# กรณีศึกษา Nokia ความเสี่ยงที่บริษัทเขียนไว้ในรายงานประจำปี

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/nokia-case-study-underestimated-iphone-market-collapse · เผยแพร่ 8 มีนาคม 2567 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

กรณีศึกษา Nokia จากรายงาน Nokia in 2007 ถึง 2010 ที่บริษัทเขียนเอง ตั้งแต่ยอดขาย 51,058 ล้านยูโร หัวข้อความเสี่ยง จนถึงปีที่ส่วนแบ่งลดเหลือ 32%

## Key Takeaways

- **รายงาน Nokia in 2007 บันทึกยอดขายสุทธิ 51,058 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 24% และกำไรสุทธิ 7,205 ล้านยูโร** — ในหัวข้อ Risk factors ของเล่มเดียวกัน บริษัทเขียนไว้ว่าถ้ามีตลาดกลุ่มใหม่ที่โตเร็วกว่าเกิดขึ้นในส่วนที่ Nokia ไม่ได้ลงทุน ธุรกิจอาจได้รับผลเสียอย่างมีนัยสำคัญ
- **เป้าหมายเรื่องส่วนแบ่งตลาดที่ Nokia ประกาศเปลี่ยนไปทีละปี** — รายงานสองเล่มแรกตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่ง เล่มปี 2552 ตั้งเป้าให้ทรงตัว และเล่มปี 2553 รายงานว่าส่วนแบ่งลดจากราว 34% เหลือ 32% พร้อมเขียนว่าการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกระทบตำแหน่งของบริษัท
- **รายงานทั้งสี่เล่มไม่เอ่ยชื่อ Apple หรือ iPhone เลย** — เรื่องที่เล่ากันว่าผู้บริหาร Nokia ดูแคลนคู่แข่งรายใดจึงตรวจสอบจากเอกสารชุดนี้ไม่ได้ ส่วนที่ตรวจได้คือข้อความที่บริษัทเขียนถึงตัวเองทุกปี

ปีที่ยอดขายเริ่มชะลอ คือปีที่เจ้าของธุรกิจซึ่งต้องส่งรายงานให้ผู้ถือหุ้น ธนาคาร หรือหุ้นส่วน ต้องคิดหนักว่าควรเขียนอะไรไว้ล่วงหน้า และเขียนอย่างไรให้คนอ่านตรวจสอบได้

Nokia เผยแพร่รายงานประจำปีภาษาอังกฤษชื่อ [Nokia in 2007](https://www.nokia.com/system/files/files/request-nokia-in-2007-pdf.pdf), [Nokia in 2008](https://www.nokia.com/system/files/files/request-nokia-in-2008-pdf.pdf), [Nokia in 2009](https://www.nokia.com/system/files/files/request-nokia-in-2009-pdf.pdf) และ [Nokia in 2010](https://www.nokia.com/system/files/files/request-nokia-in-2010-pdf.pdf) ไว้บนเว็บไซต์ของบริษัทเอง แต่ละเล่มมีรายงานของคณะกรรมการ งบการเงิน และหัวข้อ Risk factors ที่บริษัทต้องเขียนบอกผู้ถือหุ้นว่าอะไรทำให้ผลประกอบการแย่ลงได้ บทนี้อ่านสี่เล่มเรียงกันเพื่อดูว่าบริษัทที่ยังเป็นผู้นำตลาดเขียนถึงความเสี่ยงของตัวเองอย่างไร และเขียนข่าวร้ายอย่างไรเมื่อตัวเลขเริ่มลง บทไม่ได้ตัดสินว่าผู้บริหารคนใดคิดอะไร เพราะรายงานประจำปีไม่ใช่เอกสารที่บันทึกความคิดของใคร

## หัวข้อความเสี่ยงในเล่มที่ยอดขายสูงสุด

Nokia in 2007 เป็นเล่มที่ตัวเลขดีที่สุดในสี่เล่ม ยอดขายสุทธิ 51,058 ล้านยูโร เพิ่มจาก 41,121 ล้านยูโรในปีก่อน กำไรจากการดำเนินงาน 7,985 ล้านยูโร และกำไรสุทธิ 7,205 ล้านยูโร บริษัทใช้งบวิจัยและพัฒนา 5,647 ล้านยูโร คิดเป็น 11.1% ของยอดขาย และในเดือนสิงหาคมปีนั้นเปิดตัว Ovi ชื่อใหม่ของบริการอินเทอร์เน็ต ซึ่งบริษัทประกาศร้านขายเพลงและบริการเกมไว้ภายใต้ชื่อนี้

ส่วนคาดการณ์ท้ายรายงานคณะกรรมการเขียนว่า Nokia ประเมินตลาดอุปกรณ์มือถือทั้งอุตสาหกรรมปี 2550 ไว้ราว 1.14 พันล้านเครื่อง คาดว่าปีถัดไปจะโตราว 10% และตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของตัวเอง

### Nokia เขียนความเสี่ยงอะไรไว้ในปีที่ยังเป็นผู้นำ

หัวข้อ Risk factors ในเล่มนี้เขียนเป็นข้อ ๆ ต่อกันหลายหน้า ข้อที่อ่านย้อนหลังแล้วตรงกับสิ่งที่เกิดตามมามีสองข้อ ข้อแรกเขียนว่าอุตสาหกรรมมือถือยังเปลี่ยนแปลงมาก มีตลาดกลุ่มใหม่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าตลาดกลุ่มที่บริษัทลงทุนโตน้อยกว่าที่คาด หรือถ้า "new faster growing market segments emerge in which we have not invested" ผลประกอบการและฐานะการเงินอาจได้รับผลเสียอย่างมีนัยสำคัญ ข้อที่สองเขียนสั้นกว่านั้นว่า "Competition in our industry is intense" และถ้าบริษัทรักษาหรือยกระดับตำแหน่งในตลาดไม่ได้ หรือตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันไม่ทัน ธุรกิจจะได้รับผลเสีย ข้อความทั้งสองอยู่ในเล่มเดียวกับตัวเลขยอดขายสูงสุด

## เป้าหมายส่วนแบ่งตลาดที่เปลี่ยนไปทีละปี

รายงานแต่ละเล่มมีส่วน Industry and Nokia outlook ที่บอกเป้าหมายของปีถัดไป อ่านเรียงกันสี่เล่มจะเห็นประโยคเดียวกันถูกแก้ทีละน้อย

| รายงาน        | ยอดขายสุทธิ            | สิ่งที่เล่มนั้นเขียนเรื่องส่วนแบ่งอุปกรณ์มือถือ                                      |
| ------------- | ------------------------ | ---------------------------------------------------------------------------------------------- |
| Nokia in 2007 | 51,058 ล้านยูโร (+24%)  | ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งในปีถัดไป                                                         |
| Nokia in 2008 | 50,710 ล้านยูโร (-1%)   | ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งในปีถัดไป ขณะคาดว่าตลาดทั้งอุตสาหกรรมจะหดราว 10%          |
| Nokia in 2009 | 40,984 ล้านยูโร (-19%)  | ตั้งเป้าให้ปีถัดไปส่วนแบ่งเชิงปริมาณทรงตัว และเพิ่มส่วนแบ่งเชิงมูลค่าเล็กน้อย |
| Nokia in 2010 | 42.4 พันล้านยูโร (+4%) | รายงานผลว่าส่วนแบ่งลดจากราว 34% เหลือ 32%                                               |

กำไรสุทธิลดจาก 7,205 ล้านยูโรในเล่มแรกเหลือ 3,988 ล้านยูโรในเล่มที่สอง รายงานเล่มปี 2551 ยังบันทึกว่า Nokia ซื้อ Symbian Limited บริษัทผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Symbian เสร็จเมื่อ 2 ธันวาคม 2551 และวางแผนให้ใช้งานได้โดยไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ผ่านมูลนิธิอิสระ ต้นปีถัดมาบริษัทกู้เงิน 500 ล้านยูโรจากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรปมาใช้กับงานวิจัยสมาร์ทโฟนส่วนหนึ่ง

### ความเสี่ยงข้อไหนที่รายงานปี 2552 เพิ่มเข้ามา

เล่มปี 2552 เพิ่มประโยคที่สองเล่มก่อนหน้าไม่มี คือ "Increasingly, however, our sales and profitability depend on our success in the market for converged mobile devices" กลุ่ม converged mobile devices คือคำที่ Nokia ใช้เรียกสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์พกพา ถัดไปอีกข้อเขียนว่าถ้าบริษัทปรับธุรกิจให้ทันความต้องการของตลาดกลุ่มนี้อย่างมีกำไรไม่ได้ ผลประกอบการและฐานะการเงินจะได้รับผลเสีย ความเสี่ยงที่เคยเขียนไว้กว้าง ๆ ว่าเป็นตลาดกลุ่มใหม่ ถูกระบุชื่อกลุ่มชัดเจนในเล่มนี้

## ตัวเลขในปีที่ส่วนแบ่งลดลง

Nokia in 2010 เป็นเล่มที่เขียนข่าวร้ายตรงที่สุด บริษัทส่งอุปกรณ์มือถือ 452.9 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 5% ขณะที่ตลาดทั้งอุตสาหกรรมตามการประเมินของ Nokia อยู่ที่ 1.43 พันล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 13% ตลาดโตเร็วกว่ายอดส่งของบริษัท ส่วนแบ่งจึงลดจากราว 34% เหลือ 32%

ตัวเลขกลุ่มสมาร์ทโฟนอยู่ในย่อหน้าถัดมา ตลาด converged mobile devices ทั้งอุตสาหกรรมโตขึ้น 63% เป็น 286 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งของ Nokia ในกลุ่มนี้ลดจาก 39% เหลือ 36% ราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่องของกลุ่มนี้ลดจาก 187 ยูโรเหลือ 147 ยูโร หรือลดลง 21% รายงานแยกผลตามภูมิภาคให้ด้วย ส่วนแบ่งลดลงในเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลางและแอฟริกา ยุโรป และอเมริกาเหนือ ทรงตัวในจีน และเพิ่มขึ้นในละตินอเมริกา

### ทำไมเทียบส่วนแบ่ง 32% กับตัวเลขปีก่อนหน้าตรง ๆ ไม่ได้

รายงานเขียนกำกับไว้เองว่าตัวเลข 32% และ 34% ใช้นิยามตลาดอุปกรณ์มือถือแบบใหม่ที่ Nokia เริ่มใช้ในปี 2553 แล้วคำนวณย้อนให้ปี 2552 เพื่อเปรียบเทียบเท่านั้น ตัวเลขส่วนแบ่งที่เคยประกาศก่อนหน้านั้นใช้นิยามเดิม ถ้าต่อเส้นกราฟข้ามสองนิยามจะได้ภาพที่รายงานไม่ได้บอกไว้ อีกข้อคือส่วนแบ่งทั้งหมดเป็นการประเมินเบื้องต้นของ Nokia เอง ไม่ใช่ตัวเลขจากหน่วยงานกลาง

## สิ่งที่รายงานเขียนเพิ่มหลังเปลี่ยนผู้บริหาร

เล่มปี 2553 เปิดรายงานคณะกรรมการด้วยรายการสิ่งที่คณะกรรมการทำในปีนั้น ไม่ได้เปิดด้วยตัวเลข ช่วงฤดูร้อนคณะกรรมการสรรหาประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ที่มีพื้นฐานด้านซอฟต์แวร์ และแต่งตั้ง Stephen Elop แทน Olli-Pekka Kallasvuo ตั้งแต่ 21 กันยายน 2553 ตั้งแต่ไตรมาสสี่ถึงต้นปีถัดมา ผู้บริหารคนใหม่ทบทวนปัญหาทั้งด้านการดำเนินงานและกลยุทธ์ แล้วประกาศกลยุทธ์ใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งมีสามเสาหลัก ได้แก่ กลับไปเป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟน รักษาความเป็นผู้นำในโทรศัพท์มือถือทั่วไป และลงทุนในเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนตลาดในอนาคต

รายงานยังเขียนว่าคณะกรรมการประชุมทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารมากกว่าที่เคยมีมา ประโยคนี้บอกผู้ถือหุ้นว่าบอร์ดเปลี่ยนวิธีทำงาน โดยไม่ต้องกล่าวโทษใคร

### รายงานเล่าเรื่อง Symbian ในปีนั้นอย่างไร

ส่วนเหตุการณ์สำคัญของปี 2553 บันทึกว่าในไตรมาสสี่ หลังสมาชิกรายอื่นถอนตัว มูลนิธิ Symbian ปรับเป็นหน่วยงานที่ดูแลใบอนุญาตอย่างเดียว และการพัฒนาแพลตฟอร์มกลับมาอยู่ใต้การควบคุมของ Nokia ย้อนไปเล่มปี 2551 แผนเดิมคือเปิดให้ใช้โดยไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ร่วมกับพันธมิตร รายงานสองเล่มนี้จึงบันทึกทั้งแผนและผลของแผนเดียวกันไว้คนละปี ปีเดียวกันรายงานยังบันทึกว่า Nokia รวมแพลตฟอร์ม Maemo กับ Moblin ของ Intel เป็น MeeGo และร่วมมือกับ Yahoo ให้ Ovi Maps เป็นบริการแผนที่บนเว็บไซต์ของ Yahoo ทั่วโลก

## เรื่องที่รายงานสี่เล่มนี้ไม่ได้บอก

ค้นคำในไฟล์ข้อความของทั้งสี่เล่มแล้ว ไม่พบคำว่า Apple, iPhone, Research In Motion หรือ BlackBerry รายงานพูดถึงการแข่งขันเป็นภาพรวม เช่น "the competitive environment in mobile devices intensified" ในเล่มปี 2553 แต่ไม่ระบุชื่อคู่แข่ง

ข้อนี้สำคัญกับวิธีเล่ากรณีศึกษา Nokia ที่มักได้ยินกันว่าผู้บริหารดูแคลนโทรศัพท์จอสัมผัสของคู่แข่ง รายงานชุดนี้ไม่ใช่แหล่งที่ยืนยันหรือหักล้างเรื่องนั้นได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือช่วงปี 2550 ถึง 2553 บริษัทเขียนความเสี่ยงจากตลาดกลุ่มใหม่ไว้ตั้งแต่ต้น เปลี่ยนเป้าหมายส่วนแบ่งทีละขั้น และเขียนรายงานตัวเลขที่ลดลงพร้อมวิธีนับ

### เหตุการณ์หลังปี 2553 หาอ่านจากไหน

บทนี้หยุดที่รายงาน Nokia in 2010 เพราะไฟล์รายงานปีหลังจากนั้นไม่ได้เผยแพร่ในรูปแบบเดียวกันบนหน้าเว็บที่บทนี้เปิดอ่าน เหตุการณ์ต่อจากนั้นอย่างการขายธุรกิจอุปกรณ์มือถือ ควรอ่านจากรายงานประจำปีหรือเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับในปีนั้นโดยตรง ไม่ใช่จากตัวเลขที่ส่งต่อกันมาโดยไม่มีที่มา กรณีที่ใช้เอกสารแบบเดียวกันอ่านอีกบริษัทหนึ่งในยุคเดียวกันอยู่ใน [กรณีศึกษา BlackBerry PlayBook กับสำรองสต็อก 485 ล้านดอลลาร์](https://phygital.co.th/insights/blackberry-case-study-rushed-product-launch-failure)

รายงานประจำปีของธุรกิจครอบครัวหรือบริษัทที่ยังไม่จดทะเบียนไม่จำเป็นต้องหนาเท่าของบริษัทมหาชน แต่ควรมีหน้าที่คนอ่านใช้ตรวจเป้าหมายย้อนหลังได้ บท [รับทำหนังสือ รายงานประจำปี วารสาร เริ่มนับจากวันส่งเล่ม](https://phygital.co.th/insights/publishing-book-journal-agency) นับระยะเวลาทำเล่มถอยหลังจากวันที่ต้องส่งถึงผู้ถือหุ้น ซึ่งช่วยให้กำหนดวันปิดตัวเลขได้ก่อนเริ่มจัดหน้า

## ร่างย่อหน้าข่าวร้ายในรายงานถึงผู้ถือหุ้น

รายงานสี่เล่มของ Nokia ให้แบบที่ธุรกิจขนาดเล็กกว่าใช้ได้ ในปีที่ต้องบอกผู้ถือหุ้นหรือธนาคารว่าตัวเลขลดลง

* **ใส่ตัวเลขของตัวเองกับตัวเลขตลาดไว้ในประโยคเดียวกัน** เล่มปี 2553 บอกทั้งยอดส่ง 452.9 ล้านเครื่องที่โต 5% และตลาดที่โต 13% คนอ่านจึงเห็นเองว่าส่วนแบ่งลดเพราะอะไร
* **บอกวิธีนับเมื่อเปลี่ยนนิยาม** ถ้าปีนี้นับยอดขายหรือลูกค้าต่างจากปีก่อน ให้เขียนกำกับในย่อหน้าเดียวกับตัวเลข อย่าแยกไปไว้ท้ายเล่ม
* **ยกเป้าหมายปีก่อนมาไว้ข้างผลจริง** เป้าหมายที่ประกาศไว้แล้วเป็นสิ่งที่ผู้อ่านจำได้ การยกมาเทียบเองดีกว่าปล่อยให้ผู้อ่านไปค้นเอง
* **เขียนความเสี่ยงที่เห็นจริงตั้งแต่ปีที่ตัวเลขยังดี** ข้อความเรื่องตลาดกลุ่มใหม่ในเล่มปี 2550 ทำให้คนอ่านรู้ว่าบริษัทเห็นความเสี่ยงนี้มาก่อน
* **บอกสิ่งที่บอร์ดทำเพิ่ม** เล่มปี 2553 เล่าการสรรหาผู้บริหาร การทบทวนกลยุทธ์ และความถี่ของการประชุม เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ถือหุ้นตรวจได้

ข้อที่ห้ามทำคือเลือกเฉพาะตัวเลขที่ดูดี หรือเปลี่ยนนิยามโดยไม่บอก เพราะผู้อ่านรายงานจะเทียบกับเล่มปีก่อนเสมอ วิธีคุยกับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนนอกเหนือจากรายงานประจำปีอยู่ใน [Investor Relations คืออะไร ผลที่ 184 บริษัทเห็นหลังเริ่มทำ](https://phygital.co.th/insights/investor-relations-basics)

## สรุป

รายงาน Nokia in 2007 ถึง Nokia in 2010 บันทึกยอดขายสุทธิที่ลดจาก 51,058 ล้านยูโรเหลือ 40,984 ล้านยูโรก่อนฟื้นเป็น 42.4 พันล้านยูโร เป้าหมายส่วนแบ่งตลาดเปลี่ยนจากเพิ่มเป็นทรงตัว และเล่มสุดท้ายรายงานส่วนแบ่ง 32% ตามนิยามใหม่ ความเสี่ยงจากตลาดกลุ่มใหม่ถูกเขียนไว้ตั้งแต่เล่มแรก แล้วระบุชื่อกลุ่มสมาร์ทโฟนชัดขึ้นในเล่มปี 2552 รายงานทั้งสี่เล่มไม่เอ่ยชื่อคู่แข่งรายใด ข้อเท็จจริงที่ใช้ได้จากกรณีนี้จึงเป็นวิธีที่บริษัทเขียนถึงตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเล่าว่าใครคิดอะไร

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### หัวข้อ Risk factors ในรายงานประจำปีคืออะไร

เป็นส่วนที่บริษัทเขียนบอกผู้ถือหุ้นว่าเหตุการณ์ใดบ้างที่อาจทำให้ผลประกอบการ ฐานะการเงิน หรือราคาหุ้นแย่ลง รายงานของ Nokia ในช่วงนี้วางหัวข้อนี้ไว้ต่อจากคาดการณ์ของปีถัดไป และเขียนเป็นข้อ ๆ เช่น การแข่งขัน อัตราแลกเปลี่ยน ผู้ผลิตชิ้นส่วน และคดีความ ผู้อ่านควรอ่านเทียบกันหลายปี เพราะข้อที่เพิ่มหรือถูกเขียนใหม่บอกได้ว่าบริษัทเห็นอะไรเปลี่ยนไป

### Nokia มียอดขายเท่าไรในปีที่ดีที่สุดของรายงานชุดนี้

ตามรายงานเล่มแรก ยอดขายสุทธิอยู่ที่ 51,058 ล้านยูโร เป็นตัวเลขรวมทั้งกลุ่ม ซึ่งปีนั้นเริ่มรวม Nokia Siemens Networks ธุรกิจอุปกรณ์เครือข่ายที่ตั้งร่วมกับ Siemens เข้ามาด้วย ยอดขายของกลุ่มธุรกิจ Mobile Phones กลุ่มเดียวอยู่ที่ 25,083 ล้านยูโร ตัวเลขที่ส่งต่อกันในบางแหล่ง เช่น 51,500 ล้านยูโร ไม่ตรงกับรายงานของบริษัท

### ส่วนแบ่งตลาดของ Nokia ในรายงานมาจากไหน

มาจากการประเมินของ Nokia เอง โดยเทียบยอดส่งอุปกรณ์ของบริษัทกับขนาดตลาดทั้งอุตสาหกรรมที่บริษัทคำนวณ รายงานใช้คำว่า preliminary market estimate และเปลี่ยนนิยามตลาดในปี 2553 จึงควรอ้างตัวเลขพร้อมปีของรายงานและนิยามที่ใช้ทุกครั้ง

### รายงานพูดถึงระบบปฏิบัติการของ Nokia อย่างไรบ้าง

เล่มปี 2551 บันทึกการซื้อ Symbian Limited และแผนตั้งมูลนิธิที่ให้ใช้งานโดยไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ เล่มปี 2552 บันทึกการขายหน่วยบริการ Symbian Professional Services ให้ Accenture เล่มปี 2553 บันทึกการเปิดตัว MeeGo ร่วมกับ Intel และการที่การพัฒนา Symbian กลับมาอยู่กับ Nokia หลังสมาชิกรายอื่นถอนตัว

### ถ้าอยากอ่านบริษัทเทคโนโลยีอื่นในยุคเดียวกันจากเอกสารต้นทาง ควรเริ่มที่ไหน

เริ่มที่เอกสารคำอธิบายผลการดำเนินงานของ Research In Motion ปีงบ 2555 ที่เล่าเรื่องแท็บเล็ต PlayBook ส่วน [กรณีศึกษา Yahoo ข้อเสนอ 31 ดอลลาร์ต่อหุ้นกับดีล 4,480 ล้าน](https://phygital.co.th/insights/yahoo-case-study-rejected-microsoft-acquisition) อ่านจดหมายที่คณะกรรมการของ Yahoo เผยแพร่เองในปี 2551 และประกาศของ Verizon

## "new faster growing market segments emerge in which we have not invested" เป็นประโยคที่ Nokia เขียนไว้ในเล่มที่ยอดขายสูงสุด

รายงานถึงผู้ถือหุ้นในปีที่ตัวเลขเริ่มลง คือเล่มที่คนอ่านจะเก็บไว้เทียบนานที่สุด PHYGITAL AGENCY ช่วยจัดโครงเล่มให้มีหน้าเทียบเป้าหมายกับผลจริงตั้งแต่ปีแรก

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
