# Google Ads กับ Meta Ads ประมูลต่างกันอย่างไร ปี 2026

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/google-ads-vs-meta-ads-2026 · เผยแพร่ 20 มีนาคม 2569 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Google ตัดสินโฆษณาด้วย Ad Rank หกปัจจัย Meta ใช้ total value จากราคาประมูล อัตราการกระทำที่คาดการณ์ และคุณภาพโฆษณา แบ่งงบอย่างไร โดย PHYGITAL AGENCY

## Key Takeaways

- **Google คำนวณ Ad Rank จากหกปัจจัย** — ตั้งแต่ราคาที่ยอมจ่ายต่อคลิก ไปจนถึงคุณภาพของโฆษณากับหน้าปลายทาง เกณฑ์ขั้นต่ำ ความแข่งขันของการประมูล บริบทของการค้นหา และผลที่คาดจาก ad assets โดยแยกประมูลสำหรับแต่ละตำแหน่งโฆษณาบนหน้าผลค้นหา
- **Meta ตัดสินผู้ชนะการประมูลจาก total value** — ซึ่งรวมราคาประมูล อัตราการกระทำที่คาดการณ์ และคุณภาพโฆษณา ภายใต้ราคาขั้นต่ำ และระบุว่าโฆษณาที่ตรงกับคนดูมากกว่าชนะโฆษณาที่ประมูลสูงกว่าได้
- **ทั้งสองแพลตฟอร์มให้คุณภาพโฆษณามีผลต่อผู้ชนะ** — ราคาประมูลที่สูงที่สุดจึงไม่ได้ชนะเสมอ และงบโฆษณาที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แก้โฆษณาที่คุณภาพต่ำ

เจ้าของธุรกิจที่มีงบโฆษณาก้อนเดียวต้องตัดสินว่าจะลงกับ Google Ads หรือ Meta Ads เท่าไร และคำตอบที่ตรวจได้ควรเริ่มจากวิธีที่แพลตฟอร์มเลือกโฆษณามาแสดง บทนี้เทียบกลไกการประมูลของสองแพลตฟอร์มจากหน้าช่วยเหลือทางการ ว่าแต่ละระบบใช้อะไรตัดสินว่าโฆษณาใดได้แสดง คุณภาพโฆษณาถูกวัดจากอะไร และความต่างนี้บอกอะไรกับการแบ่งงบ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจถามผู้ดูแลโฆษณาได้ตรงจุด

ข้อมูลของ Google มาจาก[หน้า About Ad Rank ในศูนย์ช่วยเหลือ Google Ads](https://support.google.com/google-ads/answer/1722122?hl=en) ส่วนของ Meta มาจาก[หน้า About ad auctions ในศูนย์ช่วยเหลือธุรกิจของ Meta](https://www.facebook.com/business/help/430291176997542) ทั้งสองหน้าเปิดอ่านเมื่อ 27 ก.ย. 2569 บทนี้ไม่ได้ใส่ราคาต่อคลิกหรือราคาต่อผลลัพธ์ เพราะไม่มีตัวเลขสาธารณะจากแพลตฟอร์มที่ใช้อ้างได้ และไม่ได้อ้างผลจากบัญชีโฆษณาใดบัญชีหนึ่ง

ฉบับเดิมของหน้านี้เทียบสองแพลตฟอร์มด้วยลักษณะผู้ใช้โดยไม่มีแหล่งกำกับ ฉบับนี้เทียบที่กลไกการประมูล เพราะเป็นส่วนที่แพลตฟอร์มเปิดเผยเองและกำหนดว่างบแต่ละบาททำงานอย่างไร

## การประมูลเกิดขึ้นเมื่อไร

ทั้งสองแพลตฟอร์มจัดการประมูลทุกครั้งที่มีโอกาสแสดงโฆษณา แต่จุดตั้งต้นของโอกาสต่างกัน

1. **Google** เริ่มเมื่อมีคนค้นหา และจัดการประมูลแยกสำหรับแต่ละตำแหน่งโฆษณา โฆษณาตำแหน่งบนสุดถูกเลือกด้วยการประมูลคนละรอบกับตำแหน่งอื่น โฆษณาหนึ่งแสดงได้ครั้งเดียวในตำแหน่งเดียว แต่อาจแสดงมากกว่าหนึ่งครั้งเมื่อนับหลายตำแหน่ง
2. **Meta** เริ่มเมื่อมีโอกาสแสดงโฆษณาให้คนหนึ่งเห็น โฆษณาที่มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมคนนั้นมีสิทธิ์เข้าร่วมประมูล หน้าช่วยเหลือระบุว่ามีการประมูลหลายพันล้านครั้งต่อวันบน Facebook และเทคโนโลยีอื่นของ Meta

ความต่างนี้อธิบายว่าทำไมการตั้งค่าที่สำคัญที่สุดของสองแพลตฟอร์มไม่เหมือนกัน Google ผูกกับคำค้นที่คนพิมพ์ ส่วน Meta ผูกกับกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ลงโฆษณากำหนด หน้าช่วยเหลือของ Meta ยกตัวอย่างว่าคนหนึ่งคนอาจอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของผู้ลงโฆษณาหลายรายพร้อมกัน

### คนคนเดียวอยู่ในหลายกลุ่มเป้าหมายของร้านเดียวกัน จะเกิดอะไรขึ้น

หน้าช่วยเหลือของ Meta อธิบายว่าโฆษณาทุกตัวที่มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมคนนั้นมีสิทธิ์แข่งในการประมูลเดียวกัน ร้านที่ตั้งกลุ่มเป้าหมายซ้อนกันหลายชุดจึงอาจมีโฆษณาของตัวเองแข่งกันเอง ส่วนรายละเอียดเรื่องการประมูลทับซ้อน Meta มีหน้าช่วยเหลือแยกซึ่งบทนี้ไม่ได้อ่าน

## Ad Rank ของ Google หกปัจจัย

ตามหน้าช่วยเหลือ Ad Rank คือค่าที่ Google ใช้ตอบสองคำถาม โฆษณานี้ได้แสดงไหม และถ้าได้ จะอยู่เหนือหรือใต้โฆษณาของรายอื่น ระบบคำนวณ Ad Rank สองครั้ง ครั้งแรกเพื่อดูสิทธิ์ ครั้งที่สองเพื่อจัดลำดับ หน้าช่วยเหลือแจกแจงสิ่งที่ Google นำมาคิดไว้หกเรื่อง

1. **ราคาประมูล** คือจำนวนสูงสุดที่ยอมจ่ายต่อคลิก และหน้าช่วยเหลือระบุว่าราคาที่จ่ายจริงมักต่ำกว่า
2. **คุณภาพ** ทั้งของตัวโฆษณาและหน้าที่คนคลิกไปถึง ประเมินจากความเป็นประโยชน์และความเกี่ยวข้อง ความคาดหวังของผู้ใช้หลังคลิก และความง่ายในการใช้งานหน้าปลายทาง สรุปเป็น Quality Score ที่ดูได้ในบัญชี
3. **เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank** โฆษณาต้องผ่านเกณฑ์จึงแสดงได้
4. **ความแข่งขันของการประมูล** ถ้าสองโฆษณามี Ad Rank ใกล้กัน โอกาสได้ตำแหน่งใกล้กัน ถ้าห่างมาก รายที่สูงกว่ามีแนวโน้มชนะแต่อาจจ่ายต่อคลิกสูงขึ้น
5. **บริบทของการค้นหา** ได้แก่คำค้น ตำแหน่งที่อยู่ อุปกรณ์ เวลา ลักษณะของคำค้น โฆษณาและผลค้นหาอื่นบนหน้า และสัญญาณอื่นของผู้ใช้
6. **ผลที่คาดจาก ad assets และรูปแบบโฆษณาอื่น** เช่นเบอร์โทรหรือลิงก์เพิ่มเติม

### ตัวอย่างของ Google เรื่องเกณฑ์ขั้นต่ำ

หน้าช่วยเหลือยกตัวอย่างแบบย่อ ผู้ลงโฆษณาเจ็ดรายมี Ad Rank 80 50 30 10 -10 -30 และ -35 ถ้าเกณฑ์ขั้นต่ำของทั้งหน้าคือ 0 สามรายสุดท้ายไม่ได้แสดงเลย และถ้าเกณฑ์ของตำแหน่งบนสุดคือ 40 มีเพียงสองรายแรกที่แสดงเหนือผลค้นหาได้ ส่วนรายที่ได้ 30 และ 10 แสดงในตำแหน่งด้านล่าง ตัวอย่างนี้บอกว่าการเพิ่มราคาประมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอพาโฆษณาขึ้นตำแหน่งบน ถ้าคุณภาพยังต่ำ

### ตัวชี้วัด Impr. (Top) % และ Impr. (Abs.Top) % บอกอะไร

Google แนะนำให้ดูสองตัวชี้วัดนี้เพื่อรู้ว่าโฆษณาแสดงตรงไหนของหน้าผลค้นหา ในตัวอย่างเดียวกัน ผู้ลงโฆษณาที่ได้ Ad Rank 80 อยู่ลำดับแรกของตำแหน่งบนสุด จึงนับเป็นการแสดงทั้งบนสุดและบนสุดแบบสัมบูรณ์ คิดเป็น 100% ทั้งสองค่า ส่วนรายที่ได้ 50 อยู่ลำดับที่สองของตำแหน่งบนสุด จึงได้ 100% ในค่าบนสุด แต่ 0% ในค่าบนสุดแบบสัมบูรณ์ รายที่แสดงใต้ผลค้นหาได้ 0% ทั้งสองค่า หน้าช่วยเหลือบอกทางเพิ่มสัดส่วนตำแหน่งบนไว้ว่าให้ปรับคุณภาพโฆษณาและประสบการณ์หน้าปลายทาง เพิ่มราคาประมูล หรือใช้กลยุทธ์ประมูลแบบกำหนดเป้าส่วนแบ่งการแสดงผลที่ตำแหน่งบนสุด

## Total value ของ Meta สามปัจจัย

หน้าช่วยเหลือของ Meta ระบุว่าผู้ชนะคือโฆษณาที่มี total value สูงสุด ภายใต้ราคาขั้นต่ำที่อาจกำหนดว่าโฆษณาได้แสดงหรือไม่และราคาที่จ่าย total value ประกอบด้วยสามปัจจัยหลัก

1. **ราคาประมูล** คือสิ่งที่ผู้ลงโฆษณายอมจ่ายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ และจัดการได้หลายวิธีผ่านกลยุทธ์การประมูล
2. **อัตราการกระทำที่คาดการณ์** คือความน่าจะเป็นที่คนหนึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์หรือทำตามเป้าหมายหลังเห็นโฆษณานั้น หน้าช่วยเหลือเขียนกำกับว่าการใช้ clickbait และ engagement bait ไม่ได้ทำให้ผลดีขึ้น
3. **คุณภาพโฆษณา** วัดจากหลายแหล่ง รวมถึงความเห็นของคนที่ดูหรือซ่อนโฆษณา และการประเมินลักษณะคุณภาพต่ำ เช่นการกั๊กข้อมูล ภาษาที่เร้าอารมณ์เกินจริง และการล่อให้มีปฏิสัมพันธ์

Meta ระบุว่าอัตราการกระทำที่คาดการณ์และคุณภาพโฆษณารวมกันคือความเกี่ยวข้องของโฆษณา และเพราะสองส่วนนี้อยู่ในการประมูล โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคนดูมากกว่าจึงชนะโฆษณาที่ประมูลสูงกว่าได้ หน้าช่วยเหลือยังระบุว่า Meta อาจปรับผลการประมูลด้วยเหตุผลหลายข้อ แต่การปรับนั้นจะไม่ทำให้เก็บเงินเกินราคาประมูลที่ตั้งไว้

### Ad relevance diagnostics ใช้ทำอะไร

Meta แนะนำให้ใช้เครื่องมือวินิจฉัยความเกี่ยวข้องของโฆษณา เพื่อตรวจว่าโฆษณาที่แสดงไปแล้วเกี่ยวข้องกับคนที่เห็นหรือไม่ เจ้าของธุรกิจที่ได้รายงานจากผู้ดูแลโฆษณา ควรขอดูผลวินิจฉัยนี้คู่กับตัวเลขค่าใช้จ่าย เพราะบอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ราคาประมูลหรืออยู่ที่ตัวโฆษณา

## คุณภาพโฆษณาในสองระบบวัดจากอะไร

สองแพลตฟอร์มใช้คำต่างกันแต่ให้น้ำหนักเรื่องที่คล้ายกัน Google ดูความเป็นประโยชน์และความเกี่ยวข้องของโฆษณาและหน้าปลายทาง ความคาดหวังของผู้ใช้เมื่อคลิกแล้วไปถึงหน้าปลายทาง และความง่ายในการใช้งาน ส่วน Meta ดูความเห็นของคนที่เห็นโฆษณา และลักษณะคุณภาพต่ำ เช่นการกั๊กข้อมูลและภาษาเร้าอารมณ์เกินจริง

จุดที่ร้านควบคุมได้โดยตรงในทั้งสองระบบ

1. **ข้อความโฆษณาที่บอกสิ่งที่ร้านขายจริง** ไม่กั๊กราคาหรือเงื่อนไขไว้เพื่อให้คนคลิก
2. **หน้าปลายทางที่ตรงกับโฆษณา** คนที่คลิกโฆษณาสินค้าชิ้นหนึ่งควรเห็นสินค้าชิ้นนั้นทันที
3. **หน้าปลายทางที่ใช้งานง่าย** โดยเฉพาะบนมือถือ ซึ่งเชื่อมกับเรื่องหน้าชำระเงินใน[CRO หน้าชำระเงิน คนทิ้งตะกร้า 70% แก้จุดไหนได้ก่อน](https://phygital.co.th/insights/conversion-rate-optimization-cro-explained)

## แบ่งงบระหว่างสองแพลตฟอร์ม

กลไกการประมูลไม่ได้บอกว่าควรแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ แต่บอกว่าแต่ละแพลตฟอร์มเหมาะกับคำถามแบบไหน Google เริ่มจากคำค้น จึงตอบความต้องการที่คนแสดงออกมาแล้ว ส่วน Meta เริ่มจากโอกาสแสดงโฆษณาให้คนในกลุ่มเป้าหมาย จึงเหมาะกับการทำให้คนที่ยังไม่ได้ค้นหาเห็นสินค้า

เจ้าของธุรกิจที่จะแบ่งงบควรตอบคำถามสามข้อก่อน

1. **มีคนค้นหาสิ่งที่ร้านขายด้วยคำที่ชัดเจนหรือไม่** ถ้ามี Google มีคำค้นให้ประมูล ถ้าไม่มี ร้านต้องสร้างความต้องการก่อน
2. **ร้านรู้หรือไม่ว่าลูกค้าเป็นใคร** ถ้ารู้ Meta ใช้กลุ่มเป้าหมายนั้นเป็นจุดตั้งต้นได้
3. **ร้านวัดผลลัพธ์ปลายทางได้หรือไม่** ทั้งสองระบบใช้ผลลัพธ์ที่ผู้ลงโฆษณาต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสิน การวัดผลที่ไม่ครบทำให้ระบบเรียนรู้ผิดทาง

### ทดลองแบ่งงบแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบไหนดีกว่า

การเทียบผลของสองแพลตฟอร์มต้องใช้ตัวชี้วัดเดียวกันและช่วงเวลาเดียวกัน และไม่ควรตัดสินจากไม่กี่วันแรก เพราะทั้งสองระบบใช้การประมาณผลลัพธ์ที่ปรับตามข้อมูลที่ได้รับ งานวิจัยที่อธิบายว่าทำไมผลช่วงแรกของการทดสอบแกว่ง อยู่ใน[A/B Testing ผลวันแรกเชื่อได้แค่ไหน บทเรียนจาก Microsoft](https://phygital.co.th/insights/ab-testing-explained) ส่วนในการเทียบสองแพลตฟอร์ม ควรกำหนดล่วงหน้าว่าจะเทียบกันที่ต้นทุนต่อผลลัพธ์ปลายทางตัวเดียวกัน เช่นต้นทุนต่อคำสั่งซื้อ ไม่ใช่เทียบคลิกของฝั่งหนึ่งกับยอดเข้าถึงของอีกฝั่ง

### ทำไมยอดผลลัพธ์จากสองรายงานรวมกันอาจมากกว่ายอดขายจริง

แต่ละแพลตฟอร์มนับผลลัพธ์ที่เกิดจากโฆษณาของตัวเองตามวิธีของตัวเอง ลูกค้าคนเดียวที่เห็นโฆษณาทั้งสองแห่งก่อนซื้อ จึงอาจถูกนับในทั้งสองรายงาน ร้านควรนับยอดขายจากระบบหลังร้านของตัวเองเป็นตัวตั้ง แล้วใช้ตัวเลขของแพลตฟอร์มเพื่อเทียบแนวโน้มภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ไม่ใช่รวมสองรายงานเป็นยอดขายจากโฆษณา เจ้าของธุรกิจที่ได้รายงานสองชุดจากผู้ดูแลคนละคน ควรขอตัวเลขยอดขายจากระบบหลังร้านแนบมาด้วยทุกเดือน เพื่อให้เห็นภาพเดียวกันทั้งบริษัท และตัดสินงบรอบถัดไปจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริง

## อ่านสองระบบในตารางเดียว

| เรื่อง                            | Google Ads (Ad Rank)                                           | Meta Ads (Total value)                                  |
| --------------------------------- | -------------------------------------------------------------- | ------------------------------------------------------- |
| จุดเริ่มการประมูล              | มีคนค้นหา ประมูลแยกทุกตำแหน่ง                             | มีโอกาสแสดงโฆษณาให้คนหนึ่งเห็น                   |
| ผู้มีสิทธิ์เข้าประมูล         | โฆษณาที่เกี่ยวกับคำค้นและผ่านเกณฑ์                     | โฆษณาที่กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมคนนั้น              |
| ปัจจัยตัดสิน                     | ราคาประมูล คุณภาพ เกณฑ์ขั้นต่ำ ความแข่งขัน บริบท ad assets | ราคาประมูล อัตราการกระทำที่คาดการณ์ คุณภาพโฆษณา |
| ขั้นต่ำ                          | เกณฑ์ขั้นต่ำของ Ad Rank ต่อตำแหน่ง                         | ราคาขั้นต่ำ                                           |
| สรุปคุณภาพให้ผู้ลงโฆษณาเห็น | Quality Score                                                  | Ad relevance diagnostics                                |

แถวสุดท้ายเป็นจุดเริ่มที่ดีที่สุดเมื่อเจ้าของธุรกิจอ่านรายงานโฆษณา เพราะสองค่านี้บอกได้ว่าปัญหาอยู่ที่ตัวโฆษณาหรืออยู่ที่ราคา

## สรุป

Google ตัดสินผู้ชนะด้วย Ad Rank จากหกปัจจัย และประมูลแยกทุกตำแหน่งบนหน้าผลค้นหา Meta ตัดสินด้วย total value จากราคาประมูล อัตราการกระทำที่คาดการณ์ และคุณภาพโฆษณา สองระบบให้คุณภาพโฆษณามีผลต่อผู้ชนะ ราคาประมูลสูงสุดจึงไม่ได้ชนะเสมอ Google เริ่มจากคำค้นที่คนพิมพ์ Meta เริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่ผู้ลงโฆษณากำหนด การแบ่งงบจึงควรเริ่มจากคำถามว่ามีคนค้นหาสิ่งที่ร้านขายหรือไม่ และร้านรู้หรือไม่ว่าลูกค้าเป็นใคร

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ตำแหน่งบนสุดของ Google ซื้อได้ด้วยราคาประมูลอย่างเดียวหรือไม่

ไม่แน่นอน ราคาประมูลเป็นหนึ่งในหกปัจจัยของ Ad Rank โฆษณาที่คุณภาพและหน้าปลายทางดีกว่าอาจได้ Ad Rank สูงกว่าแม้ประมูลต่ำกว่า และโฆษณาต้องผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของตำแหน่งบนสุดก่อน

### Meta เก็บเงินมากกว่าราคาประมูลที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

หน้าช่วยเหลือของ Meta ระบุว่าการปรับผลการประมูลจะไม่ทำให้เก็บเงินเกินราคาประมูลของผู้ลงโฆษณา ส่วนงบรวมของแคมเปญจัดการผ่านการตั้งงบและการควบคุมต้นทุนแยกต่างหาก

### โพสต์เรียกคอมเมนต์แบบ "พิมพ์ 1 รับส่วนลด" ช่วยให้โฆษณาบน Meta ได้ผลดีขึ้นหรือไม่

หน้าช่วยเหลือระบุว่า engagement bait ไม่ได้ทำให้ผลโฆษณาดีขึ้น และนับเป็นลักษณะคุณภาพต่ำในการประเมินคุณภาพโฆษณา ร้านจึงควรใช้ข้อความที่บอกสิ่งที่ขายจริงแทน

### uality Score ของ Google ดูได้ที่ไหน

Google ระบุว่าการประเมินคุณภาพโฆษณาสรุปเป็น Quality Score ที่ติดตามได้ในบัญชี Google Ads เรื่องการตัดคีย์เวิร์ดที่จ่ายแล้วไม่คุ้ม อ่านต่อได้ใน[รับทำโฆษณา Google Ads คีย์เวิร์ดไหนจ่ายแล้วไม่คุ้ม](https://phygital.co.th/insights/google-ads-sem-agency)

### ธุรกิจเล็กควรเริ่มจากแพลตฟอร์มไหน

ขึ้นกับคำถามสามข้อในหัวข้อการแบ่งงบ ร้านที่มีคนค้นหาสินค้าด้วยคำชัดเจนเริ่มจาก Google ได้ตรงกว่า ร้านที่ต้องให้คนรู้จักสินค้าก่อนเริ่มจาก Meta ได้ตรงกว่า และตัวชี้วัดที่ใช้เทียบควรตั้งไว้ก่อนเริ่ม ก่อนเทียบ CTR หรือ ROAS ของสองระบบ ดูว่าแต่ละฝั่งนับอย่างไรได้ใน[KPI โฆษณา CTR กับ ROAS ที่ Google และ Meta นับต่างกัน](https://phygital.co.th/insights/digital-marketing-kpi-ctr-cpc-roas-cac)

## ราคาประมูลสูงสุดไม่ได้ชนะเสมอ ทั้งบน Google และ Meta

ทีม PHYGITAL AGENCY อ่าน Quality Score และผลวินิจฉัยความเกี่ยวข้องของโฆษณาก่อนแนะนำให้เพิ่มงบ แล้วแก้ข้อความ ภาพ และหน้าปลายทางที่ทำให้โฆษณาแพ้การประมูล

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
