# พนักงานลิฟต์ อาชีพเดียวใน 271 ที่ระบบอัตโนมัติแทนทั้งหมด

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/lector-elevator-operator-lost-professions · เผยแพร่ 18 พฤศจิกายน 2568 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

James Bessen ไล่ดู 271 อาชีพในสำมะโนสหรัฐปี 1950 พบว่าพนักงานควบคุมลิฟต์เป็นอาชีพเดียวที่หายเพราะระบบอัตโนมัติ แต่ลิฟต์ไร้คนคุมต้องใช้เวลาราว 50 ปีกว่าคนจะยอมขึ้น

## Key Takeaways

- **James Bessen ตามดู 271 อาชีพในสำมะโนสหรัฐปี 1950 ไปจนถึงปี 2010 พบว่าพนักงานควบคุมลิฟต์เป็นอาชีพเดียวที่หายไปเพราะระบบอัตโนมัติเป็นหลัก** — อาชีพอื่นที่หายไปมีเหตุผลอื่น และระบบอัตโนมัติส่วนใหญ่แทนงานแค่บางส่วน
- **ลิฟต์ไร้คนคุมมีมาตั้งแต่ราวปี 1900 แต่ใช้เวลากว่า 50 ปีกว่าคนจะไว้ใจ** — การประท้วงของพนักงานลิฟต์ในนิวยอร์กปี 1945 ทำให้เจ้าของอาคารเร่งเปลี่ยน และผู้ผลิตใช้โฆษณาสาธิต เสียงประกาศ และปุ่มหยุดฉุกเฉินช่วยให้คนกล้าขึ้น
- **คนอ่านหนังสือให้คนงานโรงงานยาสูบในคิวบาฟังยังมีอยู่** — นิตยสาร CubaPLUS บันทึกว่าอาชีพนี้เริ่มปี 1865 คนงานเลือกคนอ่านเองด้วยการประกวด และเคยจ่ายค่าจ้างให้คนอ่านเองจนถึงปลายทศวรรษ 1960

บทนี้เป็นบทสุดท้ายของห้าบทแรกในชุดอาชีพที่หายไป และเป็นบทเดียวที่มีอาชีพหายไปทั้งตำแหน่งเพราะเครื่องจักร พนักงานควบคุมลิฟต์หายไปจากอาคารส่วนใหญ่ในสหรัฐ ขณะที่คนอ่านหนังสือให้คนงานโรงงานฟังซึ่งมักถูกจัดไว้คู่กันยังทำงานอยู่ในคิวบา สองอาชีพนี้ต่างกันตรงที่คนฟังยังให้ค่ากับคนอ่าน แต่ผู้โดยสารลิฟต์ต้องการแค่ไปถึงชั้นที่ต้องการอย่างปลอดภัย

แกนของบทมาจากเอกสาร[How Computer Automation Affects Occupations ของ James Bessen](https://conference.nber.org/confer/2016/SI2016/PRIT/Bessen.pdf) จาก Boston University School of Law ฉบับพฤษภาคม 2016 ที่นำเสนอในการประชุมของ NBER ต่อด้วยเรื่องเล่าของ Lee Gray นักประวัติศาสตร์ลิฟต์โดยสาร และบันทึกเรื่องคนอ่านหนังสือในโรงงานของคิวบา

## อาชีพเดียวจาก 271 อาชีพ

Bessen ใช้รายการอาชีพละเอียด 271 อาชีพในสำมะโนสหรัฐปี 1950 แล้วตามดูว่าแต่ละอาชีพเป็นอย่างไรในปี 2010 โดยอาศัยการจับคู่รหัสอาชีพข้ามปีของโครงการ IPUMS อาชีพที่เล็กลงจนถูกรวมเข้ากับอาชีพอื่นหรือถูกเปลี่ยนชื่อ เขาก็ตามไปดูทุกกรณี

หลายอาชีพหายไปจริง แต่ด้วยเหตุผลต่างกัน บางอาชีพหายเพราะคนไม่ต้องการบริการนั้นแล้ว เช่นเจ้าของบ้านเช่าแบบมีอาหาร บางอาชีพหายเพราะเทคโนโลยีทั้งระบบล้าสมัย Bessen แยกกรณีเหล่านี้ออกจากการถูกระบบอัตโนมัติแทน และพบว่ามีเพียงพนักงานควบคุมลิฟต์ที่การลดลงและหายไปมาจากระบบอัตโนมัติเป็นหลัก

ข้อสรุปของเขาคือหกสิบปีนั้นมีระบบอัตโนมัติเข้ามามาก แต่เกือบทั้งหมดเป็นแบบแทนงานบางส่วน เขายกตัวอย่างว่าในศตวรรษที่ 19 แรงงานที่ใช้ทอผ้าหนึ่งหลาถูกเครื่องจักรแทนไป 98% แต่จำนวนงานทอผ้ากลับเพิ่มขึ้น เพราะผ้าราคาถูกลงจนคนซื้อมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

### **อาชีพไหนที่ระบบอัตโนมัติแทนได้ทั้งหมด**

ในงานของ James Bessen ที่ตามดู 271 อาชีพละเอียดในสำมะโนสหรัฐปี 1950 จนถึงปี 2010 มีพนักงานควบคุมลิฟต์เพียงอาชีพเดียวที่การลดลงและหายไปมาจากระบบอัตโนมัติเป็นหลัก อาชีพอื่นที่หายไปเกิดจากความต้องการที่ลดลงหรือเทคโนโลยีทั้งระบบที่ล้าสมัย ส่วนระบบอัตโนมัติในช่วงนั้นเกือบทั้งหมดแทนงานเพียงบางส่วนของอาชีพ

### แทนงานบางส่วนก็ลดคนได้

Bessen ไม่ได้บอกว่าการแทนงานบางส่วนไม่มีผลต่อการจ้างงาน เขาอธิบายสองทางที่งานลดลงได้ ทางแรกคือเมื่อความต้องการสินค้านั้นไม่เพิ่มแม้ราคาจะลดลง ทางที่สองคืออาชีพหนึ่งถูกอีกอาชีพเข้ามาแทน เช่นช่างเรียงพิมพ์ลดลงแต่นักออกแบบกราฟิกเพิ่มขึ้น ในกรณีแบบนี้คนที่เสียงานกับคนที่ได้งานใหม่มักไม่ใช่คนเดียวกัน ตรงกับสิ่งที่งานวิจัยเรื่องชุมสายโทรศัพท์พบใน[พนักงานต่อสาย มนุษย์คำนวณ พิมพ์ดีด คนเดิมไปอยู่ที่ไหน](https://phygital.co.th/insights/switchboard-operator-human-computer-typing-pool-lost-professions)

## ลิฟต์ไร้คนคุมที่คนเดินออก

Steve Henn จากรายการ Planet Money ของ NPR เล่าเรื่องนี้ไว้ในรายการ[Remembering When Driverless Elevators Drew Skepticism เมื่อ 31 กรกฎาคม 2015](https://text.npr.org/427990392) โดยสัมภาษณ์ Lee Gray ผู้เขียนประวัติศาสตร์ของลิฟต์โดยสาร ในยุคแรกพนักงานลิฟต์บังคับตัวลิฟต์ให้จอดตรงชั้นด้วยมือ และเปิดปิดประตูเอง ความผิดพลาดของคนเกิดขึ้นได้ Gray เล่าถึงคนที่รีบกระโดดเข้าลิฟต์ตอนพนักงานกำลังปิดประตู ถ้าสะดุดล้มคาประตู พนักงานก็หยุดไม่ทัน

ผู้ผลิตลิฟต์แก้ปัญหาด้วยประตูที่มีกันชนนิรภัยและการหยุดอัตโนมัติ จนสร้างลิฟต์ไร้คนคุมได้ราวปี 1900 แต่คนไม่ยอมใช้ Gray บอกว่าคนเดินเข้าไป มองรอบ ๆ แล้วเดินออกมาหาคนเพื่อถามว่าพนักงานลิฟต์อยู่ไหน

### **ทำไมคนไม่กล้าใช้ลิฟต์อัตโนมัติในยุคแรก**

ลิฟต์คือห้องที่แขวนอยู่กลางอากาศด้วยสายเคเบิล ผู้โดยสารยุคแรกคุ้นกับการมีพนักงานคอยบังคับและเปิดปิดประตู เมื่อเข้าไปแล้วไม่เจอใคร หลายคนจึงเดินออกไปหาพนักงาน ตามที่ Lee Gray เล่าในรายการ Planet Money ของ NPR ลิฟต์ไร้คนคุมมีตั้งแต่ราวปี 1900 แต่ใช้เวลากว่า 50 ปีกว่าคนจะคุ้นและลิฟต์แบบนี้แพร่หลาย

## การประท้วงในนิวยอร์กกับสามสิ่งที่ทำให้คนกล้าขึ้น

จุดเปลี่ยนมาจากฝั่งเจ้าของอาคาร ในปี 1945 พนักงานลิฟต์ในนิวยอร์กประท้วงหยุดงาน รายการของ NPR ระบุว่าเมืองแทบหยุดนิ่ง นิวยอร์กสูญรายได้ภาษีราวหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์ และพนักงานออฟฟิศราวหนึ่งล้านห้าแสนคนไปทำงานไม่ได้ เจ้าของอาคารเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบ ผู้ผลิตลิฟต์จึงต้องทำให้คนมองลิฟต์ใหม่

สิ่งที่ผู้ผลิตใช้มีสามอย่าง อย่างแรกคือโฆษณาที่ให้เด็กกดปุ่มเองและให้ยายนั่งลิฟต์ เพื่อบอกว่าใครก็ใช้ได้อย่างปลอดภัย อย่างที่สองคือเสียงประกาศในลิฟต์ที่บอกว่านี่คือลิฟต์อัตโนมัติและให้กดปุ่มชั้นที่ต้องการ อย่างที่สามคือปุ่มหยุดฉุกเฉินสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อดึงแล้วเสียงจะบอกให้ดันกลับถ้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน และให้ใช้โทรศัพท์ถ้าฉุกเฉินจริง

### ปุ่มหยุดกับโทรศัพท์

สองอย่างหลังทำงานคนละแบบกับโฆษณา โฆษณาบอกคนก่อนเข้าลิฟต์ ส่วนเสียงประกาศ ปุ่มหยุด และโทรศัพท์อยู่กับผู้โดยสารในนาทีที่กังวลที่สุด ผู้โดยสารรู้ว่าตัวเองหยุดลิฟต์ได้และติดต่อคนได้ถ้ามีปัญหา พนักงานลิฟต์จึงถูกแทนด้วยสิ่งที่ให้ความรู้สึกว่ายังควบคุมได้ ไม่ใช่แค่ถูกเอาออกไป รายการของ NPR บอกว่าทุกวันนี้พนักงานลิฟต์ในนิวยอร์กเหลือน้อยจนนับด้วยนิ้วมือนิ้วเท้าได้

รายการนี้เล่าเรื่องลิฟต์เพื่อเทียบกับรถไร้คนขับที่บริษัทเทคโนโลยีกำลังพัฒนาในตอนนั้น ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามว่าคนจะกล้าให้ลูกนั่งรถที่ไม่มีพวงมาลัยหรือไม่ และสรุปว่าส่วนที่ผู้ออกแบบรถไม่อยากให้ซ้ำรอยลิฟต์คือเวลาที่ใช้ ลิฟต์อัตโนมัติมีมาก่อนที่คนจะยอมรับกว่าห้าสิบปี ธุรกิจที่ออกบริการใหม่ซึ่งลูกค้าต้องไว้ใจระบบแทนคน จึงต้องวางแผนเรื่องความไว้ใจไว้ตั้งแต่วันแรก แทนที่จะรอให้ลูกค้าคุ้นเอง

## คนอ่านหนังสือในโรงงานของคิวบา

คนอ่านหนังสือให้คนงานฟัง หรือ lector มักถูกยกเป็นตัวอย่างอาชีพที่หายไป [บทความเรื่อง Cigar Factory Readers ของนิตยสาร CubaPLUS](https://www.cubaplusmagazine.com/en/culture/heritage-traditions/cigar-factory-readers.html) เขียนถึงอาชีพนี้ในคิวบาเป็นงานที่ยังทำอยู่ คนอ่านนั่งบนแท่นในห้องทำงานของโรงงาน อ่านหนังสือพิมพ์และวรรณกรรมให้คนงานฟังระหว่างทำงานด้วยมือ และคิวบาประกาศให้งานนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

บทความเล่าว่าการอ่านเริ่มปี 1865 ที่โรงงานแห่งหนึ่งในฮาวานา เจ้าของโรงงานและเจ้าหน้าที่อาณานิคมสเปนไม่ไว้ใจ คนอ่านคนแรกถูกห้ามทำงานหลังเริ่มได้เพียงหกเดือน การอ่านกลับมาราวปี 1880 และถูกควบคุมเนื้อหาหลายครั้งในช่วงต่อมา

สิ่งที่ต่างจากพนักงานลิฟต์คือคนจ่ายเงิน บทความระบุว่าจนถึงปลายทศวรรษ 1960 คนงานเป็นผู้จ่ายค่าจ้างคนอ่านเอง ช่วงแรกคนงานทำงานเพิ่มเพื่อชดเชยงานของเพื่อนที่ถูกเลือกไปอ่าน ต่อมาเลือกคนอ่านด้วยการประกวดที่คนงานเป็นกรรมการ แล้วลงขันจ่ายค่าจ้างทุกสองสัปดาห์ คนอ่านที่อ่านได้ทั้งข่าวและวรรณกรรมเป็นที่ต้องการที่สุด

สิ่งที่อ่านเปลี่ยนไปตามยุค บทความระบุว่างานของ Zola, Hugo, Balzac และ Cervantes เคยถูกอ่านในโรงงาน โดยงานของ Dumas และ Shakespeare ได้รับความนิยมที่สุด วันนี้รายการหนังสือมีงานของนักเขียนละตินอเมริกาและคิวบาจำนวนมาก คนงานบางคนท่องบทจากหนังสือที่ฟังได้ทั้งบท บทความมองว่าการฟังทุกวันทำให้คนงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ตื่นตัวที่สุดกลุ่มหนึ่งของขบวนการแรงงานคิวบา

### **Lector ยังมีอยู่ไหม**

ยังมีในคิวบา นิตยสาร CubaPLUS บรรยายว่าคนอ่านยังอ่านหนังสือพิมพ์และวรรณกรรมให้คนงานโรงงานฟังระหว่างทำงาน และงานนี้ได้รับการประกาศเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติคิวบา อาชีพนี้เริ่มในปี 1865 และคนงานเลือกคนอ่านเองด้วยการประกวด การจัดให้ lector เป็นอาชีพที่หายไปแล้วจึงไม่ตรงกับกรณีของคิวบา

## สองอาชีพกับเหตุผลที่อยู่หรือหายไป

| ด้าน                          | พนักงานควบคุมลิฟต์                   | คนอ่านหนังสือในโรงงาน               |
| ----------------------------- | -------------------------------------- | --------------------------------------- |
| สิ่งที่คนใช้บริการต้องการ | ไปถึงชั้นอย่างปลอดภัย              | ฟังข่าวและเรื่องเล่าระหว่างทำงาน  |
| ใครจ่ายค่าจ้าง             | เจ้าของอาคาร                          | คนงานลงขันเองจนถึงปลายทศวรรษ 1960 |
| สิ่งที่มาแทน                | ลิฟต์อัตโนมัติ เสียงประกาศ ปุ่มหยุด | ไม่มีสิ่งที่คนฟังยอมรับแทน        |
| สถานะ                         | แทบไม่เหลือในนิวยอร์ก              | ยังทำงานอยู่ในคิวบา                 |

ตารางนี้ชี้ไปที่คำถามว่าคนใช้บริการต้องการผลลัพธ์หรือต้องการคน ถ้าต้องการแค่ผลลัพธ์และเจ้าของเป็นคนจ่าย งานนั้นเสี่ยงถูกแทน ถ้าคนใช้บริการให้ค่ากับตัวคนที่ทำงานและยอมจ่ายเอง งานนั้นอยู่ได้แม้ในยุคที่มีวิทยุและเครื่องเสียง ภาพรวมของการเกิดงานใหม่แทนงานเก่าอยู่ใน[อาชีพที่หายไปตามยุค งานราว 60% ในปี 2018 ไม่มีชื่อในปี 1940](https://phygital.co.th/insights/creative-destruction-lost-professions-business-lessons)

## ร้านที่เปลี่ยนเป็นบริการให้ลูกค้าทำเองต้องมีอะไรบ้าง

ผู้ผลิตลิฟต์อัตโนมัติแก้ความกลัวของผู้โดยสารทีละข้อ จนคนเลิกเดินออกไปหาพนักงาน ร้านที่เปลี่ยนงานหน้าร้านเป็นตู้สั่งอาหาร จุดชำระเงินด้วยตัวเอง หรือระบบจองออนไลน์ ใช้ลำดับเดียวกันได้

1. **ให้ลูกค้าเห็นคนแบบตัวเองใช้ก่อน** คลิปหรือป้ายที่มีลูกค้าหลายวัยใช้ระบบจริง แบบโฆษณาลิฟต์ที่มีเด็กและผู้สูงอายุ
2. **ใส่คำแนะนำไว้ที่จุดใช้งาน** ข้อความบนจอหรือเสียงที่บอกขั้นต่อไป แบบเสียงประกาศในลิฟต์
3. **มีปุ่มยกเลิกและทางกลับที่เห็นชัด** ลูกค้าที่รู้ว่าหยุดได้ทุกเมื่อจะกล้าลองมากกว่า
4. **บอกวิธีเรียกคนไว้เสมอ** แบบโทรศัพท์ในลิฟต์ ระบบที่ไม่มีทางติดต่อคนเลยทำให้ลูกค้าที่ติดปัญหาเดินออกจากร้าน
5. **คงคนไว้ช่วงแรก** ช่วงที่ลูกค้ายังไม่คุ้น พนักงานที่ยืนอยู่ใกล้ระบบช่วยลดจำนวนคนที่เดินออกแบบผู้โดยสารลิฟต์ยุคแรก ถ้าร้านต้องปรับหน้าร้านหรือพื้นที่เพื่อวางระบบใหม่ เกณฑ์ทางลาดและห้องน้ำตามกฎหมายอยู่ใน[ออกแบบร้านค้าเชิงพาณิชย์ ทางลาดและห้องน้ำตามกฎกระทรวง 2564](https://phygital.co.th/insights/commercial-architecture-interior-design-agency)

## สรุป

James Bessen ตามดู 271 อาชีพในสำมะโนสหรัฐปี 1950 จนถึงปี 2010 และพบว่าพนักงานควบคุมลิฟต์เป็นอาชีพเดียวที่หายไปเพราะระบบอัตโนมัติเป็นหลัก ระบบอัตโนมัติส่วนใหญ่ในช่วงนั้นแทนงานเพียงบางส่วน ลิฟต์ไร้คนคุมมีตั้งแต่ราวปี 1900 แต่ใช้เวลากว่า 50 ปีกว่าคนจะไว้ใจ การประท้วงของพนักงานลิฟต์ในนิวยอร์กปี 1945 ที่ทำให้พนักงานออฟฟิศราว 1.5 ล้านคนไปทำงานไม่ได้ เร่งให้เจ้าของอาคารเปลี่ยน และผู้ผลิตใช้โฆษณาสาธิต เสียงประกาศ ปุ่มหยุดฉุกเฉิน และโทรศัพท์ทำให้คนกล้าขึ้น ส่วนคนอ่านหนังสือในโรงงานของคิวบาที่เริ่มปี 1865 ยังทำงานอยู่ เพราะคนงานเลือกและเคยจ่ายค่าจ้างคนอ่านเอง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ระบบอัตโนมัติแบบบางส่วนกับแบบทั้งหมดต่างกันอย่างไร

ตามนิยามของ Bessen แบบบางส่วนคือเครื่องทำงานบางอย่างในอาชีพแทนคน แต่อาชีพยังอยู่ แบบทั้งหมดคือไม่ต้องมีคนในอาชีพนั้นอีก เขาชี้ว่าแบบทั้งหมดทำให้งานหายสุทธิ ส่วนแบบบางส่วนอาจทำให้งานเพิ่มได้ถ้าสินค้าราคาถูกลงจนคนซื้อมากขึ้น

### ตัวเลข 271 อาชีพมาจากไหน

มาจากรายการอาชีพละเอียดของสำมะโนรอบกลางศตวรรษที่ Bessen ใช้เป็นจุดเริ่ม เขาใช้การจับคู่รหัสอาชีพของโครงการ IPUMS ที่แปลงรหัสชุดนั้นไปเป็นระบบของสำมะโนรุ่นหลัง แล้วตามดูอาชีพที่ถูกเปลี่ยนชื่อหรือรวมกับอาชีพอื่น บางแหล่งเขียนว่า 270 อาชีพ แต่เอกสารฉบับเดือนพฤษภาคม 2016 ใช้ 271

### ในไทยยังมีพนักงานกดลิฟต์ไหม

ยังไม่พบสถิติพนักงานลิฟต์ของไทยจากหน่วยงานที่ตรวจต้นทางได้ เหตุการณ์และตัวเลขทั้งหมดในบทมาจากสหรัฐ ถ้าอาคารใดยังมีพนักงานประจำลิฟต์ งานนั้นมักเป็นงานต้อนรับมากกว่าการบังคับลิฟต์ด้วยมือแบบยุคแรก

### ร้านเล็กเอาบทเรียนจากลิฟต์ไปใช้ได้อย่างไร

ถ้าร้านจะเปลี่ยนบริการที่เคยมีพนักงานเป็นระบบที่ลูกค้าทำเอง ให้ถามว่าลูกค้ากังวลเรื่องอะไรที่สุดตอนใช้ระบบ แล้วใส่สิ่งที่ตอบความกังวลนั้นไว้ในจุดใช้งานเลย เช่นคำแนะนำบนจอ ปุ่มยกเลิก และวิธีเรียกพนักงานที่เห็นชัด

### ทำไมการประท้วงถึงเร่งให้เปลี่ยนเป็นลิฟต์อัตโนมัติ

รายการของ NPR เล่าว่าการประท้วงในนิวยอร์กปี 1945 ทำให้พนักงานออฟฟิศราวหนึ่งล้านห้าแสนคนไปทำงานไม่ได้ และเมืองเสียรายได้ภาษีราวหนึ่งร้อยล้านดอลลาร์ เจ้าของอาคารเห็นต้นทุนของการพึ่งพนักงานลิฟต์ชัดขึ้นมาก จึงเรียกร้องให้ผู้ผลิตหาทางให้คนยอมใช้ลิฟต์ที่ไม่ต้องมีพนักงาน

## ลูกค้ากล้าใช้ระบบใหม่เมื่อเห็นคนแบบตัวเองใช้ได้ และรู้ว่าเรียกคนได้เมื่อติดปัญหา

PHYGITAL AGENCY ถ่ายคลิปสาธิตการใช้ระบบหน้าร้านด้วยลูกค้าหลายวัย ให้ร้านใช้ทั้งบนจอในร้านและบนช่องทางออนไลน์

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
