# รับทำโฆษณา Google Ads คีย์เวิร์ดไหนจ่ายแล้วไม่คุ้ม

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/google-ads-sem-agency · เผยแพร่ 5 มกราคม 2564 · อ่าน 14 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

บริการรับทำโฆษณา Google Ads ของฟิจิทัล พร้อมงานทดลองที่วัดว่าคีย์เวิร์ดกลุ่มไหนจ่ายแล้วได้ยอดเพิ่มจริง และเหตุผลที่ไม่มีใครรับประกันตำแหน่งบนหน้าค้นหาได้

## Key Takeaways

- **คีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ตัวเองคือกลุ่มที่เสี่ยงจ่ายฟรีที่สุด** — การทดลองปิดโฆษณาคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ของผู้ขายรายใหญ่รายหนึ่ง (ตีพิมพ์ใน Econometrica ปี 2558) พบว่าทราฟฟิกที่หายไป 99.5% กลับมาทางผลค้นหาแบบธรรมชาติ ภายในทันที
- **วิธีนับผลแบบปกติให้ตัวเลขสูงกว่าผลจริงหลายสิบเท่า** — งานเดียวกันคำนวณผลตอบแทนด้วยวิธีสถิติทั่วไปได้เกิน 1,400% แต่เมื่อวัดด้วยการทดลองที่ปิดโฆษณาในบางพื้นที่จริง ได้ผลตอบแทน ติดลบ 63%
- **ตำแหน่งบนหน้าค้นหาซื้อด้วยราคาประมูลอย่างเดียวไม่ได้** — เอกสารของ Google ระบุว่าอันดับโฆษณาคำนวณจาก 6 องค์ประกอบและคำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีคนค้นหา ข้อเสนอที่รับประกันอันดับจึงรับประกันสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้

เจ้าของธุรกิจที่อยากให้เว็บไซต์ขึ้นอันดับแรกบน Google มักได้ข้อเสนอให้ซื้อโฆษณาค้นหาพร้อมคำสัญญาเรื่องอันดับ แล้วตรวจไม่ได้ว่างบที่จ่ายไปสร้างยอดขายเพิ่มจริงหรือเปล่า เนื้อหาด้านล่างไม่ได้อธิบายวิธีตั้งค่าแคมเปญ แต่ตอบคำถามที่ผู้จ่ายเงินควรตอบได้ก่อนอนุมัติงบ คือตำแหน่งบนหน้าค้นหาขึ้นกับอะไร คีย์เวิร์ดกลุ่มไหนที่จ่ายแล้วมักไม่เพิ่มยอด และจะตรวจจากเอกสารชุดไหนว่าเงินถูกใช้กับคำค้นหาที่เกี่ยวข้องจริง

โฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาทำงานด้วยการประมูล เมื่อมีคนพิมพ์คำค้นหา ระบบจะเลือกว่าโฆษณาของใครได้แสดงและแสดงตรงไหน บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) รับวางและดูแลแคมเปญบนช่องทางนี้ให้ธุรกิจในทุกจังหวัด โดยทีมงานประจำอยู่ที่เชียงใหม่

## ตำแหน่งบนหน้าค้นหาถูกตัดสินจากอะไร

[เอกสารของ Google ว่าด้วยอันดับโฆษณา](https://support.google.com/google-ads/answer/1722122) ระบุว่าอันดับโฆษณาเป็นชุดค่าที่ใช้ตัดสินว่าโฆษณามีสิทธิ์แสดงหรือไม่ และถ้ามีสิทธิ์จะแสดงตรงไหนของหน้า โดยคำนวณจากหกองค์ประกอบ ได้แก่ ราคาประมูล คุณภาพของโฆษณาและหน้าปลายทาง เกณฑ์ขั้นต่ำของอันดับโฆษณา ระดับการแข่งขันในการประมูลครั้งนั้น บริบทของคำค้นหา และผลที่คาดว่าจะได้จากส่วนขยายและรูปแบบโฆษณา

เอกสารเดียวกันระบุว่าค่านี้คำนวณใหม่ทุกครั้งที่มีคนค้นหา และคำนวณแยกสำหรับแต่ละตำแหน่งบนหน้าผลการค้นหา แปลว่าอันดับที่ได้เมื่อเช้ากับเมื่อบ่ายไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แม้ตั้งค่าเหมือนเดิมทุกอย่าง

ผลที่ตามมาสำหรับผู้ว่าจ้างมีสองข้อ ข้อแรกคือข้อเสนอที่รับประกันอันดับบนหน้าค้นหาเป็นการรับประกันสิ่งที่ผู้ให้บริการควบคุมไม่ได้ เพราะสี่ในหกองค์ประกอบอยู่นอกมือทั้งผู้ว่าจ้างและเอเจนซี ข้อที่สองคือการเพิ่มราคาประมูลอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหาที่มาจากคุณภาพหน้าปลายทาง

### เพิ่มงบแล้วอันดับไม่ขยับ เกิดจากอะไรได้บ้าง

สาเหตุที่ตรวจได้ก่อนมีสามข้อ ข้อแรกคือคุณภาพของหน้าปลายทางไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ ทำให้โฆษณาไม่มีสิทธิ์แสดงในตำแหน่งบนสุดไม่ว่าจะประมูลเท่าไร ข้อที่สองคือคู่แข่งในการประมูลเปลี่ยนไป ข้อที่สามคือคำค้นหาที่เกิดจริงไม่ตรงกับคำที่ตั้งไว้ ซึ่งดูได้จากรายงานคำค้นหา

## คีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ตัวเองควรซื้อหรือไม่

คำค้นหาที่มีชื่อแบรนด์ของธุรกิจอยู่ด้วย เช่น ชื่อร้านบวกชื่อสินค้า เป็นกลุ่มที่ผู้ค้นหาตั้งใจมาหาธุรกิจนั้นอยู่แล้ว การจ่ายเงินให้โฆษณาไปอยู่เหนือผลค้นหาแบบธรรมชาติของตัวเอง จึงมีโอกาสเป็นการจ่ายเพื่อคลิกที่จะเกิดขึ้นอยู่ดี

[งานทดลองของ Blake, Nosko และ Tadelis ที่ตีพิมพ์ใน Econometrica ปี 2558](https://www.nber.org/system/files/working%5Fpapers/w20171/w20171.pdf) วัดข้อนี้โดยตรง โดยผู้ขายรายใหญ่รายหนึ่งหยุดซื้อโฆษณาคีย์เวิร์ดที่มีชื่อแบรนด์ของตัวเองบนเครื่องมือค้นหาสองราย แล้วคงไว้บนอีกรายหนึ่งเพื่อใช้เทียบ ผลคือคลิกที่หายไปจากช่องทางเสียเงิน **กลับมาทางผลค้นหาแบบธรรมชาติถึง 99.5%** หรือเสียไปจริงเพียง 0.529%

ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ไร้ประโยชน์เสมอไป กรณีที่ยังคุ้มคือมีคู่แข่งประมูลชื่อแบรนด์ของเราอยู่ และผลค้นหาแบบธรรมชาติของเราไม่ได้อยู่อันดับต้น ๆ วิธีตรวจคือปิดโฆษณากลุ่มนี้สองถึงสามสัปดาห์แล้วดูว่ายอดรวมเปลี่ยนไปหรือไม่ ซึ่งเป็นการทดสอบที่ทำได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ

### ธุรกิจเล็กที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อ ต้องซื้อคีย์เวิร์ดชื่อตัวเองไหม

ยังไม่ต้องในช่วงแรก เพราะคนที่พิมพ์ชื่อร้านได้ถูกต้องแปลว่ารู้จักอยู่แล้ว และธุรกิจที่เพิ่งเริ่มมักมีคนค้นชื่อน้อยจนไม่มีผลต่อยอดรวม งบก้อนเดียวกันได้ผลมากกว่าถ้าใช้กับคำที่อธิบายปัญหาหรือสินค้า แล้วค่อยทบทวนเมื่อเริ่มมีคู่แข่งประมูลชื่อของเรา

## ผลตอบแทนที่รายงานกับผลตอบแทนที่วัดด้วยการทดลอง

งานชิ้นเดียวกันยังทดสอบคีย์เวิร์ดที่ไม่ใช่ชื่อแบรนด์ด้วย โดยสุ่มพื้นที่ 30% ของทราฟฟิกในสหรัฐแล้วหยุดประมูลคำกลุ่มนี้ทั้งหมดเป็นเวลา 60 วัน เพื่อเทียบกับพื้นที่ที่ยังเปิดโฆษณาตามปกติ การออกแบบแบบนี้ทำให้ยอดที่เพิ่มเพราะโฆษณาถูกแยกออกจากยอดพื้นฐานได้

ตัวเลขที่ได้จากสองวิธีต่างกันมากจนเปลี่ยนคำตอบทางธุรกิจ ค่าทั้งสามชุดที่งานชิ้นนั้นรายงานไว้อยู่ในตารางถัดไป

| วิธีคำนวณผลตอบแทน                        | ค่าที่ได้    | สิ่งที่วิธีนั้นนับรวมเข้าไปด้วย |
| ------------------------------------------- | ------------- | -------------------------------------- |
| วิธีสถิติทั่วไป ไม่คุมเวลาและพื้นที่  | เกิน 4,100%   | ยอดของคนที่จะซื้ออยู่แล้ว       |
| วิธีสถิติทั่วไป คุมเวลาและพื้นที่แล้ว | เกิน 1,400%   | ยังเหลือยอดของลูกค้าประจำ         |
| วิธีทดลองปิดโฆษณาบางพื้นที่            | **ติดลบ 63%** | เฉพาะยอดที่เพิ่มขึ้นเพราะโฆษณา   |

งานชิ้นนี้ยังแยกผลตามประเภทผู้ซื้อ แล้วพบว่าผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้ที่ซื้อไม่บ่อยตอบสนองต่อโฆษณาจริงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ใช้ประจำซึ่งพฤติกรรมการซื้อไม่เปลี่ยนไปตามโฆษณา กลับเป็นกลุ่มที่กินงบโฆษณาส่วนใหญ่ ผลรวมจึงออกมาติดลบ

ข้อสรุปที่นำมาใช้ได้กับธุรกิจไทยคือ ตัวเลขผลตอบแทนที่เห็นในรายงานมาจากการนับยอดของคนที่คลิกโฆษณา ซึ่งรวมคนที่ตั้งใจมาอยู่แล้ว การแยกสองกลุ่มนี้ออกจากกันต้องอาศัยการปิดโฆษณาบางส่วนแล้วเทียบ ไม่ใช่การอ่านรายงานเพิ่ม

### ธุรกิจขนาดเล็กทำการทดลองแบบนี้ได้จริงหรือ

ทำได้ในรูปแบบที่ง่ายกว่า คือแทนที่จะแบ่งพื้นที่ ให้ปิดโฆษณาทั้งกลุ่มคำที่สงสัยเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วเทียบยอดกับช่วงก่อนหน้าที่เงื่อนไขอื่นใกล้เคียงกัน ข้อควรระวังคือต้องเลี่ยงช่วงเทศกาลและช่วงที่มีโปรโมชันของตัวเอง เพราะทำให้ยอดเปลี่ยนด้วยเหตุผลอื่น

## รายงานคำค้นหา เอกสารที่ผู้ว่าจ้างควรขอดูทุกเดือน

รายงานคำค้นหาคือรายการคำที่คนพิมพ์จริงแล้วทำให้โฆษณาแสดง ซึ่งไม่เหมือนกับรายการคีย์เวิร์ดที่ตั้งไว้ เพราะระบบจับคู่คำที่มีความหมายใกล้เคียงให้ด้วย เอกสารนี้จึงเป็นที่เดียวที่บอกได้ว่าเงินถูกใช้ไปกับคำถามแบบไหนจริง ๆ

สิ่งที่ควรดูในรายงานมีสามอย่าง อย่างแรกคือคำที่ใช้งบสูงแต่ไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์เลย อย่างที่สองคือคำที่สะท้อนความตั้งใจคนละอย่างกับสินค้า เช่น ร้านขายเครื่องใหม่แต่โฆษณาไปแสดงกับคำว่าซ่อม หรือคำว่ามือสอง อย่างที่สามคือคำที่มีชื่อคู่แข่งปนอยู่ ซึ่งต้องตัดสินเป็นกรณีว่าจะเก็บไว้หรือกรองออก

คำที่ตัดสินว่าไม่เกี่ยวข้องจะถูกใส่เป็นคำกรองออก เพื่อไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำนั้นอีก งานนี้เป็นงานที่ต้องทำซ้ำทุกเดือน ไม่ใช่ตั้งครั้งเดียวจบ เพราะคำค้นหาใหม่เกิดขึ้นตลอด ผู้ว่าจ้างจึงควรถามจำนวนคำที่ถูกเพิ่มเข้ารายการกรองในแต่ละรอบ เป็นตัวเลขที่บอกว่ามีคนดูรายงานนี้จริงหรือไม่

### รายงานคำค้นหาต่างจากรายการคีย์เวิร์ดอย่างไร

รายการคีย์เวิร์ดคือคำที่ธุรกิจเลือกประมูล ส่วนรายงานคำค้นหาคือคำที่ผู้ใช้พิมพ์จริง สองอย่างนี้ไม่ตรงกันเพราะระบบจับคู่คำใกล้เคียงให้ด้วย ธุรกิจจึงอาจจ่ายให้คำที่ไม่เคยตั้งไว้เลย การดูเฉพาะรายการคีย์เวิร์ดจึงมองไม่เห็นจุดที่งบรั่ว

## รูปแบบโฆษณาบน Google และเกณฑ์เลือก

รูปแบบที่ใช้กันมีห้าแบบ แบบที่ตรงกับความตั้งใจซื้อที่สุดคือโฆษณาข้อความบนหน้าผลการค้นหา เพราะแสดงเมื่อมีคนพิมพ์คำที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แบบที่เหลือคือแบนเนอร์บนเว็บไซต์เครือข่าย วิดีโอบนแพลตฟอร์มวิดีโอ โฆษณาสินค้าที่แสดงรูปและราคา และรูปแบบที่ให้ระบบกระจายงบไปทุกช่องทางเอง

เกณฑ์เลือกที่ใช้ได้คือดูว่าความต้องการของลูกค้าเกิดขึ้นก่อนหรือหลังเห็นโฆษณา ถ้าลูกค้ารู้ตัวอยู่แล้วและกำลังค้นหา ให้เริ่มจากโฆษณาข้อความบนหน้าค้นหา ถ้าลูกค้ายังไม่รู้ว่ามีสินค้านี้อยู่ ช่องทางที่พาเนื้อหาไปวางตรงหน้าคนก่อนจะทำงานได้ดีกว่า

รูปแบบที่ให้ระบบกระจายงบเองมีข้อแลกเปลี่ยนที่ควรรู้ คือผู้ว่าจ้างเห็นรายละเอียดว่าเงินไปลงที่ช่องทางใดได้น้อยกว่าแบบแยกแคมเปญ ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มและยังไม่รู้ต้นทุนต่อผลลัพธ์ของตัวเองจึงควรเริ่มจากแบบแยกก่อน เพื่อให้มีตัวเลขฐานไว้เทียบ

### เพิ่งเริ่มทำโฆษณา ควรใช้รูปแบบที่ให้ระบบจัดการเองเลยไหม

ยังไม่ควรในรอบแรก เพราะรูปแบบนั้นต้องการข้อมูลผลลัพธ์จำนวนหนึ่งก่อนจึงจะทำงานได้ดี และปิดบังว่าผลมาจากช่องทางใด ธุรกิจที่เริ่มจากโฆษณาข้อความบนหน้าค้นหาจะได้ตัวเลขต้นทุนต่อผลลัพธ์ของตัวเองภายในหนึ่งถึงสองเดือน แล้วค่อยใช้ตัดสินว่าการกระจายงบอัตโนมัติคุ้มหรือไม่

## โฆษณาค้นหากับ SEO ต่างกันที่ความคงอยู่

ความต่างที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องความเร็วในการเห็นผล แต่คือสิ่งที่เหลืออยู่เมื่อหยุดจ่าย ตำแหน่งที่ได้จากโฆษณาเป็นพื้นที่เช่า เมื่อหยุดงบ การแสดงผลจะหายในวันเดียวกัน ส่วนอันดับที่ได้จากการปรับปรุงเว็บไซต์ยังอยู่ต่อแม้หยุดลงแรงชั่วคราว

ข้อนี้เปลี่ยนวิธีจัดงบ ธุรกิจที่มองโฆษณาค้นหาเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนแบบค่าเช่าจะวางแผนได้ตรงกว่าธุรกิจที่มองเป็นการลงทุนครั้งเดียว และการกันงบส่วนหนึ่งไปทำงานฝั่งเว็บไซต์ตั้งแต่ต้น ทำให้วันที่ต้องลดงบโฆษณายังมีทางเข้าเหลืออยู่

อีกจุดที่ทั้งสองฝั่งต่อกันได้คือคำค้นหาที่พบว่าให้ผลดีในโฆษณา เป็นคำที่ควรถูกนำไปทำเนื้อหาบนเว็บไซต์ต่อ เพราะได้ข้อพิสูจน์มาแล้วว่ามีคนค้นและนำไปสู่ผลลัพธ์จริง เกณฑ์และขั้นตอนของงานฝั่งนั้นอยู่ใน[รับทำ SEO สายขาว เส้นแบ่งสแปมที่ Google เขียนไว้เอง](https://phygital.co.th/insights/white-hat-seo-agency)

### ควรหยุดโฆษณาเมื่ออันดับธรรมชาติขึ้นมาแล้วหรือไม่

ไม่ควรหยุดทันทีโดยไม่ทดสอบ เพราะสองช่องทางนี้แย่งกันเองบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด วิธีที่ตอบได้คือลดงบของคำที่อันดับธรรมชาติขึ้นมาแล้วลงครึ่งหนึ่ง แล้วดูว่ายอดรวมของคำนั้นเปลี่ยนไปเท่าไรในสองถึงสามสัปดาห์ ถ้ายอดรวมแทบไม่ขยับ จึงค่อยลดต่อจนหยุด

## ขอบเขตที่โฆษณาค้นหาแก้ไม่ได้

ข้อแรกคือโฆษณาค้นหาต้องมีคนค้นหาก่อน สินค้าใหม่ที่ยังไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่จึงไม่มีคำให้ประมูล กรณีนี้ต้องสร้างความต้องการด้วยช่องทางอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาดักที่หน้าค้นหาเมื่อเริ่มมีคนค้นชื่อประเภทสินค้านั้น

ข้อที่สองคือหน้าปลายทางที่ไม่ตอบคำถามของคำค้นหา ซึ่งทำให้ทั้งค่าคลิกแพงขึ้นตามเกณฑ์คุณภาพและอัตราปิดการขายต่ำลงพร้อมกัน การแก้ที่โฆษณาอย่างเดียวจึงไม่พอ ข้อที่สามคือราคาที่ไม่แข่งขันได้ในตลาดที่ผู้ซื้อเทียบราคาได้ทันทีในหน้าเดียวกัน

ข้อที่สี่คือการไม่มีใครกำหนดทิศทางรวมของงบทุกช่องทาง ซึ่งทำให้แต่ละช่องทางถูกเร่งแยกกันโดยไม่มีใครดูภาพรวม ใครควรเป็นคนนั้นและวัดผลงานเขาอย่างไร เขียนไว้ใน[บริการที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัล จ้างเมื่อไร วัดผลอย่างไร](https://phygital.co.th/insights/digital-marketing-consultant-service) · วิธีอ่านรายงานเมื่อเปิดหลายช่องทางพร้อมกันดูได้จาก[เอเจนซีรับทำโฆษณาออนไลน์ ตัวเลขในรายงานเชื่อได้แค่ไหน](https://phygital.co.th/insights/online-advertising-agency) · ส่วนข้อจำกัดของช่องทางที่พาเนื้อหาไปหาคนก่อน รวบรวมไว้ที่[รับยิงแอด Facebook ค่าคลิกถูกยังเป็นตัวชี้วัดที่ใช้ได้ไหม](https://phygital.co.th/insights/facebook-instagram-ads-agency)

### สินค้าที่ยังไม่มีใครค้นหา ควรเริ่มจากช่องทางไหน

เริ่มจากช่องทางที่ยื่นเนื้อหาให้เห็นก่อน เพื่อให้คนรู้ว่ามีของแบบนี้อยู่ ระหว่างนั้นให้ดูรายงานคำค้นหาของคำใกล้เคียงว่ามีคนค้นด้วยภาษาแบบไหน เพราะคำที่คนใช้เรียกสินค้าใหม่มักไม่ใช่คำที่ธุรกิจตั้งเอง เมื่อเริ่มเห็นปริมาณการค้นหา จึงค่อยเปิดแคมเปญโดยใช้คำที่คนใช้จริง

## สามอย่างที่ควรขอดูก่อนอนุมัติแคมเปญแรก

อย่างแรกคือรายการคำที่จะประมูล แยกให้เห็นว่ากลุ่มไหนเป็นคำชื่อแบรนด์และกลุ่มไหนไม่ใช่ พร้อมราคาต่อคลิกที่ประเมินไว้ของแต่ละกลุ่ม เอกสารนี้ทำให้ตรวจได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มว่างบจะไหลไปทางไหน

อย่างที่สองคือหน้าปลายทางของแต่ละกลุ่มคำ ถ้าคำทุกกลุ่มชี้ไปหน้าเดียวกัน ให้ถามเหตุผล เพราะคุณภาพหน้าปลายทางเป็นหนึ่งในหกองค์ประกอบที่ตัดสินทั้งสิทธิ์แสดงและราคาต่อคลิก

อย่างที่สามคือรอบการส่งรายงานคำค้นหาและสิทธิ์เข้าดูบัญชีของผู้ว่าจ้างเอง สองข้อนี้คือสิ่งที่ทำให้เดือนถัดไปมีหลักฐานให้ชั่งน้ำหนัก แทนการต่อสัญญาไปเรื่อย ๆ

## สรุป

โฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาเหมาะกับความต้องการที่เกิดขึ้นแล้ว และนั่นคือทั้งข้อดีและข้อจำกัดของมัน ข้อดีคือได้คนที่กำลังหาอยู่ ข้อจำกัดคือบางส่วนของคนกลุ่มนั้นจะมาถึงอยู่ดีแม้ไม่มีโฆษณา งานทดลองที่อ้างถึงข้างต้นวัดส่วนนี้ไว้ชัดเจนทั้งกับคำชื่อแบรนด์และคำทั่วไป ธุรกิจที่แยกงบสองกลุ่มนี้ออกจากกันตั้งแต่ต้น และขอดูรายงานคำค้นหาทุกเดือน จะตอบได้ด้วยตัวเองว่าเงินก้อนไหนควรเพิ่มและก้อนไหนควรตัด

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ทำไมคู่แข่งถึงซื้อโฆษณาบนชื่อร้านของเราได้

ชื่อร้านที่เป็นคำทั่วไปสามารถถูกใช้เป็นคำประมูลได้ แต่การนำชื่อที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ไปใส่ในข้อความโฆษณาเป็นคนละเรื่อง ซึ่งเจ้าของเครื่องหมายการค้ายื่นเรื่องกับแพลตฟอร์มได้ วิธีตรวจคือค้นชื่อร้านตัวเองเป็นระยะแล้วบันทึกหน้าจอไว้ประกอบเมื่อจะยื่นเรื่อง

### คะแนนคุณภาพต่ำแก้ได้ที่ไหนบ้าง

แก้ได้สามจุดตามที่แพลตฟอร์มแจกแจงไว้ คือความสอดคล้องระหว่างคำค้นหากับข้อความโฆษณา ประสบการณ์ของหน้าปลายทาง และอัตราการคลิกที่ระบบคาดการณ์ จุดที่ธุรกิจแก้ได้เร็วที่สุดคือทำหน้าปลายทางให้ตอบคำค้นหานั้นโดยตรง แทนการส่งทุกคำไปหน้าแรกของเว็บไซต์เหมือนกันหมด

### ควรแยกแคมเปญตามอะไร

แยกตามสิ่งที่ต้องการตัดสินใจแยกกัน เช่น ถ้าต้องการรู้ว่าคำชื่อแบรนด์คุ้มหรือไม่ ต้องแยกคำกลุ่มนั้นออกเป็นแคมเปญของตัวเอง ถ้าต้องการเทียบผลระหว่างจังหวัด ต้องแยกตามพื้นที่ การรวมทุกอย่างไว้ในแคมเปญเดียวประหยัดเวลาตอนตั้งค่า แต่ทำให้ตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ภายหลัง

### โฆษณาถูกปฏิเสธเพราะนโยบายเนื้อหา ต้องทำอย่างไร

อ่านเหตุผลที่ระบบระบุก่อนว่าเป็นเรื่องข้อความโฆษณา หน้าปลายทาง หรือประเภทธุรกิจ เพราะสามกรณีนี้แก้คนละจุด ธุรกิจในหมวดที่กฎหมายไทยกำกับการโฆษณา เช่น อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ ต้องเตรียมเลขอนุญาตโฆษณาให้พร้อมด้วย เพราะนโยบายของแพลตฟอร์มอ้างอิงกฎหมายของแต่ละประเทศ

### วัดยอดขายที่มาจากโฆษณาอย่างไรเมื่อลูกค้าโทรเข้ามาแทนการสั่งบนเว็บ

ใช้เบอร์โทรที่แยกไว้เฉพาะช่องทางโฆษณา แล้วให้ผู้รับสายบันทึกที่มาของทุกสายไว้ในตารางเดียวกับยอดขาย วิธีนี้ไม่ต้องลงระบบใหม่และใช้ได้กับธุรกิจที่ปิดการขายทางโทรศัพท์เป็นหลัก ข้อควรระวังคือต้องบันทึกทุกสายไม่ใช่เฉพาะสายที่ปิดได้ ไม่เช่นนั้นตัวเลขจะดูดีกว่าความจริง

### งบที่ใช้ต่อเดือนควรอยู่ที่เท่าไร

คิดจากราคาต่อคลิกของคำที่จะประมูล คูณด้วยจำนวนคลิกที่ต้องได้เพื่อให้เกิดหนึ่งการขายตามอัตราปิดของธุรกิจเอง แล้วคูณด้วยจำนวนการขายที่ต้องการต่อเดือน ตัวเลขที่ได้คือขั้นต่ำที่แคมเปญจะทำงานได้ ถ้าตัวเลขนั้นสูงกว่ากำไรที่ได้ แปลว่าช่องทางนี้ยังไม่เหมาะกับสินค้านั้นในราคานั้น

## แคมเปญค้นหาที่แยกงบคำชื่อแบรนด์ออกจากคำอื่นตั้งแต่วันแรก

บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด วางแคมเปญบนเครือข่ายการค้นหาโดยแยกกลุ่มคำให้ตรวจได้ ส่งรายงานคำค้นหาพร้อมจำนวนคำที่ถูกกรองออกในแต่ละรอบ และออกแบบการทดสอบปิดโฆษณาบางกลุ่มเพื่อให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าส่วนไหนคือยอดที่เพิ่มขึ้นจริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
