# หลอกทำงานออนไลน์และบัญชีม้า โทษเจ้าของบัญชีตาม พ.ร.ก. 2566

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/job-scam-mule-account-thailand · เผยแพร่ 12 กันยายน 2568 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

พ.ร.ก.อาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2566 เอาผิดเจ้าของบัญชีที่ให้คนอื่นใช้ จำคุกไม่เกินสามปี คนโฆษณาหาคนเปิดบัญชีโทษหนักกว่า ฝ่ายบุคคลใช้เขียนประกาศงานและเตือนพนักงานได้

## Key Takeaways

- **มาตรา 9 ของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เอาผิดคนที่เปิดบัญชีหรือยอมให้คนอื่นใช้บัญชีของตัวเอง** — เมื่อรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกใช้ทำผิด จำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- **คนที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวเพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชี มีโทษหนักกว่า** — จำคุกสองถึงห้าปีตามมาตรา 10 ฉบับแก้ไขปี 2568 ยังกำหนดให้สถาบันการเงินปฏิเสธการเปิดบัญชีของคนที่มีชื่อในรายชื่อที่ถูกแจ้งมา
- **ไฟล์สถิติของตำรวจบันทึกคดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 33,602 คดีในปี 2567 ถึงเดือนสิงหาคม** — ประกาศรับสมัครงานของธุรกิจจริงจึงต้องแยกตัวเองออกจากประกาศปลอมให้ชัด

พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ประกาศใน[ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 18 ก](https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/140A018N0000000000100.pdf) เมื่อ 16 มีนาคม 2566 และมีผลตั้งแต่วันถัดไป กฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่เขียนความผิดของคนที่ยอมให้คนอื่นใช้บัญชีธนาคารของตัวเองไว้เป็นมาตราเฉพาะ ซึ่งคนทั่วไปเรียกว่าบัญชีม้า ความผิดนี้เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรงสองทาง ทางแรก ชื่อบริษัทถูกนำไปใช้ในประกาศงานออนไลน์ที่ชวนคนมาทำงานง่ายรายได้ดี ทางที่สอง พนักงานใหม่หรือพนักงานพาร์ตไทม์ของบริษัทเองอาจได้รับข้อเสนอให้เปิดบัญชีหรือให้เช่าบัญชีแลกค่าตอบแทน หัวข้อถัดไปถอดตัวบทสามมาตราจากมุมของคนที่ถูกชวน และมุมของฝ่ายบุคคลที่ต้องเขียนประกาศงานและเตือนพนักงาน

## หมวดหลอกทำงานหารายได้พิเศษในสถิติตำรวจ

หนึ่งในสิบห้าประเภทคดีที่ตำรวจใช้จัดเรื่องร้องทุกข์ออนไลน์ชื่อว่า "หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ" ซึ่งผู้เสียหายเป็นฝ่ายโอนเงินให้เพื่อแลกกับงานหรือรายได้ที่สัญญาไว้ [ไฟล์สถิติคดีรายประเภท](https://opendata.thaipoliceonline.go.th/dataset/no04) ที่ตำรวจเผยแพร่บนพอร์ทัลข้อมูลเปิดแสดงว่าหมวดนี้โตเร็วกว่าคดีโดยรวม

| ช่วงเวลา                          | คดีหมวดหลอกทำงานหารายได้พิเศษ | ส่วนแบ่งจากคดีทั้งหมด |
| ---------------------------------- | ------------------------------------ | ------------------------- |
| ไตรมาสสองถึงสี่ของปี 2566     | 16,696                               | 9.5%                      |
| ปี 2567 ตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม | 33,602                               | 13.7%                     |

ในปี 2567 หมวดนี้มีคดีเดือนละ 3,030 คดีในเดือนกุมภาพันธ์ แล้วขึ้นไปถึง 5,273 คดีในเดือนมิถุนายน เป็นหมวดที่มีคดีมากเป็นอันดับสองรองจากการหลอกซื้อขายสินค้า ไฟล์สถิติไม่ได้แยกว่ามีกี่คดีที่ผู้เสียหายถูกชวนให้เปิดบัญชีด้วย ตัวเลขนี้จึงบอกขนาดของการหลอกเรื่องงาน ไม่ได้บอกจำนวนบัญชีม้า

### **คดีหลอกทำงานเสียเงินต่อคดีมากแค่ไหน**

[ไฟล์มูลค่าความเสียหายรายประเภท](https://opendata.thaipoliceonline.go.th/dataset/no05) จัดคดีเป็นช่วงเงิน ในไตรมาสสองถึงสี่ของปี 2566 หมวดหลอกทำงานมี 13,704 คดีอยู่ในช่วงต่ำกว่าล้านบาท มีเพียง 238 คดีในช่วงล้านถึงสิบล้าน กับอีก 3 คดีที่เกินสิบล้าน ส่วนใหญ่จึงเป็นเงินไม่มากต่อคดี แต่เกิดกับคนจำนวนมาก ซึ่งตรงกับลักษณะของประกาศงานที่กระจายไปถึงคนหางานกว้าง ๆ

## มาตรา 9 เอาผิดเจ้าของบัญชีในกรณีไหน

มาตรา 9 เขียนการกระทำไว้สองแบบ แบบแรกคือเปิดบัญชี หรือยอมให้คนอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตัวเอง โดยไม่ได้ตั้งใจใช้เพื่อตัวเองหรือกิจการที่ตัวเองเกี่ยวข้อง แบบที่สองคือยอมให้คนอื่นใช้หรือยืมเลขหมายโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ทั้งสองแบบเป็นความผิดเมื่อเจ้าของรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้ทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น โทษคือจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับสูงสุดสามแสนบาท หรือทั้งสองอย่าง

คำที่ต้องอ่านช้า ๆ คือ "ควรรู้" ตัวบทไม่ได้ต้องการให้เจ้าของบัญชีรู้แน่ชัดว่าเงินที่ผ่านบัญชีมาจากการหลอกลวง ถ้าสถานการณ์ทำให้คนทั่วไปควรสงสัย เช่น ได้ค่าตอบแทนเพียงเพราะให้คนแปลกหน้าถือบัญชี ข้ออ้างว่าไม่รู้อาจไม่พอ ส่วนการพิสูจน์ในแต่ละคดีเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนและศาล บทความนี้ไม่ได้ตัดสินกรณีใดกรณีหนึ่ง

### **ไม่ได้รับเงินค่าเช่าบัญชีเลย ยังผิดตามมาตรา 9 ได้หรือไม่**

ตัวบทของมาตรา 9 ไม่ได้เขียนว่าต้องได้รับค่าตอบแทน องค์ประกอบที่เขียนไว้คือเปิดหรือยอมให้คนอื่นใช้บัญชี ไม่ได้ใช้เพื่อตัวเองหรือกิจการที่ตัวเองเกี่ยวข้อง และรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปทำผิด การให้ยืมบัญชีโดยไม่ได้เงินจึงไม่ได้อยู่นอกมาตรานี้โดยอัตโนมัติ คนที่ยังสงสัยว่าสถานการณ์ของตนอยู่ในข่ายของมาตรานี้ ควรปรึกษานักกฎหมายหรือสอบถามพนักงานสอบสวนโดยตรง

### **ให้คนอื่นใช้ซิมโทรศัพท์ของตัวเองเกี่ยวกับมาตรานี้อย่างไร**

อยู่ในมาตราเดียวกัน มาตรา 9 นับการยอมให้คนอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์มือถือของตัวเองเป็นความผิดแบบเดียวกับบัญชีธนาคาร เมื่อรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปทำผิด ข้อเสนองานที่ขอให้ลงทะเบียนซิมในชื่อตัวเองแล้วส่งซิมให้คนอื่นจึงมีความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับข้อเสนอให้เปิดบัญชี

## คนที่โฆษณาหาคนเปิดบัญชีมีโทษหนักกว่า

มาตรา 10 และ 11 เอาผิดอีกฝั่งของห่วงโซ่ คือคนที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อให้มีการซื้อ ขาย ให้เช่า หรือให้ยืมบัญชีหรือเลขหมายโทรศัพท์ โทษของทั้งสองมาตรามีขั้นต่ำ ต่างจากมาตรา 9 ที่มีแต่เพดาน

| มาตรา | ใครถูกเอาผิด                                                                                | โทษจำคุก     | โทษปรับ                |
| ----- | --------------------------------------------------------------------------------------------- | ------------- | ----------------------- |
| 9     | เจ้าของบัญชีหรือเลขหมายที่ยอมให้คนอื่นใช้                                           | ไม่เกิน 3 ปี | ไม่เกิน 300,000 บาท    |
| 10    | ผู้จัดหา โฆษณา หรือไขข่าวให้มีการซื้อขาย เช่า หรือยืมบัญชี                          | 2 ถึง 5 ปี    | 200,000 ถึง 500,000 บาท |
| 11    | ผู้จัดหา โฆษณา หรือไขข่าวให้มีการซื้อขายเลขหมายที่ลงทะเบียนในชื่อคนอื่นแล้ว | 2 ถึง 5 ปี    | 200,000 ถึง 500,000 บาท |

คำว่าโฆษณาและไขข่าวในมาตรา 10 ทำให้ประกาศที่ชวนคนมาเปิดบัญชีแลกเงินเป็นความผิดในตัวเอง ไม่ต้องรอให้มีคนหลงเชื่อก่อน คนที่แชร์หรือส่งต่อประกาศแบบนี้ในกลุ่มหางานจึงควรระวังด้วย

## สิ่งที่ฉบับแก้ไขปี 2568 เพิ่มเข้ามา

[พระราชกำหนดฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568](https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/67320.pdf) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 12 เมษายน 2568 มีสามส่วนที่แตะเรื่องบัญชีและเลขหมายโดยตรง ส่วนแรกคือมาตรา 4/2 เมื่อศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ศปอท. ซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้ให้ตั้งขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวงดีอี แจ้งรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด สถาบันการเงินต้องปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับบริการหรือธุรกรรม หรือปิดบัญชีของคนในรายชื่อ จนกว่าจะมีการเพิกถอนชื่อ

ส่วนที่สองคือมาตรา 11/1 เอาผิดคนที่ซื้อเลขหมายโทรศัพท์หรือคนขายเลขหมายที่มีหน้าที่ลงทะเบียน แต่ลงทะเบียนไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปทำผิด จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ส่วนที่สามคือมาตรา 11/2 เอาผิดการใช้ รวบรวม หรือเปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้เพื่อนำไปทำผิด และถ้าทำโดยซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลนั้น โทษจำคุกขึ้นไปถึงไม่เกินห้าปี

### **ถ้าชื่อเราอยู่ในรายชื่อที่ ศปอท. แจ้ง จะกระทบอะไร**

ตามมาตรา 4/2 สถาบันการเงินต้องปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่ ระงับบริการหรือธุรกรรม หรือปิดบัญชีของบุคคลในรายชื่อ ผลนี้ต่อเนื่องจนกว่าชื่อจะถูกเพิกถอน สำหรับคนทำงาน ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติคือรับเงินเดือนหรือจ่ายบิลผ่านบัญชีได้ยาก ความเสี่ยงของการให้คนอื่นใช้บัญชีจึงไม่ได้จบที่คดีอาญาอย่างเดียว ส่วนเรื่องการระงับบัญชีของผู้เสียหายและการขอเงินคืน อยู่ใน[มิจฉาชีพออนไลน์ 2569 สถิติ ACSC และขั้นตอนหลังโอนเงินไปแล้ว](https://phygital.co.th/insights/online-scam-thailand-business-guide)

## ประกาศงานของธุรกิจที่ถูกเลียนแบบ

ประกาศงานปลอมที่ใส่ชื่อบริษัทจริงยืมความน่าเชื่อถือจากชื่อนั้นไปใช้ ปัญหาของธุรกิจคือผู้สมัครแยกไม่ออกว่าประกาศไหนเป็นของจริง ถ้าประกาศของจริงเองไม่มีรูปแบบที่ตรวจได้

แนวทางที่ใช้ได้ตรงกับที่[แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างชื่อองค์กร ตรวจสายจริงจากช่องทางไหน](https://phygital.co.th/insights/call-center-scam-thailand) อธิบายไว้ในเรื่องสายโทร คือประกาศล่วงหน้าว่าบริษัททำอะไรและไม่ทำอะไร แล้วให้ผู้สมัครตรวจกลับที่ช่องทางทางการ สำหรับประกาศงาน สิ่งที่บริษัทจริงไม่ทำคือเก็บค่าสมัครหรือค่าอุปกรณ์ล่วงหน้า และขอให้ผู้สมัครเปิดบัญชีใหม่หรือส่งสมุดบัญชีกับบัตรเอทีเอ็มให้

ธุรกิจที่พบประกาศปลอมแล้วควรเก็บลิงก์ ภาพหน้าจอ และวันที่ไว้ทุกครั้ง แม้แพลตฟอร์มจะลบประกาศไปแล้ว บันทึกนี้ใช้ตอบผู้สมัครที่ติดต่อเข้ามาถาม ใช้ประกอบการรายงานซ้ำเมื่อประกาศเดิมกลับมาในชื่อบัญชีใหม่ และใช้แสดงต่อพนักงานสอบสวนถ้ามีผู้สมัครเสียเงินโดยอ้างว่าเชื่อเพราะเห็นชื่อบริษัท

### **ฝ่ายบุคคลเตือนพนักงานใหม่เรื่องบัญชีม้าได้อย่างไร**

ใส่ไว้ในเอกสารปฐมนิเทศหนึ่งย่อหน้า บอกว่าบริษัทจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีชื่อพนักงานเท่านั้น จะไม่ขอให้เปิดบัญชีเพื่อรับเงินแทนบริษัท และการให้คนอื่นใช้บัญชีหรือซิมของตัวเองมีโทษตามมาตรา 9 ของพระราชกำหนดปี 2566 ข้อความนี้ช่วยพนักงานที่อาจได้รับข้อเสนอแบบนี้จากนอกบริษัท และช่วยให้ฝ่ายบุคคลอธิบายได้ถ้ามีคนแอบอ้างว่าเป็นงานเสริมของบริษัท เรื่องที่ฝ่ายบุคคลอาจต้องรับมือคู่กันคือสายทวงหนี้ที่โทรถึงที่ทำงาน ซึ่งแยกไว้อีกบทหนึ่งคือ[แอปเงินกู้ผิดกฎหมาย เช็กชื่อผู้ให้กู้และการทวงหนี้ที่ห้ามทำ](https://phygital.co.th/insights/illegal-loan-app-thailand)

## สิ่งที่ประกาศรับสมัครงานของจริงบอกไว้

ผู้ร่างพระราชกำหนดเขียนความผิดของผู้โฆษณาหาคนเปิดบัญชีไว้ในมาตรา 10 แยกจากเจ้าของบัญชี ธุรกิจที่รับสมัครงานจริงจึงแยกประกาศของตัวเองให้ออกจากประกาศแบบนั้นได้ด้วยข้อความห้าข้อ

1. **ชื่อบริษัทตามทะเบียน** พร้อมที่อยู่สำนักงานที่ตรวจได้ ไม่ใช่เพียงชื่อเล่นของแบรนด์
2. **ช่องทางสมัครทางการ** เช่น อีเมลที่ใช้โดเมนของบริษัท หรือหน้าสมัครงานบนเว็บของบริษัท
3. **ข้อความว่าบริษัทไม่เก็บเงิน** ทั้งค่าสมัคร ค่าอบรม และค่าอุปกรณ์ล่วงหน้า
4. **ข้อความว่าบริษัทไม่ขอบัญชีหรือซิม** ไม่ขอให้เปิดบัญชีใหม่ และไม่ขอสมุดบัญชี บัตรเอทีเอ็ม หรือซิมของผู้สมัคร
5. **ลักษณะงานและค่าตอบแทนที่อธิบายได้** ระบุหน้าที่จริงและวิธีจ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีชื่อพนักงาน

### **ทำไมต้องเขียนว่าไม่ทำอะไร ทั้งที่บริษัทไม่เคยทำอยู่แล้ว**

เพราะผู้สมัครไม่รู้ว่าบริษัทไม่เคยทำ ประกาศปลอมใช้ชื่อบริษัทเดียวกันพร้อมเงื่อนไขที่ฟังดูเป็นขั้นตอนปกติ เช่น ค่าเอกสารหรือการเปิดบัญชีรับเงินเดือน ถ้าประกาศของจริงเขียนไว้ชัดทุกครั้งว่าบริษัทไม่ทำสองเรื่องนี้ ผู้สมัครที่เจอเงื่อนไขนั้นจะมีข้อความให้เทียบ และธุรกิจมีหลักฐานว่าได้แจ้งไว้ล่วงหน้า

## สรุป

พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เอาผิดคนที่เปิดหรือยอมให้คนอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือเลขหมายโทรศัพท์ของตัวเอง เมื่อรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกใช้ทำผิด ตามมาตรา 9 โทษจำคุกไม่เกินสามปี ส่วนคนที่จัดหา โฆษณา หรือไขข่าวให้มีการซื้อขายหรือเช่าบัญชีมีโทษสองถึงห้าปีตามมาตรา 10 ตัวบทไม่ได้เขียนว่าต้องได้ค่าตอบแทน ฉบับแก้ไขปี 2568 เพิ่มให้สถาบันการเงินปฏิเสธการเปิดบัญชี ระงับ หรือปิดบัญชีของคนในรายชื่อที่ ศปอท. แจ้ง และนับบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ไฟล์สถิติของตำรวจนับคดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษได้ 33,602 คดีในแปดเดือนของปี 2567 ธุรกิจที่รับสมัครงานจริงลดความสับสนได้ด้วยประกาศที่ระบุชื่อบริษัทตามทะเบียน ช่องทางสมัครทางการ และข้อความว่าบริษัทไม่เก็บเงินและไม่ขอบัญชีหรือซิมจากผู้สมัคร พร้อมเตือนพนักงานใหม่ไว้ในเอกสารปฐมนิเทศ

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### บัญชีม้าเป็นคำในกฎหมายหรือไม่

ไม่ใช่ ตัวบทของพระราชกำหนดปี 2566 ใช้ถ้อยคำว่าเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน คำว่าบัญชีม้าเป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกบัญชีแบบนี้

### บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกฎหมายนี้รวมกระเป๋าคริปโตด้วยหรือไม่

ฉบับแก้ไขปี 2568 เพิ่มนิยามให้บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล และเพิ่มนิยามกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาในพระราชกำหนดด้วย

### แชร์ประกาศรับเปิดบัญชีต่อในกลุ่มหางานมีความเสี่ยงหรือไม่

มาตรา 10 ใช้คำว่าเป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อขาย เช่า หรือยืมบัญชี การเผยแพร่ประกาศลักษณะนี้จึงอาจเข้าข่าย ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

### บริษัทถูกนำชื่อไปใช้ในประกาศงานปลอม ต้องทำอะไรก่อน

เก็บหลักฐานประกาศพร้อมลิงก์และวันที่ รายงานต่อแพลตฟอร์มที่ประกาศอยู่ แล้วประกาศบนช่องทางทางการว่าบริษัทรับสมัครผ่านช่องทางใดบ้าง และไม่เก็บเงินหรือขอบัญชีจากผู้สมัคร

### ตัวเลขคดีในบทความนี้มาจากไหน

รวมเองจากไฟล์ที่ตำรวจให้ดาวน์โหลดในหมวดสถิติคดีออนไลน์ โดยนับเฉพาะแถวของหมวดหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ ทั้งจำนวนคดีรายเดือนและการจัดคดีตามช่วงเงินที่เสียหาย

## ประกาศรับสมัครงานทุกชิ้นของบริษัทบอกผู้สมัครได้ในภาพเดียวว่าบริษัทไม่เก็บเงินและไม่ขอบัญชี

ทีม PHYGITAL AGENCY ออกแบบชุดภาพประกาศงานที่มีองค์ประกอบตรวจได้เหมือนกันทุกตำแหน่ง ทั้งชื่อบริษัทตามทะเบียน ช่องทางสมัครทางการ และข้อความเตือนเรื่องบัญชี แล้วส่งไฟล์ต้นแบบให้ฝ่ายบุคคลใช้ต่อได้เอง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
