# Maximalism คืออะไร ใส่เยอะแค่ไหนหน้าเว็บถึงเริ่มเสียคะแนน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/maximalism-design-more-is-more-guide · เผยแพร่ 23 ตุลาคม 2566 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Maximalism คืออะไร ผ่านงานวิจัยของ Reinecke และคณะ (CHI 2013) ที่ให้ 548 คนดูหน้าเว็บ 450 หน้า หน้าละครึ่งวินาที แล้ววัดว่าความซับซ้อนระดับไหนเริ่มทำให้คะแนนตก

## Key Takeaways

- **Maximalism คือแนวออกแบบที่ใส่ภาพ ลวดลาย ตัวอักษร และองค์ประกอบจำนวนมากในพื้นที่เดียวโดยตั้งใจ** — ความเสี่ยงของแนวนี้วัดได้ งานวิจัยของ Katharina Reinecke และคณะที่นำเสนอในงานประชุม CHI 2013 ให้อาสาสมัคร 548 คนดูภาพหน้าเว็บ 450 หน้า หน้าละ 500 มิลลิวินาที แล้วให้คะแนน
- **หน้าเว็บที่ซับซ้อนสูงได้คะแนนความน่าดึงดูดลดลงมากที่สุด** — ส่วนหน้าที่ซับซ้อนต่ำกับปานกลางได้คะแนนใกล้กัน ความซับซ้อนมีผลต่อคะแนนมากกว่าความมีสีสันอย่างมีนัยสำคัญ และโมเดลของทีมวิจัยอธิบายความแตกต่างของคะแนนได้ 48%
- **ความชอบของคนดูต่างกันมาก แม้แต่เว็บที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Webby** — แบรนด์ที่จะใช้ดีไซน์แบบจัดเต็มจึงควรทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายของตัวเองก่อน และใช้ตัวแปรที่นับได้ เช่นจำนวนพื้นที่ภาพและกลุ่มข้อความ เป็นตัวคุมระดับความซับซ้อน

ทีมออกแบบส่งหน้าแรกของแคมเปญมาสองแบบ แบบแรกโล่ง มีภาพเดียวกับหัวข้อเดียว แบบที่สองเต็มไปด้วยภาพซ้อน ลายพื้นหลัง สติกเกอร์ และตัวอักษรหลายขนาด เจ้าของแบรนด์ชอบแบบที่สองเพราะดูมีพลัง แต่ไม่มีใครในห้องบอกได้ว่าลูกค้าที่เห็นหน้านั้นครึ่งวินาทีแรกจะรู้สึกอย่างไร

คำถามนี้มีงานวิจัยที่วัดไว้แล้ว บทนี้ใช้บทความวิจัยของ Katharina Reinecke และคณะจาก Harvard เรื่องการทำนายความประทับใจแรกของหน้าเว็บจากความซับซ้อนและความมีสีสัน เป็นแหล่งหลัก เพื่อบอกว่า Maximalism มีต้นทุนตรงไหน และแบรนด์ที่อยากใช้แนวนี้ควรทดสอบอะไรก่อน สไตล์ก่อนหน้าในซีรีส์คือ [Bohemian Design](https://phygital.co.th/insights/bohemian-design-romani-artist-eclectic-guide) ที่ผสมลวดลายหลายแบบเช่นกัน

## Maximalism คืออะไร

Maximalism คือแนวการออกแบบที่ใช้องค์ประกอบจำนวนมาก ทั้งภาพ ลวดลาย สี และตัวอักษร ในพื้นที่เดียวอย่างตั้งใจ ตรงข้ามกับแนว Minimalism ที่ลดองค์ประกอบให้เหลือน้อยที่สุด ในภาษาของงานวิจัยด้านการรับรู้ หน้าที่ออกแบบแบบ Maximalism คือหน้าที่มีความซับซ้อนทางสายตาสูง ซึ่งเป็นตัวแปรที่นักวิจัยวัดและเทียบกับความชอบของคนได้

### Maximalism ต่างจาก Minimalism อย่างไร

Maximalism ต่างจาก Minimalism ที่จำนวนองค์ประกอบในพื้นที่เดียวกัน Minimalism ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจนเหลือองค์ประกอบน้อยชิ้น ส่วน Maximalism เติมภาพ ลาย สี และตัวอักษรหลายชั้น เมื่อวัดด้วยวิธีของ Reinecke และคณะ หน้าแบบแรกจะมีความซับซ้อนต่ำ หน้าแบบหลังจะมีความซับซ้อนสูง ต้นทางของแนว Minimalism ในงานศิลปะเล่าไว้ในบท [Minimalism คืออะไร Donald Judd ส่งแบบให้โรงงานผลิตงานศิลปะ](https://phygital.co.th/insights/minimalism-art-movement-less-is-more-design-guide)

## 548 คน 450 หน้าเว็บ ครึ่งวินาทีต่อหน้า

[บทความวิจัยของ Reinecke และคณะ](https://iis.seas.harvard.edu/papers/2013/reinecke13aesthetics.pdf) นำเสนอในงานประชุม ACM CHI ที่ปารีสปี 2013 ทีมวิจัยทำการทดลองออนไลน์สามชุดบนแพลตฟอร์ม LabintheWild ของตัวเอง

| การทดลอง | ผู้เข้าร่วม                                | สิ่งที่ให้คะแนน |
| --------- | -------------------------------------------- | ------------------ |
| ชุดที่ 1 | 184 คน อายุ 15-58 ปี                         | ความมีสีสัน      |
| ชุดที่ 2 | 122 คน อายุ 16-70 ปี                         | ความซับซ้อน      |
| ชุดที่ 3 | 242 คน อายุ 16-70 ปี อาศัยอยู่ใน 34 ประเทศ | ความน่าดึงดูด    |

รวมผู้เข้าร่วม 548 คน ทุกชุดใช้วิธีเดียวกัน คือแสดงภาพหน้าจอเว็บไซต์ขนาด 1024 x 768 พิกเซลหน้าละ 500 มิลลิวินาที แล้วให้คะแนนบนสเกล 9 ระดับ เวลาสั้นขนาดนี้ทำให้คนดูไม่ทันอ่านเนื้อหา คะแนนจึงสะท้อนปฏิกิริยาแรกต่อหน้าตาของหน้าเว็บ แต่ละคนให้คะแนน 30 หน้าสองรอบ ทีมวิจัยใช้ความต่างระหว่างสองรอบตรวจว่าคะแนนคงที่ และตัดคู่คะแนนที่ต่างกันเกิน 2 ระดับออกจากชุดที่ 3

ชุดหน้าเว็บ 450 หน้าแบ่งเป็นเว็บภาษาอังกฤษ 350 หน้า เว็บที่ใช้ตัวอักษรภาษาอื่น 60 หน้า เว็บภาษาอังกฤษที่แปลงเป็นภาพขาวดำ 20 หน้า และเว็บที่เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Webby อีก 20 หน้า ทุกหน้าต้องไม่ใช่เว็บที่คนทั่วไปรู้จักกว้างขวาง

### คนตัดสินหน้าเว็บได้เร็วแค่ไหน

ในงานของ Reinecke และคณะ คนดูให้คะแนนความซับซ้อน ความมีสีสัน และความน่าดึงดูดจากภาพหน้าเว็บที่เห็นเพียง 500 มิลลิวินาที และคะแนนสองรอบของคนเดียวกันต่างกันน้อย ทีมวิจัยจึงถือว่าคะแนนเชื่อถือได้ ผลนี้บอกว่าความประทับใจแรกเกิดก่อนคนดูจะอ่านข้อความบนหน้าเว็บ

## ความซับซ้อนสามระดับกับคะแนนที่ได้

ผลหลักของการทดลองชุดที่ 3 คือคะแนนความน่าดึงดูดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อความซับซ้อนเพิ่มขึ้น แต่ผลไม่ได้ลดลงเป็นเส้นตรง

| ระดับความซับซ้อน | ผลต่อคะแนนความน่าดึงดูดตามงานวิจัย          |
| ------------------- | --------------------------------------------------- |
| ต่ำ                 | คะแนนลดลงเล็กน้อย ใกล้เคียงกับระดับปานกลาง |
| ปานกลาง            | ช่วงที่ได้คะแนนดี                               |
| สูง                 | คะแนนลดลงมากที่สุด                              |

ผู้วิจัยอธิบายว่าผลนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้าที่พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างความซับซ้อนกับความชอบไม่ได้เป็นรูปตัว U คว่ำที่ชัดเจน หน้าที่เรียบมากจึงไม่ได้เสียเปรียบหน้าที่ซับซ้อนปานกลางเท่าไร แต่หน้าที่ซับซ้อนสูงเสียเปรียบชัดเจน

ส่วนความมีสีสัน ผู้วิจัยพบว่ามีบทบาทต่อความประทับใจแรกน้อยกว่าความซับซ้อนมาก โมเดลความซับซ้อนของทีมนับรวมผลของสีไว้ส่วนหนึ่งแล้ว และสองโมเดลสัมพันธ์กันแค่เล็กน้อย ผู้วิจัยจึงสรุปว่าความซับซ้อนคือลักษณะที่คนดูสังเกตเห็นก่อน

### ดีไซน์แบบ Maximalism ทำให้คนไม่ชอบหน้าเว็บไหม

ดีไซน์แบบ Maximalism เสี่ยงทำให้ความประทับใจแรกต่ำลง เพราะหน้าที่ซับซ้อนสูงได้คะแนนความน่าดึงดูดลดลงมากที่สุดในงานของ Reinecke และคณะ ส่วนหน้าที่ซับซ้อนปานกลางกับต่ำได้คะแนนใกล้กัน แต่ผลนี้วัดแค่ปฏิกิริยาแรกภายใน 500 มิลลิวินาที ไม่ได้วัดว่าคนจะอยู่ในหน้านั้นนานแค่ไหนหรือซื้อสินค้าหรือไม่

## ความซับซ้อนวัดจากอะไร

ทีมวิจัยสร้างโมเดลทำนายว่าคนจะรู้สึกว่าหน้าเว็บซับซ้อนแค่ไหน จากค่าที่คำนวณได้จากภาพหน้าจออย่างเดียว โมเดลสุดท้ายมีค่า R² เท่ากับ .65 เมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยที่คนให้ ตัวแปรในโมเดลมีดังนี้

* พื้นที่ข้อความ และพื้นที่ที่ไม่ใช่ข้อความ
* จำนวนส่วนย่อยที่ได้จากการแบ่งพื้นที่ภาพตามช่องว่าง ซึ่งผู้วิจัยมองว่าใกล้กับจำนวนวัตถุบนหน้า
* จำนวนกลุ่มข้อความ
* จำนวนพื้นที่ภาพ
* ค่าความมีสีสันและค่าเฉดสี

ผู้วิจัยรายงานด้วยว่าค่าสมมาตร ความสมดุล และการจัดน้ำหนักรอบจุดกึ่งกลางของภาพ มีความสัมพันธ์กับคะแนนความซับซ้อนแต่อ่อน และไม่ได้อยู่ในโมเดลสุดท้าย

ตัวอย่างที่ผู้วิจัยยกมาช่วยให้เห็นว่าสีกับความซับซ้อนแยกกันอย่างไร หน้าเว็บหน้าหนึ่งพื้นเกือบทั้งหมดเป็นสีขาว แต่มีปุ่มสีสดอยู่กลางจอ คนดูให้คะแนนความมีสีสันเฉลี่ย 5.46 สูงกว่าที่โมเดลทำนายเกือบ 2 คะแนน ขณะที่หน้าเดียวกันได้คะแนนความซับซ้อนเฉลี่ยเพียง 2 ผู้วิจัยสรุปว่าปุ่มสีสดแทบไม่ทำให้คนรู้สึกว่าหน้ารก สีจัดจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้สร้างความโดดเด่นได้โดยไม่ต้องเพิ่มความซับซ้อน

ผู้วิจัยยังพบว่าคะแนนความซับซ้อนของคนคนเดียวในสองรอบต่างกันมากกว่าคะแนนความมีสีสันเล็กน้อย (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่าง 0.63 เทียบกับ 0.55) และอธิบายว่าคนดูอาจใช้นิยามความซับซ้อนต่างกันเล็กน้อยในแต่ละรอบ การคุยเรื่องความรกในทีมจึงควรใช้ตัวนับที่ชัด เช่นจำนวนกลุ่มข้อความ แทนคำว่า "รก" หรือ "โล่ง" ที่แต่ละคนเข้าใจไม่ตรงกัน

ตัวแปรเหล่านี้ทำให้ Maximalism กลายเป็นเรื่องที่คุมได้ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างเรียบกับจัดเต็ม แต่ตัดสินได้ว่าจะเติมอะไร เช่นเติมลวดลายพื้นหลังโดยไม่เพิ่มจำนวนกลุ่มข้อความ หรือเพิ่มภาพโดยรวมให้เป็นพื้นที่ภาพเดียวแทนหลายพื้นที่ย่อย

### ลดความซับซ้อนของหน้าเว็บโดยไม่เสียความเป็นแบรนด์ทำอย่างไร

ลดได้ด้วยการลดจำนวนกลุ่มข้อความและจำนวนพื้นที่ภาพแยกกัน ก่อนลดสีหรือลวดลาย ในงานของ Reinecke และคณะ ตัวแปรที่อยู่ในโมเดลความซับซ้อนคือพื้นที่ข้อความ จำนวนกลุ่มข้อความ จำนวนพื้นที่ภาพ และจำนวนส่วนย่อยของหน้า ส่วนความมีสีสันมีบทบาทต่อความประทับใจแรกน้อยกว่า แบรนด์ที่มีสีจัดเป็นเอกลักษณ์จึงอาจคงสีไว้แล้วรวมข้อความให้เป็นกลุ่มน้อยลงแทน

## คนดูชอบไม่เหมือนกัน

ผู้วิจัยยกตัวอย่างเว็บที่เคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Webby ซึ่งมักถูกใช้เป็นตัวอย่างงานดี เว็บกลุ่มนี้ 20 หน้าได้คะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 4.21 ถึง 6.57 จาก 9 เทียบกับค่าเฉลี่ย 4.73 ของหน้าอื่นทั้งหมด และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ยของคะแนนสูงถึง 1.69 ผู้วิจัยสรุปว่าความชอบที่เห็นแวบแรกต่างกันได้แม้กับเว็บที่ถูกมองว่าออกแบบดี

เมื่อผู้วิจัยคัดเฉพาะผู้เข้าร่วมที่อาศัยในสหรัฐอเมริกามาตลอดและมีพ่อแม่สัญชาติเดียวกัน คะแนนของเว็บกลุ่มนี้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย อยู่ระหว่าง 5.15 ถึง 6.39 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเฉลี่ยยังอยู่ที่ 1.65 ความชอบจึงกระจายกว้างแม้ในกลุ่มคนที่พื้นหลังใกล้กัน การอ้างว่าแบบร่างหนึ่ง "ดีแน่นอน" เพราะคล้ายเว็บที่ได้รางวัลจึงไม่มีข้อมูลรองรับ

ลักษณะของคนดูก็มีผลด้วย ผู้วิจัยพบว่าอายุมีผลร่วมกับความซับซ้อนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้เข้าร่วมกลุ่มอายุเกิน 45 ปีชอบหน้าที่ซับซ้อนต่ำมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ขณะที่เพศไม่มีผลร่วมกับความซับซ้อน ข้อมูลนี้เป็นค่าเฉลี่ยของกลุ่มในการทดลองเดียว ใช้บอกได้ว่าควรทดสอบแยกตามกลุ่มลูกค้า แต่ไม่ได้บอกว่าคนแต่ละช่วงวัยชอบแบบไหน

### ทำไมต้องทดสอบดีไซน์กับกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง

ต้องทดสอบเพราะความชอบแวบแรกต่างกันตามคนดู ในงานของ Reinecke และคณะ แม้เว็บที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล Webby ยังได้คะแนนกระจายกว้าง และอายุของผู้เข้าร่วมมีผลต่อความชอบหน้าที่ซับซ้อน ผลทดสอบกับคนทั่วไปหรือความเห็นของทีมจึงอาจไม่ตรงกับลูกค้ากลุ่มหลักของแบรนด์

## ทดสอบดีไซน์จัดเต็มก่อนใช้จริงห้าขั้น

ขั้นตอนด้านล่างเป็นแนวทางของฟิจิทัลที่ยืมวิธีทดลองของ Reinecke และคณะมาใช้กับการเลือกแบบร่าง ไม่ใช่ขั้นตอนที่ผู้วิจัยเขียนไว้

1. **ทำแบบร่างอย่างน้อยสามระดับ** เรียบ ปานกลาง และจัดเต็ม จากเนื้อหาชุดเดียวกัน
2. **นับตัวแปรของแต่ละแบบ** จำนวนกลุ่มข้อความ จำนวนพื้นที่ภาพ และสัดส่วนพื้นที่ข้อความ เพื่อรู้ว่าแบบไหนซับซ้อนกว่าเพราะอะไร
3. **ให้กลุ่มเป้าหมายจริงดูในเวลาสั้น** แสดงแต่ละแบบครู่เดียวแล้วให้คะแนน ทำซ้ำสองรอบเพื่อดูว่าคะแนนคงที่
4. **แยกผลตามกลุ่มลูกค้า** โดยเฉพาะถ้าลูกค้ามีหลายช่วงอายุ
5. **ทดสอบต่อด้วยตัวเลขจริงหลังเปิดใช้** ความประทับใจแรกเป็นแค่ด่านแรก ต้องดูยอดคลิกและยอดขายด้วย

ขั้นที่ 5 ต้องใช้การทดสอบบนหน้าจริงกับผู้ใช้จริง ข้อควรระวังเวลาอ่านผลการทดสอบบนหน้าจริง เช่นผลช่วงแรกที่แกว่งและการตรวจระบบด้วย A/A test อยู่ในบท[A/B Testing ผลวันแรกเชื่อได้แค่ไหน บทเรียนจาก Microsoft](https://phygital.co.th/insights/ab-testing-explained) ส่วนวิธีตรวจว่างานวิจัยที่จ้างทำเชื่อถือได้ อ่านได้ที่ [บริการวิจัยตลาด ตรวจอย่างไรว่าผลวิจัยเชื่อถือได้](https://phygital.co.th/insights/market-research-service)

## สรุป

Maximalism คือการใส่ภาพ ลวดลาย สี และตัวอักษรจำนวนมากในพื้นที่เดียวอย่างตั้งใจ งานวิจัยของ Reinecke และคณะที่ให้ 548 คนดูหน้าเว็บ 450 หน้า หน้าละ 500 มิลลิวินาที พบว่าหน้าที่ซับซ้อนสูงเสียคะแนนความประทับใจแรกมากที่สุด ขณะที่หน้าซับซ้อนต่ำกับปานกลางได้คะแนนใกล้กัน และความซับซ้อนมีผลมากกว่าความมีสีสัน ความชอบยังต่างกันมากตามคนดู แม้กับเว็บที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัล แบรนด์ที่อยากใช้แนวนี้จึงควรนับองค์ประกอบของแบบร่าง ทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริง แล้วตามด้วยตัวเลขหลังเปิดใช้

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### CHI คืองานอะไร

CHI คืองานประชุมวิชาการด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ของ ACM งานของ Reinecke และคณะตีพิมพ์ในเอกสารประกอบการประชุม CHI 2013 ที่ปารีส และฉบับเต็มเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกลุ่มวิจัยที่ Harvard

### LabintheWild คืออะไร

LabintheWild คือแพลตฟอร์มทดลองออนไลน์ของทีมวิจัย ผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครที่เห็นประกาศในชุมชนออนไลน์และจดหมายข่าวของมหาวิทยาลัย แต่ละการทดลองใช้เวลาราว 10 นาที และเมื่อทำเสร็จ ผู้เข้าร่วมได้เห็นผลความชอบของตัวเองเทียบกับคนจากประเทศอื่น

### ผลวิจัยนี้ใช้กับโปสเตอร์หรือบรรจุภัณฑ์ได้ไหม

งานวิจัยนี้ทดสอบกับภาพหน้าจอเว็บไซต์เท่านั้น จึงไม่ควรยกตัวเลขไปใช้กับสื่ออื่นตรง ๆ สิ่งที่ยืมไปใช้ได้คือวิธีทดลอง ได้แก่การแสดงแบบร่างในเวลาสั้น ให้คะแนนสองรอบ และนับองค์ประกอบของแต่ละแบบ ซึ่งทำกับภาพโปสเตอร์หรือภาพบรรจุภัณฑ์บนชั้นวางได้

### งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดอะไร

ผู้วิจัยระบุเองว่าตั้งใจวัดเฉพาะความประทับใจแรก ไม่ได้วัดความน่าเชื่อถือหรือความใช้งานง่าย ความชอบอาจเปลี่ยนเมื่อคนดูใช้หน้าเว็บนานขึ้น และหน้าเว็บ 450 หน้าอาจไม่ใช่ตัวอย่างสุ่มของเว็บทั้งหมด นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการทดลองชุดที่ 3 ราว 60% อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ผลจึงอาจต่างเมื่อทดสอบกับคนไทย

### ถ้าแบรนด์อยากได้ Maximalism จริง ๆ ควรเริ่มตรงไหน

เริ่มจากหน้าที่ลูกค้าอยู่นาน เช่นหน้าเล่าเรื่องแบรนด์หรือหน้าคอลเลกชันพิเศษ มากกว่าหน้าแรกหรือหน้าชำระเงินที่ลูกค้าต้องตัดสินใจเร็ว แล้วคุมจำนวนกลุ่มข้อความให้อ่านง่าย ใช้ลวดลายและภาพเป็นตัวสร้างความจัดเต็มแทน และทดสอบกับลูกค้าก่อนขยายไปหน้าอื่น

## แบบร่างที่ทีมชอบที่สุดอาจไม่ใช่แบบที่ลูกค้าชอบในครึ่งวินาทีแรก

ให้ PHYGITAL AGENCY ทดสอบแบบร่างของคุณกับกลุ่มเป้าหมายจริงก่อนตัดสินใจ

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
