# หนัง Musical คืออะไร แผ่นเสียงกับฟิล์มที่ต้องเล่นพร้อมกัน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/musical-movie-genre-brand-video-guide · เผยแพร่ 12 ธันวาคม 2566 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

หนัง Musical คืออะไร ผ่านระบบ Vitaphone ที่ให้เพลงในโรงหนังมาจากแผ่นเสียงซึ่งเล่นคู่กับฟิล์ม แทนวงดนตรีและการแสดงสด ตามบทความของ San Francisco Silent Film Festival

## Key Takeaways

- **หนัง Musical คือหนังที่ตัวละครร้องและเต้นเพื่อเดินเรื่อง** — หนังแบบนี้ขึ้นจอได้เมื่อโรงหนังเล่นเสียงให้ตรงกับภาพได้ ระบบแรกที่ทำสำเร็จในเชิงธุรกิจคือ Vitaphone ซึ่งเล่นแผ่นเสียงคู่กับฟิล์มในเวลาเดียวกัน
- **ก่อน Vitaphone ทุกโรงมีดนตรีสดและการแสดงบนเวทีทุกรอบ** — บทความของ San Francisco Silent Film Festival บันทึกว่า Vitaphone เข้ามาแทนที่ทั้งหมด และมีหนัง Vitaphone ราว 200 เรื่องก่อน The Jazz Singer (1927)
- **ระบบที่แยกภาพกับเสียงไว้คนละชิ้นมีต้นทุนที่ตามมาทีหลัง** — แผ่นเสียงเล่นได้จำกัด 20 รอบ โรงหนังหันไปใช้เสียงบนฟิล์ม และนักอนุรักษ์ยังต้องตามหาแผ่นกับฟิล์มให้ครบคู่มาจนทุกวันนี้

ผู้จัดงานเปิดตัวสินค้าคนหนึ่งมีวงดนตรีสดสามชิ้น จอ LED หนึ่งผืน และคลิปวิดีโอที่มีเพลงประกอบอยู่แล้ว ตอนซ้อมใหญ่ มือกลองเล่นช้ากว่าเพลงในคลิปครึ่งจังหวะ ภาพกับเสียงบนเวทีจึงไม่ตรงกัน คำถามที่ต้องตอบก่อนวันงานคือ ส่วนไหนควรเล่นสด ส่วนไหนควรเปิดจากไฟล์ และสองส่วนนี้จะเริ่มพร้อมกันได้อย่างไร

โรงหนังในสหรัฐอเมริกาเจอคำถามเดียวกันเมื่อเกือบร้อยปีก่อน และคำตอบของยุคนั้นคือจุดเริ่มของหนังเพลง บทนี้ใช้[บทความ Vitaphone Vaudeville, 1926-1930 ของ San Francisco Silent Film Festival](https://silentfilm.org/vitaphone-vaudeville-1926-1930/) ซึ่งนำเสนอในงาน Silent Winter ปี 2007 เป็นแหล่งหลัก แล้วแยกระบบ Vitaphone ออกเป็นชิ้น ๆ ทีละชิ้น แนวก่อนหน้าในซีรีส์คือ[แนว Romance](https://phygital.co.th/insights/romance-movie-genre-brand-video-guide)

## หนัง Musical คืออะไร

หนัง Musical หรือหนังเพลง คือหนังที่ตัวละครร้องเพลงหรือเต้นในเรื่อง โดยเพลงทำหน้าที่เดินเรื่องหรือบอกความรู้สึกของตัวละคร หนังแบบนี้ต้องพึ่งเทคโนโลยีที่เล่นเสียงร้องให้ตรงกับปากของนักแสดงบนจอ

บทความของ San Francisco Silent Film Festival อธิบายว่า Vitaphone ของ Warner Bros. เป็นระบบแรกที่ซิงก์ภาพกับเสียงได้และขายได้จริงในตลาด นิตยสาร Film Daily ฉบับ 26 เมษายน 1926 เขียนถึงระบบนี้ว่า "ไม่ใช่หนังพูดในความหมายใดเลย" แต่เป็นวิธีที่ทำให้หนังมีดนตรีประกอบ และมีการแสดงดนตรีและการร้องมาพร้อมกับภาพผ่านเครื่องบันทึกเสียง คำอธิบายนี้ตรงกับส่วนประกอบของหนังเพลงเกือบทุกข้อ

### หนัง Musical ต่างจากหนังที่มีเพลงประกอบอย่างไร

หนัง Musical ต่างจากหนังที่มีเพลงประกอบตรงที่เพลงอยู่ในเรื่อง ตัวละครเป็นคนร้องหรือเต้น และเพลงพาเรื่องไปข้างหน้า ส่วนหนังทั่วไปใช้เพลงประกอบคลออยู่ใต้ฉาก ตัวละครไม่รู้ว่ามีเพลง ระบบ Vitaphone รองรับทั้งสองแบบ ทั้งดนตรีประกอบตามคิว และการแสดงดนตรีกับการร้องที่ถ่ายทำไว้

## ชิ้นที่หนึ่ง เครื่องขยายเสียงที่ไปถึงแถวหลัง

ก่อน Vitaphone มีระบบอื่นพยายามให้หนังมีเสียงมาแล้ว บทความระบุชื่อไว้เก้าระบบ ทุกระบบล้มเหลว และทำให้คำว่า "หนังพูด" มีภาพลบในวงการ

| ระบบ                          | ประเทศ          | ข้อมูลในบทความ                                                         |
| ----------------------------- | --------------- | ------------------------------------------------------------------------ |
| Kinetophone ของ Thomas Edison | สหรัฐอเมริกา    | เปิดตัวปี 1913 เลิกใช้ภายในปี 1915 ใช้กระบอกเสียงซิงก์กับหนัง |
| Phonofilm · Vivaphone         | บทความไม่ระบุ | อยู่ในกลุ่มระบบที่ไม่สำเร็จ                                        |
| Chrono-Phonograph · Phonorama | ฝรั่งเศส        | อยู่ในกลุ่มระบบที่ไม่สำเร็จ                                        |
| Synchroscope · Biophon        | เยอรมนี         | อยู่ในกลุ่มระบบที่ไม่สำเร็จ                                        |

ส่วนที่ Vitaphone ต่างออกไปคือการบันทึกและขยายเสียงด้วยไฟฟ้า เครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบกลไกใช้กรวยเป็นทั้งไมโครโฟนและลำโพง เสียงดังพอสำหรับห้องเล็ก แต่ไม่พอสำหรับโรงหนัง 100 ที่นั่ง ระบบไฟฟ้าส่งเสียงไปถึงแถวหลังของโรงหนังขนาด 3,000 ที่นั่งได้ และคุณภาพเสียงดีกว่าทุกระบบก่อนหน้า

เทคโนโลยีส่วนใหญ่มาจาก AT&T ผ่าน Western Electric ซึ่งเป็นฝ่ายผลิต บริษัทสร้างระบบบันทึกและเล่นเสียงซิงก์กับหนังได้ตั้งแต่ปี 1925 แต่ขายให้ค่ายหนังใหญ่ไม่ได้ เพราะค่ายใหญ่ทุกค่ายเห็นระบบหนังพูดล้มเหลวมาหลายครั้ง

### ทำไมระบบหนังพูดก่อน Vitaphone ถึงล้มเหลว

ตามบทความของ San Francisco Silent Film Festival ระบบก่อนหน้าทำให้ผู้ชมผิดหวังซ้ำ ๆ ด้วยปัญหาสองข้อ คือเสียงไม่ตรงกับภาพ และคุณภาพเสียงต่ำ เครื่องเล่นแบบกลไกยังเสียงเบาเกินกว่าจะเต็มโรงหนัง 100 ที่นั่ง Vitaphone แก้ข้อหลังด้วยการขยายเสียงด้วยไฟฟ้า ซึ่งส่งเสียงไปถึงแถวหลังของโรง 3,000 ที่นั่งได้

## ชิ้นที่สอง แผ่นเสียงที่หมุนคู่กับฟิล์ม

Western Electric ค้นพบวิธีบันทึกเสียงลงบนแถบฟิล์ม 35 มิลลิเมตรเส้นเดียวกับภาพตั้งแต่ตอนพัฒนา Vitaphone แต่ Warner Bros. ไม่เลือกวิธีนี้ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรกคือเนื้อฟิล์มยุคนั้นหยาบจนเสียงไม่ชัด และฝุ่นบนแถบเสียงทำให้เกิดเสียงรบกวน ข้อที่สองคือคนคุ้นกับแผ่นเสียงอยู่แล้ว ส่วนความคิดว่าแสงเปล่งเสียงได้ยังดูแปลก

Vitaphone จึงเก็บเสียงไว้บนแผ่นเสียงแยกจากฟิล์ม เวลาฉายต้องเล่นสองชิ้นพร้อมกันให้ตรงจังหวะ บทความเทียบการแข่งขันของสองวิธีนี้กับการแข่งขันของรูปแบบสื่อในยุคหลัง ค่ายหนังออกหนังทั้งสองแบบไปพร้อมกัน จนเห็นชัดว่าเจ้าของโรงหนังเลือกเสียงบนฟิล์ม เพราะไม่ต้องพึ่งแผ่นเสียงราคาแพงที่เล่นได้เพียง 20 รอบ Warner Bros. เป็นค่ายสุดท้ายที่เปลี่ยนมาใช้เสียงบนฟิล์มอย่างเดียว ในปี 1931

| เรื่อง                    | เสียงบนแผ่น (Vitaphone)                          | เสียงบนฟิล์ม                               |
| ------------------------- | -------------------------------------------------- | -------------------------------------------- |
| ภาพกับเสียงอยู่ที่ไหน | คนละชิ้น เล่นพร้อมกัน                           | บนแถบฟิล์มเส้นเดียว                      |
| ข้อดีในยุคแรก          | คนคุ้นกับแผ่นเสียง เสียงชัดกว่า              | ไม่ต้องจัดการสื่อสองชิ้น                |
| ข้อจำกัดตามบทความ      | แผ่นราคาแพง เล่นได้ 20 รอบ                      | เนื้อฟิล์มหยาบ ฝุ่นทำให้เกิดเสียงรบกวน |
| ผลในตลาด                | Warner Bros. เลิกใช้เป็นค่ายสุดท้ายในปี 1931 | เจ้าของโรงหนังเลือกใช้                   |

### Sound-on-disc คืออะไร

Sound-on-disc คือวิธีเก็บเสียงของหนังไว้บนแผ่นเสียงแยกจากฟิล์ม แล้วเล่นทั้งสองชิ้นพร้อมกันตอนฉาย Vitaphone ใช้วิธีนี้ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ตามบทความของ San Francisco Silent Film Festival แผ่นเสียงราคาแพงและเล่นได้เพียง 20 รอบ เจ้าของโรงหนังจึงเลือกระบบเสียงบนฟิล์มในที่สุด

## ชิ้นที่สาม คนที่หายไปจากโรงหนัง

บทความเล่าว่าการไปดูหนังในทศวรรษ 1920 ต่างจากทุกวันนี้มาก โรงหนังมีดนตรีสดเสมอ มีหนังสั้นฉายคู่กับหนังเรื่องหลัก และมีการแสดงวาไรตี้บนเวทีก่อนและระหว่างหนัง Vitaphone เข้ามาแทนที่ทั้งสามอย่าง ดนตรีสดกลายเป็นดนตรีประกอบบนแผ่นเสียง การแสดงบนเวทีกลายเป็นหนังสั้นที่ถ่ายการแสดงไว้

บทความระบุด้วยว่า ถ้า Vitaphone สำเร็จ Warner Bros. จะได้กำไรเพิ่มจากการเลิกจ้างนักดนตรีและนักแสดงที่ต้องจ่ายค่าตัวในโรงหนังของตัวเอง ผลทางธุรกิจนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ระบบถูกขายว่าเป็นดนตรีประกอบ มากกว่าเป็นหนังพูด

หนังสั้น Vitaphone มีตั้งแต่การแสดงของนักร้องโอเปร่า Giovanni Martinelli ซึ่งถ่ายไว้ 15 เรื่องระหว่างปี 1926 ถึง 1931 ไปจนถึงการแสดงตลก การ์ตูนชุด Looney Tunes และ Merrie Melodies ของ Warner Bros. ก็เริ่มต้นจากหนังสั้น Vitaphone มีหนัง Vitaphone ผลิตออกมาราว 200 เรื่องก่อน The Jazz Singer จะออกฉายในปี 1927

### The Jazz Singer เป็นหนังเสียงเรื่องแรกไหม

The Jazz Singer (1927) มักถูกเล่าว่าเป็นหนังที่ทำให้ยุคหนังเงียบจบลง แต่บทความของ San Francisco Silent Film Festival บันทึกว่ามีหนัง Vitaphone ราว 200 เรื่องก่อนหน้านั้น และประโยคดังของ Al Jolson ในหนังเรื่องนี้เคยถูกพูดในหนังสั้น Vitaphone ที่ฉายในรอบเปิดตัวระบบตั้งแต่หนึ่งปีก่อน The Jazz Singer จึงเป็นหมุดหมายของหนังยาว ส่วนเสียงในหนังมีมาก่อนแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี

## ชิ้นที่สี่ ภาพกับเสียงที่ต้องหาให้ครบคู่

การเก็บภาพกับเสียงไว้คนละชิ้นสร้างงานให้คนรุ่นหลัง บทความเขียนว่าระบบเสียงบนแผ่นทิ้งโจทย์ยากไว้ให้นักอนุรักษ์ภาพยนตร์ เพราะหนังแต่ละเรื่องต้องหาสื่อสองชิ้นให้ครบ

| ปี          | เหตุการณ์ตามบทความ                                                                                                                                                                            |
| ----------- | ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| 1987        | Robert Gitt แห่ง UCLA Film & Television Archive พบแผ่น Vitaphone ราว 2,000 แผ่นที่เก็บซ่อนอยู่ในสตูดิโอ Warner Bros. ที่เบอร์แบงก์                                                   |
| 1991        | ก่อตั้ง The Vitaphone Project กลุ่มนักสะสมแผ่นเสียง นักอนุรักษ์ และผู้เชี่ยวชาญ                                                                                                         |
| ถึงปี 2007 | โครงการหาแผ่นเพิ่มได้ราว 3,000 แผ่น และช่วยทุนบูรณะหนังสั้น 80 เรื่องกับหนังยาว 12 เรื่อง ยังมีหนังสั้นอีกราว 70 เรื่องที่พบทั้งฟิล์มและแผ่นแล้วแต่ยังไม่ได้บูรณะ |
| 1993        | ระบบ Digital Theater System (DTS) เปิดตัวกับหนัง Jurassic Park เก็บเสียงไว้ในแผ่นซีดี แล้วใช้ไทม์โค้ดซิงก์กับฟิล์ม                                                               |

DTS คือการกลับมาของแนวคิดเสียงบนแผ่นในรูปแบบดิจิทัล บทความระบุว่าแผ่นซีดีของ DTS ไม่สึกเมื่อเล่นซ้ำ ต่างจากแผ่นเสียง Vitaphone และสิ่งที่ทำให้สองชิ้นตรงกันคือไทม์โค้ด ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวกับที่งานแสดงสดกับจอภาพใช้ในปัจจุบัน

### ทำไมหนัง Vitaphone บูรณะยาก

หนัง Vitaphone บูรณะยากเพราะภาพอยู่บนฟิล์ม ส่วนเสียงอยู่บนแผ่นเสียงแยกกัน นักอนุรักษ์ต้องหาทั้งสองชิ้นของหนังเรื่องเดียวกันให้ครบก่อน ตามบทความของ San Francisco Silent Film Festival การค้นพบแผ่นราว 2,000 แผ่นในปี 1987 และแผ่นอีกราว 3,000 แผ่นที่ The Vitaphone Project หาเพิ่ม ทำให้บูรณะหนังสั้นได้ 80 เรื่องและหนังยาว 12 เรื่อง

## งานแสดงที่ผสมของสดกับของบันทึก

งานเปิดตัวสินค้า งานเลี้ยงบริษัท หรือการแสดงในร้านที่มีทั้งคนบนเวทีและภาพบนจอ ใช้ห้าข้อต่อไปนี้ได้ ฟิจิทัลถอดจากส่วนประกอบของ Vitaphone เอง บทความต้นทางไม่ได้เขียนเป็นคำแนะนำ

1. **นับจำนวนชิ้นที่ต้องเริ่มพร้อมกัน** Vitaphone มีสองชิ้น คือฟิล์มกับแผ่น งานในวันนี้อาจมีวงดนตรี ไฟล์วิดีโอ ไฟเวที และไมโครโฟนพิธีกร ยิ่งมีหลายชิ้น จุดที่หลุดจังหวะก็ยิ่งมาก
2. **ตัดสินว่าอะไรต้องสด** โรงหนังยุค 1920 มีดนตรีสดทุกรอบ Vitaphone เปลี่ยนเป็นของบันทึกทั้งหมด งานในวันนี้เลือกได้ทีละช่วง ช่วงที่ต้องการปฏิกิริยาของคนดูเก็บไว้เป็นของสด
3. **ช่วงที่ต้องตรงทุกรอบให้รวมเป็นชิ้นเดียว** เจ้าของโรงหนังเลือกเสียงบนฟิล์มเพราะไม่ต้องจัดการสองชิ้น คลิปที่มีเพลงควรฝังเสียงไว้ในไฟล์เดียวกับภาพ
4. **มีตัวกลางที่บอกเวลา** DTS ใช้ไทม์โค้ดซิงก์แผ่นกับฟิล์ม งานแสดงสดใช้คิวชีตหรือไทม์โค้ดเดียวกันทั้งทีมเสียง ทีมภาพ และทีมไฟ
5. **เก็บต้นฉบับให้ครบคู่** นักอนุรักษ์ต้องหาแผ่นกับฟิล์มให้ครบ ไฟล์ภาพ เสียง และคิวของงานก็ควรเก็บไว้ด้วยกัน เผื่อต้องจัดซ้ำ

สำหรับงานที่ต้องการเก็บข้อมูลผู้ร่วมงานไปพร้อมกับประสบการณ์หน้างาน อ่านต่อได้ที่[ยกระดับงานอีเวนต์ด้วย Phygital สร้าง Engagement และเก็บ Data](https://phygital.co.th/insights/phygital-event-marketing-data-engagement) ส่วนขอบเขตงานของทีมจัดงาน อยู่ในบท[บริการรับจัดงานอีเวนต์และ Brand Activation สไตล์ Phygital](https://phygital.co.th/insights/event-organizer-brand-activation-agency) ซีรีส์ถัดไปเปลี่ยนจากแนวหนังมาเป็นแนวเพลง เริ่มที่[แนวเพลง Pop](https://phygital.co.th/insights/pop-music-genre-brand-guide)

### งานอีเวนต์ควรเล่นดนตรีสดหรือเปิดเพลงจากไฟล์

ขึ้นกับว่าช่วงนั้นต้องการอะไร ช่วงที่ต้องการพลังและปฏิกิริยากับคนดูเหมาะกับดนตรีสด ส่วนช่วงที่ภาพบนจอต้องตรงกับเสียงทุกรอบเหมาะกับไฟล์ที่รวมภาพและเสียงไว้ด้วยกัน กรณีของ Vitaphone แสดงว่าการแยกภาพกับเสียงเป็นสองชิ้นเพิ่มงานซิงก์และความเสี่ยง จนเจ้าของโรงหนังเลือกระบบที่รวมไว้ในชิ้นเดียว

## สรุป

หนัง Musical คือหนังที่ใช้เพลงและการร้องเดินเรื่อง และหนังแบบนี้ขึ้นจอได้เพราะโรงหนังเล่นเสียงให้ตรงกับภาพได้ Vitaphone ของ Warner Bros. ทำสำเร็จด้วยการขยายเสียงด้วยไฟฟ้าและการเล่นแผ่นเสียงคู่กับฟิล์ม ระบบนี้แทนที่ดนตรีสดและการแสดงบนเวทีในโรงหนังยุค 1920 และมีหนังสั้นราว 200 เรื่องก่อน The Jazz Singer แต่การแยกภาพกับเสียงไว้คนละชิ้นมีต้นทุน แผ่นเล่นได้เพียง 20 รอบ โรงหนังหันไปใช้เสียงบนฟิล์ม และนักอนุรักษ์ยังต้องหาแผ่นกับฟิล์มให้ครบคู่ งานแสดงที่ผสมของสดกับจอภาพในวันนี้ใช้บทเรียนเดียวกันได้ตั้งแต่การนับชิ้นที่ต้องซิงก์

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### Vitaphone คืออะไร

Vitaphone คือระบบเสียงของ Warner Bros. ที่เล่นแผ่นเสียงคู่กับฟิล์มให้ภาพกับเสียงตรงกัน เทคโนโลยีส่วนใหญ่มาจาก Western Electric ของ AT&T บริษัท Vitaphone ตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 1925 ที่สตูดิโอเดิมของ Vitagraph ในบรูคลิน และบทความของ San Francisco Silent Film Festival ระบุว่าเป็นระบบภาพและเสียงซิงก์กันระบบแรกที่สำเร็จเชิงพาณิชย์

### ทำไมค่ายหนังเล็กถึงเป็นผู้ใช้ระบบเสียงก่อนค่ายใหญ่

บทความเล่าว่าค่ายใหญ่ไม่อยากเสี่ยงกับระบบหนังพูดที่ล้มเหลวมาหลายครั้ง ส่วน Warner Bros. ในตอนนั้นเป็นค่ายเล็กที่กำลังขยายตัวด้วยเงินกู้จนมีหนี้กว่าห้าล้านดอลลาร์ และ Sam Warner สนใจเทคโนโลยีใหม่ หลังเห็นการสาธิตระบบของ Western Electric จึงโน้มน้าวพี่ชายให้ซื้อ

### Warner Bros. ถือสิทธิ์ระบบนี้ไว้คนเดียวไหม

ในช่วงแรกใช่ Western Electric ให้สิทธิ์ใช้ระบบแต่เพียงผู้เดียวแก่บริษัท Vitaphone แต่ต้นปี 1927 Western Electric เห็นว่าค่ายอื่นคงไม่ยอมซื้อสิทธิ์จากคู่แข่ง จึงบังคับให้ Warner Bros. สละการควบคุมระบบ และกลายเป็นผู้ซื้อสิทธิ์รายหนึ่งเท่านั้น

### ดูหนัง Vitaphone ได้ที่ไหน

บทความชิ้นนี้นำเสนอในโปรแกรมฉายหนังสั้น Vitaphone ของ San Francisco Silent Film Festival งาน Silent Winter ปี 2007 และแนะนำให้ผู้สนใจค้นต่อที่เว็บไซต์ของ The Vitaphone Project รอบฉายของหนังที่บูรณะแล้วขึ้นกับโปรแกรมของเทศกาลหนังและหอภาพยนตร์แต่ละแห่ง

### DTS ต่างจาก Vitaphone อย่างไร

ทั้งสองระบบเก็บเสียงแยกจากฟิล์ม แต่ DTS ปี 1993 ใช้แผ่นซีดีกับไทม์โค้ด ส่วน Vitaphone ใช้แผ่นเสียงที่ต้องเล่นให้ตรงกับเครื่องฉาย บทความระบุว่าแผ่นซีดีของ DTS ไม่สึกเมื่อเล่นซ้ำ ขณะที่แผ่นเสียง Vitaphone เล่นได้จำกัด 20 รอบ

## วงดนตรีบนเวทีกับคลิปบนจอต้องเริ่มที่วินาทีเดียวกัน

ให้ PHYGITAL AGENCY วางคิวการแสดงสดกับสื่อบนจอของงานคุณให้อยู่ในผังเดียว

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
