากองค์กรลูกค้าเข้าดูเนื้อหาหน้าไหนบนเว็บไซต์ แล้วส่งข้อมูลนั้นให้ทีมขายก่อนเข้าพบ เท่านี้ก็เปลี่ยนการนำเสนอจากการเล่าทุกอย่างให้ฟัง เป็นการตอบเฉพาะสิ่งที่ลูกค้ากำลังหาคำตอบอยู่ ซึ่งลดจำนวนรอบการนัดหมายลงได้ตั้งแต่ดีลแรก

### ธุรกิจ B2C ขนาดเล็กที่งบจำกัดควรเริ่มจากช่องทางไหนก่อน

เริ่มจากจุดที่ลงทุนน้อยแต่วัดผลได้ชัด เช่น ติด QR Code บนบรรจุภัณฑ์หรือใบเสร็จให้ลิงก์ไปหน้าสะสมแต้มบน LINE OA แล้วให้พนักงานหน้าร้านชวนลูกค้าสแกนทุกครั้งที่ชำระเงิน เมื่ออัตราการสแกนนิ่งแล้วจึงค่อยขยายไปสู่จุดสัมผัสที่ใช้งบสูงกว่า

### ความน่าเชื่อถือสร้างด้วยช่องทางดิจิทัลเพียงอย่างเดียวได้หรือไม่สำหรับ B2B

ช่องทางดิจิทัลทำหน้าที่เบิกทางและให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ล่วงหน้า แต่ดีลมูลค่าสูงยังตัดสินกันที่การพูดคุยและการเห็นวิธีทำงานจริงของทีม ดิจิทัลจึงย่นเวลาในช่วงหาข้อมูล ส่วนการพบกันยังเป็นช่วงที่ตัดสินใจ

### ธุรกิจที่มีลูกค้าทั้ง B2B และ B2C พร้อมกัน ควรวางกลยุทธ์อย่างไร

แยกเส้นทางลูกค้าออกจากกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช้ชุดเดียวปนกัน เช่น ฝั่งค้าปลีกเน้นความเร็วและกิจกรรมหน้าร้าน ส่วนฝั่งลูกค้าองค์กรแยกเป็นช่องทางที่ให้ข้อมูลครบและติดตามงานได้ ที่สำคัญคือแยกผู้รับผิดชอบด้วย เพราะทีมเดียวที่ดูแลสองเส้นทางมักเผลอใช้วิธีของฝั่งที่ถนัดกว่ากับลูกค้าทั้งสองกลุ่ม

### วัดผลกลยุทธ์ Phygital ของ B2B ต่างจาก B2C อย่างไร

ฝั่ง B2C วัดที่อัตราการซื้อซ้ำและยอดต่อบิลซึ่งเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์ ส่วนฝั่ง B2B ต้องวัดตัวชี้วัดกลางทางด้วย เช่น จำนวนผู้เกี่ยวข้องในองค์กรลูกค้าที่เข้ามาดูข้อมูล และระยะเวลาจากการติดต่อครั้งแรกถึงการเสนอราคา เพราะผลลัพธ์ปลายทางกินเวลาหลายเดือน ตัวชี้วัดชุดเต็มอยู่ใน[วัดผล Phygital Marketing ด้วย 4 KPI ที่บอกว่าคุ้มหรือไม่](https://phygital.co.th/insights/phygital-marketing-kpi-measurement)

### PHYGITAL AGENCY ช่วยออกแบบกลยุทธ์ที่ต่างกันของสองฝั่งได้หรือไม่

ได้ โดยเริ่มจากการดูว่าลูกค้าของธุรกิจตัดสินใจซื้อด้วยข้อมูลชุดใดและมีจุดสัมผัสที่ไหนบ้าง แล้วออกแบบแยกตามเส้นทางจริงของแต่ละกลุ่ม ไม่ใช้ชุดสำเร็จรูปเดียวกับทุกธุรกิจ ติดต่อได้ที่ hello@phygital.co.th

## ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจ B2B หรือ B2C เราพร้อมออกแบบประสบการณ์ที่ใช่สำหรับคุณ

PHYGITAL AGENCY เชี่ยวชาญการวิเคราะห์และวางกลยุทธ์ทั้งฝั่ง B2B และ B2C เพื่อผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์ให้เกิดยอดขายที่วัดผลได้จริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
