# ถอดรหัส Phygital Marketing ทำไมแบรนด์เลิกแยกสองโลก

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/global-brands-phygital-marketing-strategy · เผยแพร่ 13 ธันวาคม 2562 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

กรณีศึกษาจากแบรนด์ระดับโลกที่เลิกแบ่งแยกโลกออฟไลน์และออนไลน์ หันมาใช้กลยุทธ์ Phygital Marketing เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน

## Key Takeaways

- **** — ทำไมการแบ่งแยกแผนก "การตลาดออนไลน์" และ "การตลาดออฟไลน์" ถึงกลายเป็นจุดอ่อนขององค์กร
- **** — ส่องวิสัยทัศน์ของแบรนด์ระดับโลก ที่มองข้ามเส้นแบ่งระหว่างสองโลกไปแล้ว
- **** — ถอดรหัสกลยุทธ์ Phygital ที่แบรนด์ใหญ่ใช้สร้างกำไร (และ SME สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้)

องค์กรที่แยกทีม Digital Marketing ดูแลเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย กับทีม Trade Marketing หรือ Retail ดูแลหน้าร้านและโปรโมชันหน้าจุดขาย มักตั้งเป้าหมาย (KPI) และงบประมาณของสองทีมแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ขณะที่ลูกค้าเดินข้ามสองโลกนี้โดยไม่ได้แบ่งตัวเองเป็นลูกค้าออนไลน์หรือออฟไลน์ ความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างองค์กรที่แบ่งแยกกับพฤติกรรมลูกค้าที่ลื่นไหลนี้เองที่ทำให้แบรนด์ระดับโลกหลายแห่งตัดสินใจทุบกำแพงทิ้ง ผู้บริหารและนักการตลาดที่กำลังคิดเรื่องเดียวกันจะได้เห็นว่าแบรนด์เหล่านั้นทำอะไร ยอมลงทุนเพราะอะไร และลงมือตามลำดับแบบไหนที่ธุรกิจไทยหยิบไปใช้ได้

Phygital Marketing คือการยอมรับความจริงที่ว่าลูกค้าไม่เคยแบ่งตัวเองเป็นสองประเภทตั้งแต่แรก จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ระดับโลกเลิกแยกทีมการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ออกจากกัน เป็นการทลายไซโลองค์กรเพื่อออกแบบประสบการณ์ที่ต่อเนื่องในทุกจุดสัมผัส ซึ่งไม่ใช่เอกสิทธิ์ของแบรนด์ทุนหนาเท่านั้น แต่ธุรกิจ SME ก็สามารถนำหลักการเดียวกันนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) มองว่านี่คือหัวใจของกลยุทธ์ Phygital Marketing

ลองมองจากฝั่งผู้บริโภค ลูกค้าไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วบอกตัวเองว่า "วันนี้ฉันจะเป็นลูกค้าออนไลน์" หรือ "พรุ่งนี้ฉันจะเป็นลูกค้าออฟไลน์" พวกเขาแค่ต้องการซื้อสินค้าที่ตอบโจทย์ ในเวลาที่สะดวกที่สุด ผ่านช่องทางที่ง่ายที่สุด

## การล่มสลายของ "ไซโล" (Silo) ทางการตลาด

การทำงานแบบแยกส่วน หรือที่ในวงการเรียกว่า "Silo" ทำให้เกิดการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจมหาศาล ตัวอย่างเช่น ทีมออนไลน์อาจจะยิงโฆษณาจนลูกค้าสนใจและเดินมาที่หน้าร้าน แต่เพราะข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทีมหน้าร้านจึงไม่สามารถสานต่อความสนใจนั้นได้อย่างแม่นยำ

หรือในทางกลับกัน ลูกค้าอาจจะมาลองสินค้าที่หน้าร้านแล้วประทับใจ แต่เมื่อกลับบ้านไปค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ กลับเจอประสบการณ์ที่ยุ่งยาก ซับซ้อน จนตัดสินใจล้มเลิกการซื้อ

แบรนด์ชั้นนำตระหนักดีว่า ประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) มีความสำคัญสูงสุด และประสบการณ์ที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากออฟไลน์และออนไลน์ยังคงทำงานแยกกัน

### Marketing Silo คืออะไร และทำลายธุรกิจอย่างไรในยุคปัจจุบัน?

Marketing Silo คือโครงสร้างองค์กรที่ทีมออนไลน์และออฟไลน์ทำงานแยกกันโดยสิ้นเชิง มีงบประมาณ เป้าหมาย และตัวชี้วัดแยกกัน ผลคือลูกค้าได้รับข้อความที่ขัดแย้งกัน เห็นโฆษณาออนไลน์เสนอโปรโมชันหนึ่ง แต่พอโทรหาเซลล์ได้ยินราคาอีกอย่าง ในยุคที่ลูกค้า Research ออนไลน์แล้วซื้อออฟไลน์ Marketing Silo คือการทำลายประสบการณ์ลูกค้าในทุกจุดรอยต่อ ทำให้แบรนด์สูญเสียความน่าเชื่อถือและยอดขายไปโดยไม่รู้ตัว

## เมื่อออฟไลน์และออนไลน์ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือส่วนเติมเต็ม

แนวคิดแบบเก่ามักจะมองว่า โลกออนไลน์ (E-commerce) คือภัยคุกคามที่จะมาแย่งยอดขายจากหน้าร้าน (Cannibalization) แต่ในโลกของ Phygital ทั้งสองสิ่งนี้คือส่วนที่เข้ามา "เติมเต็ม" ซึ่งกันและกัน

* **โลกออนไลน์:** ให้ความสะดวกรวดเร็ว (Immediacy) ความสามารถในการค้นหาข้อมูล ข้อมูลเปรียบเทียบ และการทำธุรกรรมอย่างไร้ขีดจำกัดด้านเวลา
* **โลกออฟไลน์:** ให้ประสบการณ์เชิงสัมผัส (Interaction) ความน่าเชื่อถือ การได้ลองจับสินค้าจริง และปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่นกับพนักงาน

การผสานสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่การเลือกว่าทางไหนดีกว่ากัน แต่คือการดึงเอา "จุดแข็งที่สุด" ของแต่ละฝั่ง มาสร้างเป็น Customer Journey ที่สมบูรณ์แบบ

### แบรนด์ใดบ้างที่พิสูจน์แล้วว่าการรวมออฟไลน์และออนไลน์ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า?

ตัวเลขที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จากเอกสารของบริษัทเองมี 2 ชุด ชุดแรกคือ Starbucks ซึ่ง[แดชบอร์ดข้อมูลบัตร ระบบสมาชิก และแอปพลิเคชันที่บริษัทเผยแพร่เอง](https://s203.q4cdn.com/326826266/files/doc%5Ffinancials/2025/q1/Q1-FY25-Digital-IR-Dashboard.pdf) (ข้อมูล ณ 29 ธันวาคม 2024) ระบุว่าคำสั่งซื้อผ่านแอปคิดเป็น 31% ของธุรกรรมทั้งหมดในร้านสาขาที่บริษัทบริหารเองในสหรัฐฯ มีสมาชิกที่ยังใช้งานในรอบ 90 วัน 34.6 ล้านคน และยอดใช้จ่ายของสมาชิกคิดเป็น 60% ของยอดชำระเงินทั้งหมด ชุดที่สองคือ Nike ซึ่ง[ผลประกอบการปีงบประมาณ 2025 ที่ประกาศเมื่อ 26 มิถุนายน 2025](https://investors.nike.com/investors/news-events-and-reports/investor-news/investor-news-details/2025/NIKE-Inc--Reports-Fiscal-2025-Fourth-Quarter-and-Full-Year-Results/default.aspx) ระบุว่ารายได้จากช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภคอยู่ที่ 18.8 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 13% จากปีก่อน จากรายได้รวม 46.3 พันล้านดอลลาร์ที่ลดลง 10%

สองชุดนี้อ่านคู่กันแล้วให้บทเรียนที่ตรงกว่าการดูตัวเลขเติบโตอย่างเดียว คือการเชื่อมช่องทางไม่ได้รับประกันว่ายอดขายจะโตทุกปี เพราะยอดขายขึ้นกับสินค้า ราคา และภาวะตลาดด้วย สิ่งที่การเชื่อมช่องทางให้ได้แน่นอนคือการรู้ว่าลูกค้าคนเดิมเคลื่อนไหวอย่างไรข้ามช่องทาง ซึ่งเป็นฐานให้ตัดสินใจเรื่องอื่นได้แม่นขึ้น บทเรียนร่วมของทุกแบรนด์จึงเป็นการสร้างโปรไฟล์ลูกค้าที่รวมเป็นคนเดียวกันให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกแบบประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อข้อมูลนั้น

## ถอดรหัสแบรนด์โลก: ใครบ้างที่เดินหน้าเต็มสูบกับ Phygital?

ตัวอย่างต่อไปนี้มาจากแบรนด์ระดับโลกสามรายที่เลิกแบ่งแยกโลกสองใบไปแล้ว แต่ละรายเลือกจุดเชื่อมต่างกันตามลักษณะธุรกิจของตัวเอง

### 1\. เครือโรงแรม Marriott International

อุตสาหกรรมโรงแรมคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการทำธุรกิจแบบ Phygital แม้สินค้าหลักคือ "ห้องพัก" ที่จับต้องได้ในโลกออฟไลน์ แต่ Marriott ลงทุนมหาศาลกับการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ตั้งแต่การจองห้องพัก การเช็กอินผ่านแอปพลิเคชัน (Mobile Check-in) ไปจนถึงการใช้มือถือเป็นกุญแจห้อง (Digital Key) แขกที่เข้าพักสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอนที่น่าเบื่อ (Friction) และใช้เวลาดื่มด่ำกับสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมได้อย่างเต็มที่

### 2\. Nike และร้านค้าแบบ Localized

Nike ไม่ได้เปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาเปิดร้านค้ารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Nike Live" ซึ่งขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) จากแอปพลิเคชันของสมาชิกในละแวกนั้น สินค้าในร้านจะถูกปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความชื่นชอบของคนในพื้นที่ ทำให้หน้าร้านกลายเป็นส่วนต่อขยายของประสบการณ์ดิจิทัลอย่างแท้จริง

### 3\. IKEA และการใช้เทคโนโลยี AR

IKEA แก้ปัญหาคลาสสิกที่ว่า "เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้จะเข้ากับบ้านฉันไหม?" ด้วยการใช้เทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality – AR) ผ่าน[แอปพลิเคชัน IKEA Place](https://www.ikea.com/us/en/customer-service/mobile-apps/) ลูกค้าสามารถจำลองวางโซฟาหรือตู้หนังสือลงในพื้นที่จริงของบ้านตัวเองผ่านหน้าจอมือถือ ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางไปซื้อที่หน้าร้าน (หรือกดสั่งออนไลน์) นี่คือการใช้ดิจิทัลมาสนับสนุนการตัดสินใจซื้อสินค้าออฟไลน์ได้อย่างชาญฉลาด

ตารางด้านล่างสรุปว่าแต่ละรายเลือกเชื่อมที่จุดใด ลูกค้าได้อะไร และหลักการเดียวกันนำไปใช้กับธุรกิจขนาดเล็กได้อย่างไร

| แบรนด์                 | จุดที่เลือกเชื่อม                                      | สิ่งที่ลูกค้าได้รับ                                     | หลักการที่ธุรกิจขนาดเล็กใช้ต่อได้                                        |
| ---------------------- | --------------------------------------------------------- | ----------------------------------------------------------- | -------------------------------------------------------------------------------- |
| Marriott International | ขั้นตอนจองและเช็กอินก่อนถึงที่พัก                 | ลดขั้นตอนหน้าเคาน์เตอร์ ใช้มือถือแทนกุญแจห้อง      | ย้ายขั้นตอนที่ลูกค้าต้องรอ ไปทำให้เสร็จก่อนมาถึงหน้าร้าน            |
| Nike                   | ข้อมูลสมาชิกจากแอปกับการเลือกสินค้าเข้าร้านสาขา | ร้านในละแวกมีสินค้าตรงกับความต้องการของคนพื้นที่ | ใช้ข้อมูลการสั่งซื้อออนไลน์ในพื้นที่มากำหนดของที่สต๊อกไว้หน้าร้าน |
| IKEA                   | ขั้นตอนตัดสินใจก่อนซื้อสินค้าชิ้นใหญ่             | จำลองสินค้าในพื้นที่จริงก่อนเดินทางมาที่ร้าน      | ใช้ภาพหรือวิดีโอสินค้าในบริบทการใช้งานจริง ลดความลังเลก่อนเดินทาง |

### แบรนด์ระดับโลกใช้ข้อมูล Phygital สร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างไร?

แบรนด์ระดับโลกใช้ข้อมูลที่เชื่อมสองช่องทางผ่าน 3 วิธีหลัก ประการแรกคือรวมพฤติกรรมออนไลน์และออฟไลน์ไว้ในโปรไฟล์ลูกค้าเดียว ทำให้แนะนำสินค้าได้ตรงไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ช่องทางใด ประการที่สองคือใช้ความต้องการที่เห็นจากออนไลน์ในแต่ละพื้นที่มาวางแผนสต๊อกหน้าร้านล่วงหน้า ลดปัญหาของขาดและต้นทุนจม ประการที่สามคือปรับข้อเสนอให้สอดคล้องกันทั้งสองช่องทางในเวลาเดียวกัน เพื่อไม่ให้ลูกค้าเจอราคาหรือโปรโมชันที่ขัดกันเอง

ปรากฏการณ์นี้คือภาพสะท้อนของ[Phygital Marketing คืออะไร กลยุทธ์เชื่อมออฟไลน์กับออนไลน์](https://phygital.co.th/insights/what-is-phygital-marketing) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไป อ่านเพิ่มเติมที่[Zero-Click Discovery คืออะไร เมื่อ AI ตอบแทนการคลิกเข้าเว็บ](https://phygital.co.th/insights/ai-search-zero-click-discovery-phygital) ในทางปฏิบัติ แบรนด์เหล่านี้เริ่มต้นจากการ[เชื่อมข้อมูลหน้าร้านกับออนไลน์ ทำ Phygital ให้เพิ่มกำไรจริง](https://phygital.co.th/insights/connect-offline-online-data-phygital) แล้วขยายไปสู่การ[สร้าง Phygital Store อย่างไร ให้หน้าร้านเก็บ Data ได้ด้วย](https://phygital.co.th/insights/how-to-build-phygital-store) พร้อมออกแบบ[Phygital Customer Journey วางเส้นทางลูกค้าให้ปิดการขาย](https://phygital.co.th/insights/phygital-customer-journey-mapping) และสำหรับธุรกิจที่ขายให้องค์กรด้วยกันเอง กลยุทธ์ยังต้องปรับต่างออกไป อ่านเพิ่มเติมได้ใน[กลยุทธ์ Phygital Marketing B2B กับ B2C ต่างกันตรงไหน](https://phygital.co.th/insights/phygital-marketing-b2b-vs-b2c)

## ทำไมแบรนด์ถึงยอมลงทุนมหาศาลเพื่อลบเส้นแบ่งนี้?

การทลายกำแพงระหว่างแผนก และการลงทุนในเทคโนโลยีที่เชื่อมโลกสองใบเข้าด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แบรนด์ที่ทำสำเร็จจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า:

1. **ข้อมูลที่ลึกซึ้งขึ้น (Richer Data):** การเชื่อมข้อมูลทำให้แบรนด์เห็นพฤติกรรมลูกค้าแบบ 360 องศา รู้ว่าลูกค้าชอบดูสินค้าแบบไหนออนไลน์ และมักจะมาซื้อสินค้ารายการใดที่หน้าร้าน
2. **ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty):** ประสบการณ์ที่ลื่นไหลและไร้รอยต่อ ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ รู้สึกว่าแบรนด์ "รู้ใจ" และมีโอกาสสูงที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำ
3. **เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Operational Efficiency):** การมีฐานข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และทำให้การนำเสนอโปรโมชันหรือสินค้าทำได้แม่นยำยิ่งขึ้น

### ธุรกิจที่ยังไม่มีงบลงทุนก้อนใหญ่ ควรเริ่มจากอะไรก่อน?

เริ่มจากการรวมตัวชี้วัดของสองช่องทางให้เป็นชุดเดียวกัน ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายและทำได้ในสัปดาห์เดียว เช่น นับจำนวนลูกค้าที่ซื้อข้ามช่องทางเป็นตัวเลขกลางที่ทั้งทีมรับผิดชอบร่วมกัน แทนการแยกเป้ายอดขายออนไลน์กับหน้าร้าน เมื่อเป้าหมายรวมกันแล้ว ความจำเป็นของระบบเชื่อมข้อมูลจะชัดขึ้นเองว่าต้องเชื่อมตรงไหนก่อน

---

## ลำดับที่แบรนด์เหล่านี้ลงมือ และจุดที่ธุรกิจไทยหยิบไปใช้ได้

บทเรียนที่ลึกกว่าตัวอย่างเทคโนโลยีของทั้งสามแบรนด์ คือลำดับการลงมือที่มักถูกมองข้าม ทุกรายไม่ได้เริ่มจากการซื้อเทคโนโลยีมาก่อนแล้วหวังให้ทีมงานปรับตัวตาม แต่เริ่มจากการรื้อโครงสร้างและตัวชี้วัดที่แยกทีมออนไลน์กับหน้าร้านออกจากกัน แล้วเทคโนโลยีจึงตามมาเป็นเครื่องมือรองรับ ธุรกิจที่ทำสลับลำดับคือซื้อระบบก่อนแล้วค่อยพยายามให้ทีมทำงานร่วมกัน มักพบว่าระบบที่ลงทุนไปถูกใช้ไม่เต็มศักยภาพ เพราะโครงสร้างเดิมยังกั้นการไหลของข้อมูลไว้เหมือนเดิม

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีทีมไม่กี่คน หรือเจ้าของกิจการที่ดูแลทั้งสองช่องทางด้วยตัวเอง จุดตรวจที่ใช้ได้ทันทีคือการดูว่าตอนนี้วัดความสำเร็จของยอดขายออนไลน์กับหน้าร้านแยกกันอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ แปลว่าไซโลยังอยู่แม้ไม่มีแผนกแยกจริง การรวมเป้าหมายให้เป็นตัวชี้วัดเดียวกันจึงเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนลงทุนระบบใด ๆ เพราะถ้าวิธีวัดผลยังแยกกัน ระบบที่เชื่อมข้อมูลได้ดีแค่ไหนก็จะถูกใช้แบบแยกส่วนเหมือนเดิม

เส้นแบ่งระหว่างการตลาดออฟไลน์และออนไลน์จึงเป็นกรอบที่องค์กรสร้างขึ้นเอง ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้ามองเห็น ผู้บริโภคไม่ได้สนใจว่ากำลังใช้ช่องทางใด แต่สนใจว่าจะได้สิ่งที่ต้องการเร็วและง่ายที่สุดจากทางไหน ธุรกิจที่จัดโครงสร้างตามมุมมองของลูกค้าได้ก่อน จึงได้เปรียบตั้งแต่ก่อนเริ่มลงทุนเทคโนโลยี

## สรุป

แบรนด์ระดับโลกเลิกแยกทีมออนไลน์กับออฟไลน์เพราะลูกค้าไม่เคยแยกตัวเองตั้งแต่แรก โครงสร้างที่แยกกันจึงสร้างรอยต่อที่ลูกค้าสัมผัสได้ทันที ทั้งข้อความที่ขัดกันและข้อมูลที่ต้องให้ซ้ำ ตัวอย่างจาก Marriott, Nike และ IKEA แสดงให้เห็นว่าแต่ละรายเลือกเชื่อมคนละจุดตามลักษณะธุรกิจ แต่ลำดับเหมือนกันคือรวมตัวชี้วัดและโครงสร้างก่อน แล้วค่อยวางเทคโนโลยีตามมา ธุรกิจไทยเริ่มได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่ามาก โดยใช้ช่องทางที่ลูกค้าใช้อยู่แล้วเป็นจุดเชื่อม และวัดผลด้วยตัวเลขกลางชุดเดียวที่ทุกทีมรับผิดชอบร่วมกัน

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### การรวมทีมออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันจะทำให้การทำงานสับสนหรือไม่

ช่วงแรกมีความท้าทายเรื่องการปรับโครงสร้างเป็นปกติ แต่เมื่อทั้งสองทีมใช้ฐานข้อมูลลูกค้าชุดเดียวกันและถือตัวชี้วัดร่วมกัน ความซ้ำซ้อนของงานจะลดลงแทนที่จะเพิ่ม จุดที่ต้องระวังคือการรวมทีมบนกระดาษแต่ยังวัดผลแยกกันเหมือนเดิม ซึ่งจะทำให้ปัญหาเดิมยังอยู่ครบ

### ธุรกิจขนาดเล็กควรเริ่มทำ Phygital Marketing จากอะไร

เริ่มจากการเขียนเส้นทางลูกค้าออกมาว่าเขาสัมผัสแบรนด์ผ่านช่องทางใดบ้างตั้งแต่รู้จักจนซื้อ แล้วเลือกจุดที่สะดุดที่สุดมาแก้ก่อนด้วยเครื่องมือที่มีอยู่แล้วอย่าง QR Code หรือ LINE OA วิธีวางเส้นทางแบบเต็มอ่านได้ใน[Phygital Customer Journey วางเส้นทางลูกค้าให้ปิดการขาย](https://phygital.co.th/insights/phygital-customer-journey-mapping)

### Phygital Marketing จำเป็นสำหรับธุรกิจ B2B หรือไม่

จำเป็น เพราะผู้ซื้อภาคธุรกิจก็ค้นข้อมูลออนไลน์ก่อนตัดสินใจเช่นกัน ความต่างอยู่ที่รอบการตัดสินใจยาวกว่าและมีผู้เกี่ยวข้องหลายคน การเชื่อมข้อมูลจึงต้องรองรับการติดตามที่กินเวลาหลายเดือน รายละเอียดอยู่ใน[กลยุทธ์ Phygital Marketing B2B กับ B2C ต่างกันตรงไหน](https://phygital.co.th/insights/phygital-marketing-b2b-vs-b2c)

### ธุรกิจไทยจะเทียบเคียงวิธีของแบรนด์ระดับโลกได้แค่ไหน

หลักการเชื่อมช่องทางใช้ได้เหมือนกัน แต่เครื่องมือต่างกันตามพฤติกรรมของตลาด ธุรกิจไทยมักเริ่มจาก LINE OA ที่ลูกค้าใช้อยู่แล้วแทนการพัฒนาแอปของตัวเอง ซึ่งให้ผลด้านการเก็บข้อมูลใกล้เคียงกันในต้นทุนที่ต่างกันมาก ข้อควรระวังคืออย่าลอกรูปแบบมาทั้งชุดโดยไม่ดูว่าลูกค้าของตัวเองอยู่ช่องทางไหนจริง

### วัดอย่างไรว่าการทลายไซโลได้ผล

ดูจากสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อมากกว่าหนึ่งช่องทางในรอบ 12 เดือน ความเร็วในการตอบคำถามเดียวกันของทีมออนไลน์และหน้าร้าน และจำนวนครั้งที่ลูกค้าต้องให้ข้อมูลเดิมซ้ำเมื่อเปลี่ยนช่องทาง ตัวสุดท้ายนี้ลดลงชัดที่สุดเมื่อข้อมูลเชื่อมกันจริง

### PHYGITAL AGENCY ให้บริการอะไรบ้างสำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ Phygital Marketing

ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนเชื่อมช่องทาง ออกแบบเส้นทางลูกค้าข้ามช่องทาง วางระบบเก็บข้อมูล ไปจนถึงการสื่อสารที่ปรับตามข้อมูลลูกค้าแต่ละกลุ่ม ทั้งฝั่งออนไลน์และหน้าร้าน ติดต่อทีมงานได้ที่ hello@phygital.co.th

## พร้อมทลายกำแพงระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ในธุรกิจคุณหรือยัง?

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยคุณวางกลยุทธ์ผสานสองโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่สมบูรณ์แบบและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
