# วิธีการเลือกเอเจนซีที่ใช่ 8 ขั้นตอนคัดกรองและการเขียนบรีฟ

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/how-to-choose-the-right-agency-and-briefing · เผยแพร่ 5 พฤษภาคม 2563 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

เจาะลึก 8 ขั้นตอนการเลือกเอเจนซีโฆษณาให้เหมาะกับงบประมาณและธุรกิจคุณ พร้อมเปรียบเทียบเอเจนซีเฉพาะทางกับแบบครบวงจร และศิลปะการเขียนบรีฟงาน

## Key Takeaways

- **ขั้นตอนที่คัดคนออกได้เร็วที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล** — เอเจนซีที่ไม่ให้ลูกค้าเข้าถึงบัญชีโฆษณาหรือรายงานผลของตัวเอง คือความเสี่ยงที่ตรวจพบได้ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา
- **งบประมาณเป็นตัวกำหนดรูปแบบการจ้าง ไม่ใช่ตัวกำหนดคุณภาพ** — งบหลักพันเหมาะกับงานเป็นชิ้น งบหลักหมื่นเข้าถึงเอเจนซีขนาดเล็กที่ดูแลใกล้ชิดได้ ส่วนงบตั้งแต่ห้าหมื่นขึ้นไปเลือกได้เกือบทุกรูปแบบ
- **บรีฟกำหนดผลลัพธ์มากกว่าการเลือกเอเจนซี** — บรีฟที่ครบ 6 องค์ประกอบทำให้ได้งานตรงจุดตั้งแต่รอบแรก ส่วนบรีฟกว้าง ๆ ทำให้เอเจนซีต้องเดาโจทย์และนำไปสู่การแก้งานซ้ำ

ในยุคที่แพลตฟอร์มการตลาดเปลี่ยนกติกาแทบทุกไตรมาส การดูแลการตลาดออนไลน์เองทั้งหมดใช้เวลามากกว่าที่เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มีเหลือ การมองหาเอเจนซีเข้ามาช่วยจึงเป็นทางออกที่ธุรกิจจำนวนมากเลือก แต่คำถามที่ตามมาทันทีคือจะเลือกเจ้าไหน และจะสั่งงานอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ

บทความนี้แยกคำตอบเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเกณฑ์คัดกรองที่ใช้ตรวจได้จริงก่อนเซ็นสัญญา ส่วนที่สองคือองค์ประกอบของบรีฟที่ทำให้เอเจนซีทำงานถูกทางตั้งแต่รอบแรก รวมถึงกติกา Pitch Fee ที่สมาคมวิชาชีพประกาศไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งฝั่งแบรนด์และฝั่งเอเจนซีควรรู้ก่อนเชิญใครมาเสนองาน

การเลือกเอเจนซีที่ใช่วัดกันที่ 8 ขั้นตอนคัดกรองตั้งแต่กำหนดเป้าหมาย ประเมินงบตามความเป็นจริง เลือกระหว่างเอเจนซีครบวงจรกับเอเจนซีเฉพาะทาง ตรวจผลงาน เช็กจริตการทำงาน ดูความโปร่งใสของข้อมูล ดูเครื่องมือที่มี และเจรจาสัญญา โดยขั้นตอนที่คัดคนออกได้เร็วที่สุดคือความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล ส่วนงานจะออกมาตรงใจหรือไม่ ขึ้นกับคุณภาพของบรีฟที่ธุรกิจส่งให้เป็นหลัก

## 8 ขั้นตอน คัดกรองเอเจนซีที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

การหาเอเจนซีก็เหมือนการหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย นี่คือ 8 ขั้นตอนที่คุณควรใช้คัดกรองก่อนเซ็นสัญญา:

### การเลือกเอเจนซีคืออะไร และสำคัญกับธุรกิจอย่างไร?

การเลือกเอเจนซี คือกระบวนการคัดกรองพาร์ทเนอร์ด้านการตลาดให้ตรงกับเป้าหมาย งบประมาณ และรูปแบบการทำงานของธุรกิจ ไม่ใช่แค่การเทียบราคาที่ถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาความเชี่ยวชาญ ความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล และเคมีการทำงานร่วมกันระยะยาว เพราะเลือกผิดอาจกลายเป็นภาระมากกว่าตัวช่วยแบ่งเบา

### 1\. กำหนดเป้าหมายและความต้องการให้ชัดเจน

ก่อนไปหาใคร ต้องรู้ใจตัวเองก่อน ระบุให้ชัดเจนว่าเป้าหมายคืออะไร (เพิ่มยอดขาย, สร้างการรับรู้, หรือรักษาฐานลูกค้า) และต้องการบริการแบบไหน (SEO, ยิงแอด, คอนเทนต์, จัดอีเวนต์)

### 2\. ประเมินงบประมาณตามความเป็นจริงของตลาด

หลายคนติดภาพจำว่าจ้างเอเจนซีต้องกำเงินหลักแสน ซึ่งเป็นภาพจำของเอเจนซีใหญ่ในกรุงเทพฯ แต่ในความเป็นจริง งบประมาณจะเป็นตัวกำหนดรูปแบบที่คุณควรเลือก:

* **งบหลักพัน – หมื่นต้น ๆ:** เหมาะกับงานด่วน งานเป็นชิ้น ๆ การจ้างฟรีแลนซ์ (เช่น ผ่าน [Fastwork](https://www.fastwork.co/)) จะคุ้มค่าและรวดเร็วกว่า
* **งบ 10,000 – 30,000 บาท:** สามารถจ้าง Boutique Agency หรือเอเจนซีในระดับภูมิภาค (เช่น เชียงใหม่) ที่ค่าครองชีพและต้นทุนการบริหารจัดการไม่สูงเท่าเมืองหลวง ทำให้ได้งานคุณภาพดีในงบที่จับต้องได้ พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิด
* **งบ 50,000 บาทขึ้นไป:** คุณมีอิสระในการเลือกเต็มที่ จะเลือก Boutique Agency เพื่อให้ทีมดูแลโปรเจกต์คุณแบบ VIP หรือเลือกเอเจนซีขนาดใหญ่ (Network Agency) ที่มีทีมเทคนิคหลายแผนกก็ได้

### 3\. เลือกโมเดลเอเจนซี: เฉพาะทาง (Specialized) หรือ ครบวงจร (Full-Service)

ข้อนี้สำคัญมาก คุณต้องประเมินว่าตัวเองต้องการ "ความลึก" หรือ "ความสะดวก" (ดูตารางเปรียบเทียบในหัวข้อถัดไป)

### 4\. ตรวจสอบผลงานและแผลเป็น (Success & Failures)

อย่าดูแค่พอร์ตโฟลิโอสวย ๆ แต่จงถามถึง Success Case และ Fail Case ว่าพวกเขาเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด รวมถึงเช็กว่าพวกเขาเคยทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกับคุณหรือไม่

### 5\. เช็กจริตการทำงานและการสื่อสาร

คุณต้องทราบว่าใครคือ ผู้ประสานงานหลัก (AE) ที่จะทำงานกับคุณจริง ๆ รูปแบบการทำงานตรงกันไหม? (ชอบคุยผ่าน LINE, อีเมล, หรือประชุมแบบเจอตัว) หากตั้งแต่วันแรกคุยกันแล้วรู้สึกอึดอัด การทำงานระยะยาวจะมีปัญหาแน่นอน

### 6\. เช็กความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล

เอเจนซีที่ดีต้องกล้าให้คุณดู Data! ไม่ว่าจะเป็นบัญชีโฆษณา (Ad Account) หรือ Google Analytics หากเอเจนซีไหนอ้างว่า "เป็นความลับของบริษัท เปิดเผยไม่ได้" ให้ระวังไว้ก่อนว่าอาจมีการหมกเม็ดค่าใช้จ่าย

### 7\. พิจารณาเครื่องมือที่เอเจนซีมี (MarTech & Tools)

เอเจนซีระดับมืออาชีพมักมีเครื่องมือราคาแพงระดับองค์กร (เช่น Social Listening Tools, SEO Tools) ไว้ใช้งาน ซึ่งหากคุณจ้างพวกเขา คุณมักจะได้อานิสงส์จาก Data ของเครื่องมือเหล่านี้โดยไม่ต้องไปจ่ายค่าไลเซนส์ (License) รายเดือนเอง

### 8\. เปรียบเทียบแผนงานและเจรจาสัญญา

อย่าเลือกคนที่เสนอราคาถูกที่สุดเสมอไป ให้พิจารณาจาก ไอเดีย, ความเป็นไปได้ในการทำจริง (Execution) และอ่านสัญญาให้ละเอียด โดยเฉพาะเงื่อนไขสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (IP Rights) ของชิ้นงาน

### ขั้นตอนไหนในการคัดกรองเอเจนซีที่สำคัญที่สุด?

ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการเช็กความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล (ขั้นตอนที่ 6) เพราะเป็นข้อเดียวที่ตรวจได้ด้วยคำถามเดียวตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา คือขอสิทธิ์ผู้ดูแลบัญชีโฆษณาและบัญชีวัดผลในชื่อของธุรกิจเอง ถ้าคำตอบคือเปิดให้ไม่ได้ ข้ออื่นแทบไม่ต้องตรวจต่อ รองลงมาคือการประเมินงบตามความเป็นจริงของตลาด เพื่อไม่ให้ตั้งความคาดหวังผิดตั้งแต่ต้น

---

## เปรียบเทียบชัด ๆ: เอเจนซีแบบครบวงจร VS เอเจนซีเฉพาะทาง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับใคร ลองดูข้อดีข้อเสียของเอเจนซีทั้ง 2 รูปแบบ

| มิติการทำงาน            | เอเจนซีครบวงจร (Full-Service Digital Agency)                                                                              | เอเจนซีเฉพาะทาง (Specialized / Niche Agency)                                                                                                                                                                             |
| ------------------------- | ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- | ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| **จุดเด่น**              | **คุยที่เดียวจบ ครอบคลุมทุกอย่าง** ตั้งแต่คิดกลยุทธ์, ทำเว็บ, ผลิตสื่อ, ยิงแอด, จัดอีเวนต์ ยันหาของพรีเมียม     | **ลึกซึ้งและเชี่ยวชาญขั้นสุด** ในบริการเพียง 1-2 อย่าง (เช่น รับทำ SEO สายเทคนิคคอลจ๋า ๆ อย่างเดียว)                                                                                                            |
| **ความสะดวกของลูกค้า** | **สูงมาก** ไม่ต้องปวดหัวดิวงานกับหลายเวนเดอร์ ทิศทางของแบรนด์ (CI) จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด         | **ปานกลาง** ถ้าลูกค้าต้องการงานเฉพาะทางอย่างเดียวถือว่าคล่องตัวมาก แต่ถ้าต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านลูกค้าต้องเป็นคนตรงกลางคอยบริหารจัดการและเชื่อมโยงงานระหว่างเอเจนซีหลาย ๆ เจ้าเอง |
| **ข้อจำกัด**             | อาจแพ้เอเจนซีเฉพาะทาง หากเป็นโปรเจกต์ที่ต้องการความเชี่ยวชาญแบบเจาะลึกเฉพาะด้านขั้นสูงสุด (Hyper-Niche)  | ทำงานข้ามสายไม่ได้ หากทำ SEO แล้วอยากจัดอีเวนต์ด้วย ก็ต้องไปจ้างบริษัทอื่นเพิ่ม                                                                                                                               |
| **เหมาะกับใคร?**        | เจ้าของธุรกิจที่ต้องการ **"พาร์ทเนอร์"** ที่ดูแลภาพรวมทั้งหมด ช่วยประหยัดเวลา และลดความผิดพลาดในการสื่อสาร | ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทีมการตลาดในบริษัท (In-house) ที่แข็งแรงอยู่แล้ว และต้องการคนมาช่วยเติมเต็มเฉพาะจุด                                                                                                  |

ที่ **บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด** เราวางตำแหน่งตัวเองเป็น Full-Service Agency เพราะเราเชื่อว่าการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ต้องเดินไปพร้อมกัน เราต้องการรับจบทุกปัญหา เพื่อให้ลูกค้าเอาเวลาไปโฟกัสกับการบริหารธุรกิจได้อย่างเต็มที่

### ธุรกิจขนาดเล็กควรเลือกเอเจนซีครบวงจรหรือเฉพาะทาง?

ธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีทีมการตลาดในบริษัทมักเหมาะกับเอเจนซีครบวงจร (Full-Service) มากกว่า เพราะไม่ต้องเสียเวลาบริหารจัดการหลายเวนเดอร์พร้อมกัน และได้ทิศทางแบรนด์ที่สอดคล้องกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ส่วนเอเจนซีเฉพาะทางจะเหมาะกับธุรกิจที่มีทีม In-house แข็งแรงอยู่แล้ว และต้องการคนมาเสริมเฉพาะจุดที่ขาดเท่านั้น

---

## ศิลปะการให้โจทย์: 6 องค์ประกอบของ Creative Brief ที่เอเจนซีรัก

เมื่อคุณเลือกเอเจนซีที่ใช่ได้แล้ว ด่านต่อไปคือการ "สั่งงาน" ในวงการเอเจนซีมีคำกล่าวที่ว่า **"Garbage In, Garbage Out"** (ใส่โจทย์ที่ไม่ดีเข้าไป ก็จะได้งานที่ไม่ดีออกมา)

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแก้งานซ้ำซาก นี่คือ 6 องค์ประกอบของบรีฟ (Brief) ที่คุณต้องเตรียมไว้:

1. **Business Problem (ปัญหาคืออะไร):** บอกความจริงกับเอเจนซี เช่น "ยอดขายหน้าร้านตกเพราะคนไปซื้อออนไลน์หมด" มากกว่าบอกแค่ว่า "อยากได้คลิปไวรัล 1 คลิป"
2. **Target Audience (คุยกับใคร):** กำหนด Persona ให้แคบและชัดเจน ห้ามตอบว่า "ทุกคนคือลูกค้าเรา"
3. **Objective (เป้าหมายของแคมเปญ):** ดูโฆษณาจบแล้วอยากให้ลูกค้าทำอะไร? (คลิกเข้าเว็บ, แอด LINE, หรือเดินไปที่สาขา)
4. **Single Minded Message (ข้อความเดียวที่จะบอก):** เลือกจุดเด่นมาแค่ 1 อย่างเท่านั้น (เช่น "ส่งเร็วกว่าคู่แข่ง 2 เท่า")
5. **Tone of Voice (อารมณ์ของแบรนด์):** อยากให้แบรนด์ดูเป็นคนแบบไหน? (เช่น เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เคร่งขรึม หรือเพื่อนที่ตลกขบขัน)
6. **Constraints (ข้อจำกัด):** ข้อห้ามต่าง ๆ ของแบรนด์ รวมถึงไทม์ไลน์และงบประมาณ

### ทำไม "Garbage In, Garbage Out" ถึงสำคัญกับการบรีฟงาน?

หลักการนี้สำคัญเพราะคุณภาพของบรีฟกำหนดคุณภาพของงานที่ได้ตรง ๆ บรีฟที่กว้างหรือคลุมเครือทำให้เอเจนซีต้องเดาทิศทาง ส่งผลให้งานออกมาไม่ตรงใจและต้องแก้ซ้ำหลายรอบ ในขณะที่บรีฟที่ชัดเจนครบ 6 องค์ประกอบช่วยให้เอเจนซีโฟกัสตรงจุดได้ตั้งแต่รอบแรก ลดเวลาและต้นทุนการแก้งานลงอย่างมาก

---

## การจัด Pitching และกติกา Pitch Fee ยุคใหม่

สำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ แบรนด์มักใช้วิธี **Pitching (การแข่งขันเสนองาน)** คือเชิญเอเจนซีหลายเจ้ามารับบรีฟเดียวกันแล้วแข่งกันเสนอ ก่อนส่งคำเชิญออกไป ควรรู้ก่อนว่ามีกติกาค่าธรรมเนียมกำกับอยู่แล้ว

[สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT)](https://www.adassothai.com/index.php/main/pitching) ประกาศเกณฑ์ค่าธรรมเนียมแข่งขันเสนองานไว้ 3 ระดับ คือ **นำเสนอเฉพาะประวัติและผลงาน (Credential) ไม่มีค่าธรรมเนียม · เสนอเฉพาะกลยุทธ์ 50,000 บาทต่อเอเจนซี · เสนอการสื่อสารแบบบูรณาการหรือความคิดสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ 100,000 บาทต่อเอเจนซี** โดยค่าธรรมเนียมรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และต้องชำระก่อนวันนำเสนอของเอเจนซีรายแรก เกณฑ์ชุดนี้มาจากการที่ 3 สมาคมวิชาชีพ (AAT, DAAT และ MAAT) ปรับกติกาการพิตช์ร่วมกันเมื่อ[เดือนกรกฎาคม 2565](https://www.brandbuffet.in.th/2022/07/advertising-industry-improve-agency-pitch-regulations-and-pitch-fee/) ซึ่งเป็นการปรับครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี

### Pitch Fee คืออะไร และทำไมแบรนด์ควรจ่ายให้เอเจนซีที่ไม่ชนะ

Pitch Fee คือค่าตอบแทนที่แบรนด์จ่ายให้เอเจนซีที่เข้าร่วมเสนองานแต่ไม่ได้รับเลือก เพื่อชดเชยต้นทุนเวลาและทรัพยากรที่ใช้คิดงาน ตามเกณฑ์ของ AAT อยู่ที่ 50,000 บาทสำหรับงานกลยุทธ์ และ 100,000 บาทสำหรับงานความคิดสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ ผลพลอยได้ที่ฝั่งแบรนด์ได้รับคือจำนวนผู้เข้าแข่งขันที่พอดีขึ้น จากเดิมที่เชิญกัน 6-7 รายเหลือเฉลี่ย 3-4 ราย ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาคุยกันลึกขึ้น

ก่อนเริ่มคัดกรองเอเจนซี ลองย้อนกลับไปดู[สัญญาณที่บอกว่าธุรกิจของคุณควรจ้างเอเจนซีโฆษณาแล้ว](https://phygital.co.th/insights/why-hire-advertising-agency) เพื่อให้มั่นใจว่ามาถูกทาง และเทียบให้ชัดว่าจ้างเอเจนซี ทำเอง หรือจ้างฟรีแลนซ์คุ้มค่ากว่ากัน อ่านได้ใน[In-house vs Agency vs Freelance เลือกแบบไหนคุ้มค่าที่สุด](https://phygital.co.th/insights/in-house-vs-agency-vs-freelance-marketing-team) พร้อมเข้าใจว่าทำไมการเสนอไอเดียถึงมีค่าธรรมเนียม อ่านได้ใน[Pitch Fee คืออะไร ทำไมเสนอไอเดียต้องมีค่าธรรมเนียม](https://phygital.co.th/insights/what-is-pitch-fee-advertising-agency) และหากวันหนึ่งแบรนด์โดนทัวร์ลง เอเจนซีที่ดีต้องช่วยดับไฟได้ด้วย อ่านได้ใน[PR Agency คืออะไร งานประชาสัมพันธ์กับการรับมือทัวร์ลง](https://phygital.co.th/insights/what-is-pr-and-crisis-management-agency)

---

## บรีฟคือสิ่งที่ธุรกิจควบคุมได้เองทั้งหมด

ในกระบวนการทั้งหมดนี้ เอเจนซีเป็นตัวแปรที่ธุรกิจเลือกได้ แต่บรีฟคือตัวแปรที่ธุรกิจเขียนเองทั้งหมด ธุรกิจจำนวนมากทุ่มเวลาไปกับการหาเอเจนซีที่ดีที่สุด แล้วส่งโจทย์ที่คลุมเครือไปให้ทำงาน ผลคือต้องแก้งานหลายรอบทั้งที่เลือกคนมาถูกแล้ว

วิธีที่ใช้เวลาน้อยที่สุดคือร่างบรีฟ 6 องค์ประกอบให้เสร็จก่อนนัดประชุมนัดแรก แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ยังดีกว่าไปคุยมือเปล่า เพราะเอกสารฉบับเดียวกันนี้ใช้เป็นเกณฑ์เทียบข้อเสนอของทุกเจ้าได้ด้วย เมื่อทุกเอเจนซีตอบโจทย์เดียวกัน ความแตกต่างที่เห็นจึงมาจากฝีมือจริง ไม่ใช่มาจากการที่แต่ละเจ้าเข้าใจโจทย์คนละแบบ

### บรีฟที่ยังไม่สมบูรณ์ ส่งให้เอเจนซีดูได้หรือไม่

ส่งได้และควรส่ง เพราะบรีฟที่ไม่สมบูรณ์แต่ระบุปัญหาธุรกิจชัด มีประโยชน์มากกว่าบรีฟสวยที่เขียนแต่สิ่งที่อยากได้ ให้ระบุให้ชัดว่าข้อไหนยังไม่นิ่งและอยากให้ช่วยคิดด้วย เอเจนซีจะได้แยกออกว่าส่วนไหนห้ามแตะและส่วนไหนเปิดให้เสนอ

## สรุป

การเลือกเอเจนซีที่ใช่คือการคัดกรองตามเกณฑ์ที่ตรวจได้จริง ไม่ใช่การเทียบราคาอย่างเดียว ข้อที่คัดคนออกได้เร็วที่สุดคือความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูล รองลงมาคือความสอดคล้องระหว่างงบกับรูปแบบการจ้าง ส่วนการจะได้งานตรงใจหรือไม่ อยู่ที่บรีฟที่ธุรกิจเขียนเองเป็นหลัก และถ้าต้องจัดแข่งขันเสนองาน ควรรู้เกณฑ์ค่าธรรมเนียมของสมาคมวิชาชีพก่อนส่งคำเชิญ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มต้นบนกติกาเดียวกัน

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### จ้างฟรีแลนซ์ 3 คน กับจ้างเอเจนซี 1 เจ้า แบบไหนเหมาะกว่ากัน

ขึ้นกับว่าใครจะเป็นคนคุมทิศทางให้ชิ้นงานไปทางเดียวกัน ถ้าธุรกิจมีคนทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ฟรีแลนซ์ 3 คนจะถูกกว่าในงบเท่ากัน แต่ถ้าไม่มี ภาระนั้นจะตกที่เจ้าของธุรกิจเอง ซึ่งเป็นต้นทุนเวลาที่ไม่ปรากฏในใบเสนอราคา รายละเอียดการเทียบต้นทุนสามรูปแบบอยู่ใน[In-house vs Agency vs Freelance เลือกแบบไหนคุ้มค่าที่สุด](https://phygital.co.th/insights/in-house-vs-agency-vs-freelance-marketing-team)

### จ้างเอเจนซีทำการตลาด ราคาเริ่มต้นประมาณเท่าไร

ขึ้นกับขอบเขตงานเป็นหลัก งานเป็นโปรเจกต์คิดราคาเหมาจบตามที่ตกลง ส่วนการดูแลรายเดือนสำหรับ SME ในตลาดมักเริ่มที่หลักหมื่นต้น ๆ ต่อเดือนโดยไม่รวมงบค่าสื่อ สิ่งที่ควรถามให้ชัดกว่าราคาคือในจำนวนนั้นได้ชิ้นงานกี่ชิ้น ปรับแก้ได้กี่รอบ และรายงานผลถี่แค่ไหน

### เอเจนซีการันตียอดขายให้ธุรกิจได้หรือไม่

ไม่ได้ และเอเจนซีที่การันตียอดขายตายตัวคือสัญญาณที่ควรระวัง เพราะยอดขายขึ้นกับปัจจัยที่อยู่นอกมือเอเจนซีด้วย ทั้งทีมขาย ราคา และตัวสินค้าเอง สิ่งที่ตกลงกันเป็นตัวเลขได้คือตัวชี้วัดที่เอเจนซีควบคุมได้จริง เช่น จำนวนผู้ติดต่อเข้ามา ต้นทุนต่อการติดต่อหนึ่งครั้ง และผลตอบแทนจากค่าสื่อ

### แบรนด์นำไอเดียของเอเจนซีที่แพ้พิตช์ไปทำเองได้หรือไม่

ไม่ได้ ไอเดียที่นำเสนอถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของเอเจนซีจนกว่าจะมีการตกลงซื้อหรือจ่ายค่าธรรมเนียมเสนองานตามเกณฑ์ หากต้องการสิทธิ์ใช้งานความคิดที่เสนอมา ต้องระบุเรื่องนี้ไว้ในเอกสารเชิญพิตช์ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปตกลงกันภายหลัง

### ควรพิจารณาเปลี่ยนเอเจนซีเมื่อไร ถ้าทำงานด้วยกันมานานแล้ว

เมื่อผลลัพธ์นิ่งหรือถดถอยต่อเนื่องหลายเดือนโดยไม่มีข้อเสนอใหม่ หรือเมื่อทีมที่ดูแลเริ่มไม่เข้าใจธุรกิจที่เปลี่ยนไปแล้ว ก่อนเลิกจ้างควรคุยปัญหาตรง ๆ ก่อนหนึ่งรอบ เพราะหลายกรณีแก้ได้ด้วยการปรับขอบเขตงานหรือเปลี่ยนผู้ดูแล โดยไม่ต้องเริ่มหาใหม่ทั้งหมด

### นัดประชุมครั้งแรกกับเอเจนซี ควรเตรียมอะไรไปคุย

เตรียมข้อมูลธุรกิจคร่าว ๆ คือสินค้า กลุ่มลูกค้า และงบที่ตั้งไว้ พร้อมตัวอย่างงานที่ชอบและไม่ชอบเพื่อใช้อ้างอิงทิศทาง ไม่จำเป็นต้องมีบรีฟสมบูรณ์ในนัดแรก เพราะเอเจนซีที่ทำงานเป็นจะช่วยตั้งคำถามจนได้โจทย์ที่ชัดออกมาจากบทสนทนา

## มีโจทย์อยู่ในหัวแล้ว แต่ยังเขียนออกมาเป็นบรีฟไม่ได้

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยแปลงปัญหาธุรกิจของคุณเป็นโจทย์ที่สั่งงานได้จริง พร้อมขอบเขตงานและเกณฑ์วัดผลที่เขียนไว้ชัดตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
