# Loneliness Marketing ธุรกิจเป็นที่พบปะได้โดยไม่ขายความเหงา

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/loneliness-marketing · เผยแพร่ 20 ธันวาคม 2567 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Loneliness Marketing ที่ไม่ใช้ความเหงากดดันการซื้อ อ่านรายงาน WHO ปี 2568 ที่พบว่าคน 1 ใน 6 ทั่วโลกรู้สึกเหงา แล้วดูว่าร้านช่วยให้คนมาคนเดียวได้พบปะอย่างไร

## Key Takeaways

- **คณะกรรมาธิการด้านความเชื่อมโยงทางสังคมขององค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานเมื่อ 30 มิถุนายน 2568 ว่าคนราว 1 ใน 6 ทั่วโลกได้รับผลจากความเหงา** — และความเหงาเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตราว 100 รายต่อชั่วโมง หรือมากกว่า 871,000 รายต่อปี
- **รายงานฉบับเดียวกันระบุว่าวัยรุ่นและคนอายุ 13-29 ปีรู้สึกเหงา 17-21%** — และคนในประเทศรายได้ต่ำรู้สึกเหงาราว 24% หรือราวสองเท่าของประเทศรายได้สูงที่อยู่ราว 11%
- **WHO นับพื้นที่อย่างสวน ห้องสมุด และคาเฟ่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยลดความโดดเดี่ยว** — ธุรกิจหน้าร้านจึงมีบทบาทได้ด้วยการออกแบบพื้นที่และกิจกรรม โดยไม่ต้องใช้ความเหงาเป็นข้อความขาย

เจ้าของคาเฟ่หรือร้านอาหารหลายแห่งสังเกตว่าลูกค้าประจำจำนวนไม่น้อยมาคนเดียว นั่งนาน และบางคนคุยกับพนักงานมากกว่าคุยโทรศัพท์ บางร้านอยากทำกิจกรรมหรือแคมเปญให้คนกลุ่มนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะพูดถึงเรื่องความเหงาอย่างไรโดยไม่ดูเหมือนหาประโยชน์จากความรู้สึกของลูกค้า บทนี้เริ่มจากรายงานขององค์การอนามัยโลกที่นิยามคำสามคำไว้ชัด แล้วไล่ไปถึงการออกแบบพื้นที่ กิจกรรม และข้อความที่ธุรกิจใช้ได้

Loneliness Marketing คือการออกแบบสินค้า บริการ และพื้นที่ ที่ช่วยให้ลูกค้าได้ความเชื่อมโยงกับคนอื่นหรือกับชุมชน บทนี้เล่าในแง่มุมความรับผิดชอบต่อสังคม ธุรกิจทำหน้าที่เป็นที่พบปะได้ และวัดผลได้จากการที่ลูกค้ากลับมา ส่วนการสื่อสารที่ขยายความเหงาเพื่อเร่งการซื้อ เป็นสิ่งที่บทนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยง

## สามคำที่ WHO แยกไว้

[องค์การอนามัยโลกเผยแพร่รายงานของคณะกรรมาธิการด้านความเชื่อมโยงทางสังคม](https://www.who.int/news/item/30-06-2025-social-connection-linked-to-improved-heath-and-reduced-risk-of-early-death) เมื่อ 30 มิถุนายน 2568 รายงานแยกคำสามคำที่คนมักใช้ปนกัน

| คำ                                            | นิยามตาม WHO                                                                        | ความหมายต่อธุรกิจ                                    |
| --------------------------------------------- | ------------------------------------------------------------------------------------ | ------------------------------------------------------- |
| ความเชื่อมโยงทางสังคม (social connection) | วิธีที่คนเกี่ยวข้องและมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น                                | สิ่งที่ธุรกิจช่วยสร้างได้ผ่านพื้นที่และกิจกรรม |
| ความเหงา (loneliness)                        | ความรู้สึกเจ็บปวดจากช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ที่อยากมีกับที่มีจริง | เป็นความรู้สึกภายใน มองจากภายนอกไม่ออก           |
| การแยกตัวทางสังคม (social isolation)      | การขาดความสัมพันธ์ทางสังคมที่เพียงพอในเชิงวัตถุวิสัย                      | วัดได้จากพฤติกรรม เช่นการอยู่คนเดียว             |

การแยกสามคำนี้ออกจากกันช่วยธุรกิจได้มาก ลูกค้าที่มาคนเดียวไม่ได้เหงาทุกคน และคนที่มากับกลุ่มเพื่อนก็อาจรู้สึกเหงาได้ ธุรกิจจึงไม่ควรเดาความรู้สึกของลูกค้าจากการเห็นว่ามาคนเดียว สิ่งที่ธุรกิจทำได้คือเปิดโอกาสให้เกิดความเชื่อมโยงสำหรับคนที่ต้องการ

### Loneliness Marketing ต่างจากการตลาดคนโสดอย่างไร

การตลาดคนโสดมองที่สถานะและรูปแบบการใช้ชีวิต เช่นขนาดบรรจุภัณฑ์สำหรับคนเดียวหรือที่พักสำหรับคนอยู่คนเดียว ส่วน Loneliness Marketing มองที่ความต้องการเชื่อมโยงกับคนอื่น ซึ่งเกิดได้กับทุกสถานะ มุมมองด้านตลาดและกำลังซื้อของกลุ่มที่ใช้ชีวิตคนเดียวอยู่ใน [การตลาดคนโสด Solo Economy ครัวเรือน 1-2 คนมีร้อยละ 60](https://phygital.co.th/insights/solo-economy-single-marketing-thailand)

## ตัวเลขในรายงานของ WHO

รายงานประเมินว่าคนราว 1 ใน 6 ทั่วโลกได้รับผลจากความเหงา และความเหงาเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตราว 100 รายทุกชั่วโมง หรือมากกว่า 871,000 รายต่อปี ความเหงาและการแยกตัวทางสังคมเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ เบาหวาน การถดถอยของความคิด และการเสียชีวิตก่อนวัย คนที่เหงามีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าสูงเป็นสองเท่า

รายงานยังชี้ว่าความเหงาเกิดได้ทุกวัย แต่พบมากในคนหนุ่มสาวและคนในประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง คนอายุ 13-29 ปีรายงานว่ารู้สึกเหงา 17-21% และสูงสุดในกลุ่มวัยรุ่น ส่วนการแยกตัวทางสังคม ซึ่งข้อมูลยังมีจำกัดกว่า คาดว่าเกิดกับผู้สูงอายุถึง 1 ใน 3 และวัยรุ่น 1 ใน 4

### ในไทยมีตัวเลขที่ใกล้กับเรื่องนี้ไหม

ตัวเลขที่ใกล้ที่สุดคือเรื่องการอยู่อาศัย ซึ่งตรงกับคำว่าการแยกตัวทางสังคมมากกว่าความเหงา [การสำรวจประชากรสูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567](https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey%5Fdetail/2025/20241003145311%5F94190.pdf) นับสัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังในครัวเรือนได้ 12.9% ในปี 2567 จาก 3.6% เมื่อปี 2537 ตัวเลขนี้บอกได้ว่าอยู่คนเดียว แต่ไม่ได้บอกว่ารู้สึกเหงา ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการอ่านตัวเลขนี้ต่อในมุมใบอนุญาตและบริการ ดูได้ที่ [เปิดธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ที่ได้ใบอนุญาตมี 908 แห่ง](https://phygital.co.th/insights/thailand-elderly-care-nursing-home-business-license-guide)

## ธุรกิจอยู่ตรงไหนในทางแก้

รายงานของ WHO แบ่งทางแก้เป็นหลายระดับ ตั้งแต่นโยบายระดับประเทศ ชุมชน ไปจนถึงรายบุคคล ในระดับชุมชน WHO ยกตัวอย่างการเสริมโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม เช่นสวนสาธารณะ ห้องสมุด และคาเฟ่ ส่วนระดับบุคคล WHO แนะนำการกระทำง่าย ๆ อย่างการทักทายเพื่อนบ้าน การเข้าร่วมกลุ่มในท้องถิ่น และการวางโทรศัพท์ลงเพื่ออยู่กับบทสนทนาตรงหน้า

ธุรกิจหน้าร้านอยู่ตรงกลางระหว่างสองระดับนี้ คาเฟ่ ร้านอาหาร ฟิตเนส ร้านหนังสือ และพื้นที่ทำงานร่วม เป็นที่ที่คนแปลกหน้าอยู่ในห้องเดียวกันเป็นประจำ ร้านเหล่านี้จึงมีโอกาสช่วยให้เกิดการพบปะได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนธุรกิจหลัก และผลที่ธุรกิจได้กลับมาคือลูกค้าที่รู้สึกว่ามีเหตุผลให้กลับมาที่เดิม

ในกรอบ ESG เรื่องนี้อยู่ในมิติสังคม ธุรกิจที่ต้องเขียนรายงานความยั่งยืนหรือตอบแบบสอบถามของคู่ค้า มักมีหัวข้อเรื่องความสัมพันธ์กับชุมชนอยู่แล้ว กิจกรรมที่นัดซ้ำทุกเดือนพร้อมตัวเลขผู้เข้าร่วมและการกลับมา เป็นหลักฐานที่นำไปเล่าในหัวข้อนั้นได้ตรงกว่าการบริจาคครั้งเดียว และยังเป็นงานที่ทีมหน้าร้านทำได้เองโดยไม่ต้องตั้งโครงการใหม่

### ร้านเล็กที่มีพนักงานไม่กี่คนเริ่มจากอะไร

เริ่มจากพนักงานที่จำชื่อหรือเมนูประจำของลูกค้าได้ นี่คือความเชื่อมโยงที่เล็กที่สุดและไม่ต้องใช้งบ ถัดมาคือการจัดที่นั่งให้คนมาคนเดียวนั่งได้สบายโดยไม่ต้องครองโต๊ะสี่ที่ ทั้งสองเรื่องนี้เป็นงานของพื้นที่และพนักงาน ไม่ใช่งานของโฆษณา

## ออกแบบพื้นที่ให้คนมาคนเดียว

พื้นที่ที่คนมาคนเดียวรู้สึกสบายมีลักษณะร่วมกันไม่กี่อย่าง ที่นั่งหันออกไปทางหน้าต่างหรือบาร์ทำให้ไม่ต้องนั่งเผชิญหน้ากับเก้าอี้ว่าง โต๊ะยาวที่ใช้ร่วมกันเปิดโอกาสให้คุยกับคนข้าง ๆ ได้ถ้าอยากคุย และปิดโอกาสได้ถ้าไม่อยาก ปลั๊กไฟ แสงที่อ่านหนังสือได้ และนโยบายที่ไม่เร่งให้ลุก บอกลูกค้าว่านั่งคนเดียวที่นี่ได้

ร้านอาหารมีอีกเรื่องที่ต้องคิด คือขนาดเมนู เมนูที่มีแต่จานสำหรับแบ่งกันกิน ทำให้คนมาคนเดียวต้องสั่งมากเกินหรือเลือกได้น้อย เมนูชุดสำหรับหนึ่งคน หรือจานเล็กที่สั่งรวมกันได้ ช่วยให้คนกลุ่มนี้กลับมาบ่อยขึ้น

## กิจกรรมที่ทำให้คนแปลกหน้าคุยกันได้

กิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงมักมีสามองค์ประกอบ มีเรื่องให้ทำร่วมกัน เช่นคลาสทำขนม วงอ่านหนังสือ หรือกลุ่มวิ่งตอนเช้า มีจังหวะนัดที่ซ้ำ เช่นทุกวันเสาร์แรกของเดือน เพื่อให้คนเจอหน้ากันหลายครั้ง และมีคนดูแลที่คอยแนะนำคนใหม่ให้รู้จักคนเก่า

การนัดซ้ำสำคัญกว่าขนาดของงาน อีเวนต์ใหญ่ครั้งเดียวให้คนมาเจอกันแต่ไม่ได้รู้จักกัน ส่วนกลุ่มเล็กที่เจอกันทุกเดือนเปิดโอกาสให้คนจำชื่อกันได้ กลุ่มออนไลน์ที่ใช้นัดหมายระหว่างรอบ ต้องมีคนดูแลและคนที่สมาชิกถามได้ การตั้งบทบาทสองแบบนี้ใน Facebook อยู่ใน [Community-Led Growth ลูกค้าที่รู้จริงช่วยตอบในกลุ่ม Facebook](https://phygital.co.th/insights/community-led-growth-explained)

### กิจกรรมกลุ่มควรจัดอย่างไรให้คนมาคนเดียวกล้าเข้าร่วม

บอกรายละเอียดให้ครบก่อนวันงาน ได้แก่ จำนวนคน สิ่งที่จะทำ และบอกตรง ๆ ว่ามาคนเดียวได้ ความไม่แน่นอนว่าจะไปยืนคนเดียวในห้องที่คนอื่นรู้จักกันหมด เป็นเหตุผลหลักที่หลายคนไม่กล้าไปงานแรก การให้ผู้ดูแลทักคนที่มาครั้งแรกตั้งแต่ประตูลดความไม่แน่นอนนี้ได้

### ฟิตเนสและสตูดิโอออกกำลังกายใช้หลักนี้อย่างไร

ฟิตเนสมีข้อได้เปรียบคือสมาชิกมาซ้ำในเวลาเดิมอยู่แล้ว คลาสกลุ่มที่ครูจำชื่อสมาชิกได้ และแนะนำสมาชิกใหม่ให้รู้จักคนที่มาประจำ เปลี่ยนการออกกำลังกายคนเดียวให้เป็นนัดที่มีคนรอ สตูดิโอหลายแห่งใช้กลุ่มแชทของคลาสเพื่อนัดหมายและบอกเมื่อมีคนหายไปหลายสัปดาห์ ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้กลุ่มเดียวกันส่งโปรโมชันถี่ ๆ เพราะกลุ่มที่ตั้งไว้เพื่อความสัมพันธ์จะกลายเป็นช่องโฆษณา และสมาชิกจะเริ่มปิดการแจ้งเตือน

### พื้นที่ทำงานร่วมและร้านหนังสือมีโอกาสแบบไหน

สองธุรกิจนี้มีลูกค้าที่มาคนเดียวเป็นหลักอยู่แล้ว และลูกค้าส่วนใหญ่มีเรื่องที่สนใจร่วมกันบางอย่าง พื้นที่ทำงานร่วมใช้มื้อกลางวันร่วมกันสัปดาห์ละครั้ง หรือช่วงแนะนำตัวสั้น ๆ ของสมาชิกใหม่ ร้านหนังสือใช้วงอ่านหนังสือหรือเวทีพบนักเขียนขนาดเล็ก สิ่งที่ทั้งสองแบบมีเหมือนกันคือทำให้คนที่นั่งห่างกันคนละโต๊ะมีเหตุผลที่จะเริ่มคุยกัน

## เส้นที่ไม่ควรข้ามในการสื่อสาร

ข้อความที่ใช้ความเหงาเป็นแรงกดดันขาย เช่น "เหงาใช่ไหม มาหาเราสิ" หรือภาพผู้สูงอายุนั่งเศร้าคนเดียวเพื่อขายบริการดูแล ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกตัดสิน และเสี่ยงทำร้ายคนที่อยู่ในภาวะเปราะบางจริง รายงานของ WHO ชี้ว่าความเหงาเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความคิดทำร้ายตัวเอง ข้อความทางการตลาดจึงควรพูดถึงสิ่งที่ลูกค้าจะได้ทำและได้พบ มากกว่าความรู้สึกที่ลูกค้ากำลังขาด

รายงานยังเตือนถึงผลของการใช้หน้าจอมากเกินไปและปฏิสัมพันธ์ด้านลบทางออนไลน์ต่อสุขภาพจิตของคนหนุ่มสาว ธุรกิจที่ทำคอมมูนิตี้ออนไลน์ควรมีกติกากลุ่มและผู้ดูแลที่ลบข้อความโจมตีกันจริง และควรชวนสมาชิกมาเจอกันแบบตัวจริงเมื่อทำได้

### ข้อความแบบไหนอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

ลองอ่านข้อความโดยสมมติว่าผู้อ่านเป็นคนที่เพิ่งเสียคู่ชีวิตหรือเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองใหม่ ถ้าข้อความนั้นเชิญให้มาทำสิ่งที่น่าสนใจ ข้อความนั้นใช้ได้ ถ้าข้อความนั้นย้ำว่าเขากำลังขาดอะไร ควรเขียนใหม่ ตัวอย่างที่ใช้ได้คือ "วงอ่านหนังสือทุกวันเสาร์แรกของเดือน มาคนเดียวได้ มีคนต้อนรับที่ประตู"

## ก่อนเริ่มแคมเปญสำหรับคนมาคนเดียว

ธุรกิจที่อยากทำเรื่องนี้ควรเริ่มจากสิ่งที่ลูกค้าเห็นและใช้ได้ทันที คือที่นั่ง เมนู และพนักงาน ก่อนจะทำโฆษณาหรือคอนเทนต์ ถ้าคนที่มาคนเดียวยังต้องนั่งโต๊ะสี่ที่คนเดียวหรือสั่งจานใหญ่เกินกิน ข้อความใด ๆ ที่บอกว่าร้านต้อนรับคนมาคนเดียวก็ขัดกับสิ่งที่ลูกค้าเจอจริง

เมื่อพื้นที่พร้อมแล้ว กิจกรรมที่นัดซ้ำทุกเดือนเป็นขั้นถัดไป และข้อความที่ใช้สื่อสารควรพูดถึงสิ่งที่จะได้ทำร่วมกัน ธุรกิจที่ทำทั้งสามขั้นนี้ครบ ใช้ตัวเลขการกลับมาของลูกค้าเป็นหลักฐานได้ว่าพื้นที่ของตัวเองกลายเป็นที่พบปะจริง ซึ่งเป็นผลที่รายงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจนำไปเล่าต่อได้ด้วย

## สรุป

Loneliness Marketing ในแง่มุมความรับผิดชอบต่อสังคม คือการให้ธุรกิจเป็นที่พบปะได้ รายงานของ WHO เมื่อ 30 มิถุนายน 2568 พบว่าคนราว 1 ใน 6 ทั่วโลกได้รับผลจากความเหงา คนอายุ 13-29 ปีรู้สึกเหงา 17-21% และ WHO นับคาเฟ่ สวน และห้องสมุดเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยได้ ส่วนในไทย สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังขึ้นมาอยู่ที่ 12.9% ในปี 2567 ธุรกิจหน้าร้านเริ่มได้จากที่นั่ง เมนู และพนักงาน ตามด้วยกิจกรรมที่นัดซ้ำ และสื่อสารด้วยสิ่งที่ลูกค้าจะได้ทำ ไม่ใช้ความเหงาเป็นแรงกดดันขาย

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ไม่มีหน้าร้านเลย จะช่วยให้ลูกค้าได้พบปะกันอย่างไร

ทำได้ผ่านคอมมูนิตี้ออนไลน์ที่มีผู้ดูแลจริง เช่นกลุ่มผู้ใช้สินค้าที่แลกเปลี่ยนวิธีใช้กัน และนัดเจอตัวจริงเป็นครั้งคราว แต่ควรระวังเรื่องที่ WHO เตือนเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ด้านลบออนไลน์ กลุ่มที่ไม่มีคนดูแลมักกลายเป็นที่ระบายความไม่พอใจแทน

### วัดผลกิจกรรมแบบนี้อย่างไร

วัดจากการกลับมา เช่นสัดส่วนคนที่มาร่วมกิจกรรมครั้งที่สองหลังจากมาครั้งแรก และความถี่ที่ลูกค้าประจำกลับมาที่ร้านในเดือนที่มีกิจกรรมเทียบกับเดือนที่ไม่มี ยอดขายในวันงานอย่างเดียวบอกได้ไม่ครบ

### ควรเก็บข้อมูลว่าลูกค้าคนไหนมาคนเดียวไหม

ไม่จำเป็นต้องเก็บเป็นรายบุคคล ข้อมูลที่ธุรกิจต้องใช้คือสัดส่วนโดยรวม เช่นใบเสร็จที่มีผู้ใช้บริการคนเดียวคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในแต่ละช่วงเวลา ข้อมูลระดับนี้พอใช้ออกแบบพื้นที่และเวลาจัดกิจกรรม โดยไม่ต้องบันทึกอะไรเกี่ยวกับตัวลูกค้า

### ธุรกิจที่มีลูกค้าผู้สูงอายุควรทำอะไรเพิ่ม

เพิ่มความเข้าถึงทางกายภาพ เช่นเก้าอี้ที่มีพนักพิงและที่วางแขน ทางเดินที่ไม่มีขั้น และตัวอักษรบนเมนูที่อ่านง่าย รวมถึงช่วงเวลาที่ร้านไม่พลุกพล่าน มุมมองเรื่องการสื่อสารกับผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ใน [การตลาดผู้สูงอายุไทย 14.49 ล้านคน แยกตามช่วงอายุและจังหวัด](https://phygital.co.th/insights/marketing-elderly-thailand-super-aged-society)

### ถ้าลูกค้าเล่าเรื่องส่วนตัวที่หนักให้พนักงานฟัง พนักงานควรทำอย่างไร

ฟังอย่างสุภาพและไม่ตัดสิน พนักงานร้านไม่ได้มีหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ถ้าลูกค้าพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ควรแนะนำสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ธุรกิจควรบอกเรื่องนี้กับพนักงานไว้ล่วงหน้า

## ป้ายที่เขียนว่ามาคนเดียวได้ ไม่ช่วยอะไรถ้าร้านมีแต่โต๊ะสี่ที่และจานสำหรับแบ่งกัน

PHYGITAL AGENCY ออกแบบผังที่นั่ง กิจกรรมที่นัดซ้ำ และข้อความสื่อสาร ให้ร้านเป็นที่ที่คนมาคนเดียวอยากกลับมา โดยไม่ต้องหยิบความเหงาของลูกค้ามาเป็นจุดขาย

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
