# อนาคตวงการโฆษณายุค AI: อะไรเปลี่ยน อะไรยังต้องใช้คน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/future-of-advertising-agency-ai-2026 · เผยแพร่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 · อ่าน 15 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

อนาคตวงการโฆษณายุค AI เปลี่ยนงานเอเจนซีตรงไหน ตัวเลขการใช้ AI ขององค์กรไทย กติกาที่เริ่มบังคับกับเนื้อหาที่สร้างด้วยเครื่อง และสิ่งที่ผู้ว่าจ้างขอดูได้ก่อนเซ็นสัญญา

## Key Takeaways

- **องค์กรไทยใช้ AI แล้วเกินครึ่ง แต่ส่วนใหญ่ยังตอบไม่ได้ว่าได้ผลอะไร** — ผลสำรวจความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI ระดับองค์กรของเนคเทค จาก 574 องค์กร พบว่า 53.7% ใช้ AI แล้ว แต่มีเพียง 13.6% ที่วัดผลแล้วพบผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน คำถามที่แยกคู่ค้าออกจากกันจึงไม่ใช่ว่าใช้เครื่องมือหรือไม่ แต่คือวัดผลอย่างไร
- **เนื้อหาที่สร้างด้วยเครื่องเริ่มมีกติกากำกับเป็นลายลักษณ์อักษร** — มาตรา 50 ของกฎหมายปัญญาประดิษฐ์สหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ให้บริการระบบที่สร้างเสียง ภาพ วิดีโอ หรือข้อความสังเคราะห์ ต้องทำเครื่องหมายในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ และผู้นำไปใช้ต้องเปิดเผยเมื่อเนื้อหานั้นเป็นภาพหรือเสียงที่ถูกสร้างขึ้น
- **ปริมาณงานไม่ใช่จุดขายอีกต่อไป** — นโยบายสแปมของ Google นับการสร้างหน้าจำนวนมากเพื่อดันอันดับโดยไม่เพิ่มคุณค่าให้ผู้อ่านเป็นการละเมิด และระบุชัดว่าวิธีผลิตไม่ใช่ตัวตัดสิน สิ่งที่ตัดสินคือคุณค่าที่ผู้อ่านได้รับ

ผู้ว่าจ้างที่เห็นเอเจนซีใช้ AI ผลิตงานได้ในไม่กี่วินาที เริ่มถามว่ายังควรจ่ายค่าบริการแบบเดิมหรือไม่ และจะเขียนสัญญาอย่างไรเมื่อไม่รู้ว่าขั้นตอนไหนคนทำ ขั้นตอนไหนเครื่องทำ บทความนี้เป็นบทปิดของหมวดอาชีพและประเภทเอเจนซี จึงไม่ทวนว่าแต่ละตำแหน่งทำอะไร แต่ตอบคำถามที่ตามมาหลังอ่านครบทั้งหมวด คือเมื่อเครื่องมือเปลี่ยน เกณฑ์การเลือกคู่ค้าและวิธีเขียนสัญญาเปลี่ยนตามอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ตรวจสอบได้ด้วยเอกสารจริง โดยไม่ต้องเชื่อคำบรรยายของฝ่ายใด

อนาคตวงการโฆษณาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเอเจนซีจะถูกแทนที่หรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ผู้ว่าจ้างจ่ายเงินซื้อกำลังย้ายจากอะไรไปเป็นอะไร เมื่อการผลิตชิ้นงานพื้นฐานใช้เวลาเป็นวินาที มูลค่าจึงย้ายไปอยู่ที่การตัดสินใจว่าจะผลิตอะไร วัดผลด้วยตัวเลขชุดไหน และใครรับผิดชอบเมื่อผลที่ออกมาไม่ตรงกับที่ตกลงไว้ บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) จึงระบุไว้ในเอกสารส่งมอบทุกงานว่าขั้นตอนใดใช้เครื่องช่วย และใครเป็นผู้รับรองก่อนเผยแพร่

## เอเจนซีขายอะไร เมื่อการผลิตไม่ใช่ของหายากอีกต่อไป

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือราคาของการผลิต ไม่ใช่ราคาของการตัดสินใจ เมื่อการร่างข้อความ ขึ้นแบบภาพ หรือทำตัวเลือกชิ้นงานหลายสิบเวอร์ชันใช้เวลาไม่กี่นาที งานที่เคยคิดค่าจ้างตามจำนวนชิ้นจึงคิดแบบเดิมไม่ได้ ส่วนงานที่ยังมีราคาคือการเลือกว่าจะทำอะไรจากตัวเลือกทั้งหมด และการรับผิดชอบผลที่ตามมา

ข้อสังเกตที่ตรวจได้จากสัญญาจริงคือหน่วยที่ใช้คิดเงินกำลังเลื่อนจาก "จำนวนชิ้นงานต่อเดือน" ไปเป็น "ขอบเขตผลลัพธ์ที่ตกลงกันพร้อมวิธีวัด" ซึ่งเปลี่ยนสิ่งที่ผู้ว่าจ้างต้องตรวจก่อนเซ็นไปด้วย จากการนับจำนวนส่งมอบ เป็นการอ่านว่านิยามของคำว่าสำเร็จเขียนไว้ว่าอย่างไร

### งานแบบไหนที่ยังต้องจ่ายเงินจ้างคนทำ

งานที่ยังต้องใช้คนคืองานที่คำตอบถูกหรือผิดขึ้นกับบริบทเฉพาะของธุรกิจนั้น เช่น การตัดสินว่าข้อความใดเสี่ยงผิดข้อกำหนดของหมวดสินค้า การเลือกว่าจะไม่พูดเรื่องใดในช่วงที่อ่อนไหว และการยืนยันว่าตัวเลขในรายงานสะท้อนสิ่งที่ผู้ใช้ทำจริง ทั้งสามเรื่องต้องมีชื่อคนกำกับไว้ว่าใครเป็นผู้ตัดสิน

## ตัวเลขล่าสุดขององค์กรไทยบอกอะไรเรื่องการใช้ AI

ข้อมูลที่ใกล้ตัวที่สุดมาจาก[ผลสำรวจความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับองค์กรของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2569](https://www.nectec.or.th/news/news-pr-news/ai-readiness-2026.html) ซึ่งเนคเทคเก็บจากองค์กรภาครัฐและเอกชนรวม 574 แห่ง ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตัวเลขสำคัญคือ **53.7% ขององค์กรไทยใช้ AI แล้ว** ขณะที่ **มีเพียง 13.6% ที่วัดผลแล้วและพบผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน** ส่วนที่เหลืออีก 86.4% ยังตอบไม่ได้ว่าได้ผลลัพธ์อะไรจากการใช้งาน

เมื่อแยกตามมิติความพร้อม ภาพที่ได้ไม่ได้เรียงตามที่หลายคนคาด

| มิติความพร้อม               | คะแนนเฉลี่ย | สิ่งที่ตัวเลขนี้บอกผู้ว่าจ้าง                                  |
| ----------------------------- | ------------ | --------------------------------------------------------------------- |
| ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน | 51.0%        | สูงที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ลงทุนด้วยงบประมาณได้โดยตรง        |
| บุคลากร                       | 45.9%        | คนพอมี แต่ยังไม่ผูกกับกระบวนการที่เขียนไว้                  |
| กลยุทธ์และขีดความสามารถ   | 41.8%        | ใช้เครื่องมือแล้วแต่ยังไม่ผูกกับเป้าธุรกิจ                  |
| เทคโนโลยี                     | 32.2%        | เครื่องมือกระจัดกระจาย ไม่ได้ต่อกันเป็นระบบ                    |
| ธรรมาภิบาล                  | 28.9%        | ต่ำที่สุด คือส่วนที่กำหนดว่าใครรับผิดชอบเมื่อผลออกมาผิด |

ผลสำรวจชุดเดียวกันระบุว่าการใช้ Generative AI พบมากที่สุดในงานด้านการตลาด การขายและบริการลูกค้า ที่ **74.7%** แปลว่างานที่เอเจนซีรับทำอยู่คือจุดที่เครื่องมือเข้าไปถึงก่อนใคร ขณะที่มิติธรรมาภิบาลซึ่งเป็นตัวกำหนดความรับผิดชอบกลับตามหลังอยู่มากที่สุด ระยะห่างของสองตัวเลขนี้อธิบายที่มาของข้อพิพาทที่มักเกิดหลังงานเผยแพร่ไปแล้ว

### ทำไมองค์กรที่ใช้ AI แล้วส่วนใหญ่ยังชี้ผลลัพธ์ไม่ได้

เพราะการวัดผลต้องมีค่าตั้งต้นไว้เทียบ แต่การเริ่มใช้ส่วนใหญ่มาจากการทดลองรายบุคคล ไม่ได้ผ่านการตั้งโจทย์ร่วมกัน เมื่อไม่มีตัวเลขก่อนหน้า ผลที่เปลี่ยนไปจึงแยกไม่ออกว่ามาจากเครื่องมือ จากงบที่เพิ่ม หรือจากฤดูกาลขาย

## แบ่งงานอย่างไรระหว่างสิ่งที่เครื่องทำได้ดีกับสิ่งที่คนต้องตัดสิน

เส้นแบ่งที่ใช้ได้จริงไม่ได้อยู่ที่ความยากของงาน แต่อยู่ที่ว่าความผิดพลาดในงานนั้นถูกตรวจพบได้จากตัวงานเอง หรือต้องรู้บริบทภายนอกจึงจะรู้ว่าผิด งานกลุ่มแรกมอบให้เครื่องทำแล้วตรวจทีหลังได้ งานกลุ่มหลังต้องมีคนตัดสินตั้งแต่ต้น

| ลักษณะงาน                                       | ตัวอย่าง                                               | ใครควรเป็นผู้ตัดสิน           | เหตุผล                                                                         |
| ------------------------------------------------ | ------------------------------------------------------ | --------------------------------- | ------------------------------------------------------------------------------ |
| ผลิตตัวเลือกจำนวนมากจากโจทย์เดียว         | ร่างพาดหัว 30 แบบ ปรับขนาดภาพหลายสัดส่วน         | เครื่องร่าง คนคัด               | ความผิดพลาดเห็นได้จากตัวชิ้นงาน แก้ได้ก่อนเผยแพร่                  |
| สรุปข้อมูลปริมาณมากให้อ่านง่าย             | ย่อรีวิวลูกค้าหลายพันรายการเป็นประเด็นหลัก     | เครื่องสรุป คนสุ่มเทียบต้นทาง | ต้องเทียบกับข้อความจริงจึงรู้ว่าสรุปเพี้ยนหรือไม่                   |
| ระบุว่าข้อความเข้าข่ายผิดข้อกำหนด         | คำกล่าวอ้างสรรพคุณในหมวดสินค้าที่มีกฎกำกับ   | คน                                | ต้องรู้ประกาศที่ใช้บังคับกับหมวดสินค้านั้นและฉบับที่เป็นปัจจุบัน |
| ตัดสินว่าตัวเลขในรายงานเชื่อได้ไหม        | ยอดที่กระโดดผิดปกติในวันเดียว                   | คน                                | ต้องรู้ว่ามีการแก้ระบบหรือเปลี่ยนการตั้งค่าในวันนั้นหรือไม่    |
| ตัดสินใจเรื่องที่มีผลต่อชื่อเสียงองค์กร | จะสื่อสารหรือไม่สื่อสารในช่วงเหตุการณ์อ่อนไหว | คน                                | เป็นการตัดสินใจที่ต้องมีผู้รับผิดชอบระบุตัวได้                      |

ตารางนี้ใช้ได้ทั้งกับการจัดทีมภายในและการอ่านข้อเสนอของคู่ค้า ถ้าข้อเสนอระบุว่าใช้เครื่องช่วยในงานแถวล่างของตาราง คำถามถัดไปที่ควรถามคือมีใครเป็นผู้รับรองก่อนงานออกไป และการรับรองนั้นบันทึกไว้ที่ใด

## เมื่อผลการค้นหาย้ายไปอยู่ในคำตอบที่ระบบสร้างเอง

สิ่งที่เปลี่ยนสำหรับธุรกิจคือผู้ใช้จำนวนหนึ่งได้คำตอบโดยไม่กดเข้าเว็บไซต์ใด ผลที่ตามมาคือจำนวนผู้เข้าชมกับจำนวนครั้งที่แบรนด์ถูกกล่าวถึงเริ่มแยกออกจากกัน และรายงานที่ดูเฉพาะผู้เข้าชมจะอ่านสถานการณ์ผิด

งานที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเขียนเนื้อหาให้ระบบหยิบไปตอบได้โดยไม่บิดความหมาย ซึ่งต้องการโครงสร้างที่ต่างจากการเขียนให้คนอ่านอย่างเดียว เช่น ตอบคำถามให้จบในย่อหน้าเดียวโดยไม่อ้างถึงย่อหน้าก่อนหน้า และระบุที่มาของตัวเลขไว้ติดกับตัวเลขนั้น ส่วนลักษณะของหน้าเว็บที่ผู้ช่วยเสียงเลือกอ่านเป็นคำตอบ เช่นคำตอบสั้นราว 29 คำบนหน้าที่ติดอันดับต้น ๆ อ่านต่อได้ใน[Voice Search Optimization อ่านผลวิเคราะห์ 10,000 คำตอบเสียง](https://phygital.co.th/insights/voice-search-optimization-thailand)

### ธุรกิจขนาดเล็กเสียเปรียบหรือได้เปรียบเมื่อการค้นหาเปลี่ยนรูปแบบ

ได้เปรียบในเรื่องที่ตอบเฉพาะเจาะจง และเสียเปรียบในเรื่องกว้าง เพราะคำตอบที่ระบบเลือกหยิบมักมาจากหน้าที่ตอบคำถามแคบได้ครบในที่เดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจเล็กเขียนได้จากงานจริงของตัวเอง ส่วนคำถามกว้างมักถูกตอบด้วยแหล่งที่มีประวัติการอ้างอิงยาวกว่า

---

## กติกาที่เริ่มบังคับกับเนื้อหาที่สร้างด้วยเครื่อง

ช่วงที่ผ่านมาข้อถกเถียงเรื่องเนื้อหาที่สร้างด้วยเครื่องอยู่ในระดับความเห็น แต่ตอนนี้มีข้อกำหนดที่ประกาศเป็นเอกสารทางการแล้วอย่างน้อยสองชุด ซึ่งทั้งสองชุดมีผลกับงานที่เอเจนซีไทยทำให้ลูกค้าที่ขายข้ามประเทศหรือพึ่งการค้นหาเป็นช่องทางหลัก

ชุดแรกคือ[มาตรา 50 ของกฎหมายปัญญาประดิษฐ์สหภาพยุโรป](https://artificialintelligenceact.eu/article/50/) ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการระบบที่สร้างเสียง ภาพ วิดีโอ หรือข้อความสังเคราะห์ ต้องทำให้ผลลัพธ์ **ถูกทำเครื่องหมายในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้และตรวจจับได้ว่าถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วยระบบ** และกำหนดให้ผู้นำระบบไปใช้ซึ่งสร้างหรือดัดแปลงภาพ เสียง หรือวิดีโอที่เข้าข่ายภาพปลอมเสมือนจริง ต้องเปิดเผยว่าเนื้อหานั้นถูกสร้างหรือดัดแปลงขึ้น ข้อกำหนดชุดนี้มีกำหนดเริ่มใช้ในเดือนสิงหาคม และอยู่ระหว่างการพิจารณาเลื่อนกำหนดในชั้นคณะมนตรี จึงควรติดตามวันที่มีผลจริงจากประกาศทางการก่อนอ้างอิงในสัญญา

ชุดที่สองคือ[นโยบายสแปมของ Google](https://developers.google.com/search/docs/essentials/spam-policies) ซึ่งนิยาม **การสร้างหน้าจำนวนมากโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อดันอันดับและไม่ได้ช่วยผู้ใช้** ว่าเป็นการละเมิด และยกตัวอย่างการใช้เครื่องมือสร้างเนื้อหาผลิตหน้าจำนวนมากโดยไม่เพิ่มคุณค่าไว้ตรงตัว จุดที่มักอ่านผิดคือเอกสารไม่ได้ห้ามการใช้เครื่องมือ แต่ยึดคุณค่าที่ผู้อ่านได้รับเป็นเกณฑ์ ไม่ว่าเนื้อหานั้นถูกผลิตด้วยวิธีใด

### ธุรกิจไทยที่ไม่ได้ขายในยุโรปต้องสนใจเรื่องนี้ไหม

ต้องสนใจในฐานะมาตรฐานที่แพลตฟอร์มและคู่ค้าจะหยิบไปใช้ต่อ แม้ยังไม่มีผลบังคับโดยตรง เพราะเครื่องมือที่ธุรกิจไทยใช้ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์เดียวกับที่ต้องทำตามข้อกำหนดนั้น ผลคือการทำเครื่องหมายบนไฟล์จะมาถึงงานของทุกคนผ่านตัวเครื่องมือเอง ไม่ใช่ผ่านกฎหมายไทย

## ความรับผิดชอบต่อเสียงและภาพสังเคราะห์ตกอยู่ที่แบรนด์

เมื่อเสียงและภาพถูกสังเคราะห์ได้ในต้นทุนต่ำ ความเสี่ยงที่ตามมาไม่ได้อยู่แค่ที่งานของแบรนด์เอง แต่อยู่ที่การถูกปลอมแปลงโดยบุคคลที่สาม ซึ่งผู้บริโภคจะย้อนกลับมาถามแบรนด์เป็นที่แรก เสียงสังเคราะห์ถูกนำไปใช้หลอกลวงจริงแล้วในระดับครัวเรือน อ่านกลไกและวิธีตั้งรหัสยืนยันตัวตนในครอบครัวได้ใน[Grandparent Scam เสียงลูกหลานโทรขอเงินด่วน ตั้งรหัสลับในบ้าน](https://phygital.co.th/insights/grandparent-scam-ai-voice-clone-thailand)

สิ่งที่แบรนด์ทำได้ล่วงหน้ามีสามอย่าง หนึ่งคือกำหนดไว้ว่าช่องทางใดเป็นช่องทางทางการและประกาศให้ลูกค้ารู้ล่วงหน้า สองคือเก็บไฟล์ต้นฉบับของงานที่เผยแพร่ไว้พร้อมวันเวลา เพื่อให้พิสูจน์ได้ว่าชิ้นไหนมาจากแบรนด์จริง สามคือเขียนไว้ในสัญญาว่าคู่ค้าต้องแจ้งเมื่อใช้เสียงหรือภาพสังเคราะห์แทนบุคคลจริง เพราะเรื่องนี้กระทบทั้งสิทธิของผู้ถูกนำภาพหรือเสียงไปใช้ และความเชื่อถือของผู้บริโภค

## สิ่งที่ผู้ว่าจ้างขอดูได้ก่อนเซ็นสัญญา

หกข้อนี้ขอดูได้ในขั้นเจรจา ไม่ต้องรอให้เริ่มงาน และทุกข้อตอบได้ด้วยเอกสารที่มีอยู่แล้วถ้าคู่ค้าทำงานตามที่บอก

1. **ตัวเลขก่อนและหลังของงานที่เคยทำ พร้อมช่วงเวลาที่วัด** ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ลอยที่ไม่มีฐาน ข้อนี้คือข้อที่แยกคำบรรยายออกจากผลงาน
2. **เอกสารระบุว่าขั้นตอนใดใช้เครื่องช่วย และใครรับรองก่อนเผยแพร่** เพื่อให้รู้ว่าความรับผิดชอบหยุดอยู่ที่ใครเมื่อมีข้อผิดพลาด
3. **วิธีที่ใช้ตรวจว่าข้อความไม่ผิดข้อกำหนดของหมวดสินค้า** โดยเฉพาะธุรกิจในหมวดที่มีประกาศเฉพาะควบคุมถ้อยคำในงานโฆษณา
4. **ที่มาของตัวเลขทุกตัวในรายงาน** ว่ามาจากเครื่องมือชุดใด วัดที่หน้าไหน และนับซ้ำกันหรือไม่เมื่อรวมหลายช่องทาง
5. **สิทธิในไฟล์ต้นฉบับและข้อมูลลูกค้าเมื่อเลิกสัญญา** รวมถึงรูปแบบไฟล์ที่จะได้รับคืนและระยะเวลาส่งมอบ
6. **รายการงานที่คู่ค้าไม่รับทำ** ข้อนี้บอกขอบเขตจริงได้ตรงกว่ารายการบริการที่รับทำ เพราะรายการหลังมักเขียนให้กว้างไว้ก่อน

ข้อที่สี่กับข้อที่ห้ามักถูกมองข้ามในขั้นเจรจา แล้วกลายเป็นข้อพิพาทตอนเปลี่ยนคู่ค้า เพราะทั้งสองข้อเป็นเรื่องที่ตกลงตอนเริ่มมีต้นทุนเป็นการคุยกัน แต่ตกลงตอนจบมีต้นทุนเป็นงานที่ต้องทำใหม่

### ขอดูผลงานย้อนหลังแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ควรดูอะไรเพิ่ม

ดูว่าคู่ค้าอธิบายงานที่ผลไม่เป็นไปตามเป้าได้หรือไม่ ผลงานที่นำมาเสนอย่อมเป็นงานที่ผลออกมาดี สิ่งที่แยกทีมที่ทำงานเป็นระบบออกจากทีมที่โชคดีคือคำอธิบายว่าครั้งที่ไม่สำเร็จเกิดจากอะไร แก้อย่างไร และเปลี่ยนวิธีทำงานตามมาหรือไม่

## ข้อจำกัดของเครื่องมือที่ต้องคิดเผื่อไว้ในแผนงาน

ห้าข้อต่อไปนี้เป็นลักษณะของเครื่องมือกลุ่มนี้โดยตัวมันเอง การวางแผนโดยรู้ข้อจำกัดไว้ก่อนช่วยให้ตั้งงบและตารางเวลาได้ตรงกว่า

* **ผลลัพธ์ไม่คงที่แม้โจทย์เดิม** การรันซ้ำด้วยคำสั่งเดียวกันอาจได้ผลต่างกัน ทำให้การรับประกันหน้าตาชิ้นงานล่วงหน้าทำได้ยากกว่างานที่คนทำ
* **ข้อมูลที่ระบบอ้างอิงอาจไม่ใช่ฉบับปัจจุบัน** โดยเฉพาะประกาศและอัตราที่มีการแก้ไข จึงต้องเปิดต้นทางเทียบทุกครั้งที่ตัวเลขมีผลต่อการตัดสินใจ
* **ความถูกต้องตรวจได้ยากที่สุดในเรื่องที่ผู้ตรวจไม่รู้มาก่อน** ข้อความที่อ่านลื่นและมีรายละเอียดครบมักถูกเชื่อโดยไม่มีใครเปิดต้นทาง
* **คุณภาพขึ้นกับความชัดของโจทย์มากกว่าตัวเครื่องมือ** ธุรกิจที่ยังไม่มีข้อมูลลูกค้าของตัวเองหรือยังไม่นิยามความสำเร็จไว้ จะได้ผลไม่ต่างจากเดิมไม่ว่าใช้เครื่องมือใด
* **การประหยัดเวลาไม่ได้แปลว่าประหยัดต้นทุนรวมทันที** เวลาที่ประหยัดได้ในขั้นผลิตมักย้ายไปเพิ่มในขั้นตรวจและขั้นแก้ ซึ่งเป็นขั้นที่ต้องใช้คนที่มีประสบการณ์มากกว่า

## ยังไม่มีงบจ้างเอเจนซี เริ่มจากอะไรได้บ้าง

สามอย่างนี้ทำได้ด้วยทีมที่มีอยู่และไม่ต้องซื้อเครื่องมือเพิ่ม

* **บันทึกตัวเลขชุดเดิมไว้หนึ่งรอบก่อนเปลี่ยนวิธีทำงาน** เพื่อให้มีค่าตั้งต้นไว้เทียบ ข้อนี้คือข้อที่ทำให้คำถามว่าได้ผลหรือไม่มีคำตอบ
* **เขียนไว้ว่าใครเป็นผู้รับรองงานก่อนเผยแพร่** แม้ทีมจะมีสองคน การระบุตัวผู้รับรองทำให้ข้อผิดพลาดมีเจ้าของและถูกแก้ที่ต้นเหตุ
* **เก็บคำถามที่ลูกค้าถามจริงไว้เป็นรายการ** แล้วใช้เป็นโจทย์ของเนื้อหา เพราะคำถามที่มาจากลูกค้าจริงคือสิ่งที่ระบบค้นหาหยิบไปตอบได้ตรงกว่าหัวข้อที่คิดเอง

ธุรกิจที่ขายสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีจะเห็นผลของการทำสามข้อนี้เร็วกว่ากลุ่มอื่น เพราะลูกค้ากลุ่มนั้นค้นหาเชิงเปรียบเทียบก่อนซื้อเป็นปกติ อ่านต่อได้ใน[การตลาดแกดเจ็ต Early Adopter เครื่องไร้สายต้องผ่าน กสทช.](https://phygital.co.th/insights/tech-gadget-marketing-thailand-early-adopter-ai)

## สรุป

อนาคตวงการโฆษณาไม่ได้ตัดสินกันที่ใครใช้เครื่องมือก่อน เพราะผลสำรวจของเนคเทคชี้ว่าองค์กรไทยใช้ AI แล้ว 53.7% แต่มีเพียง 13.6% ที่วัดผลแล้วพบผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน สิ่งที่แยกผลลัพธ์ออกจากกันจึงเป็นการวัดผลและการระบุผู้รับผิดชอบ ซึ่งตรงกับมิติธรรมาภิบาลที่ได้คะแนนต่ำที่สุดในผลสำรวจเดียวกัน ฝั่งกติกา มาตรา 50 ของกฎหมายปัญญาประดิษฐ์สหภาพยุโรปกำหนดให้ทำเครื่องหมายเนื้อหาสังเคราะห์ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ ส่วนนโยบายสแปมของ Google ยึดคุณค่าต่อผู้อ่านเป็นเกณฑ์แทนวิธีผลิต ทั้งสองชุดชี้ไปทางเดียวกันคือความรับผิดชอบยังอยู่กับคน

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ธุรกิจที่ใช้เครื่องมือเองอยู่แล้ว ยังต้องจ้างเอเจนซีอยู่ไหม

ขึ้นอยู่กับว่าติดขัดที่ขั้นผลิตหรือขั้นตัดสินใจ ถ้าติดที่การผลิตไม่ทัน การใช้เครื่องมือเองแก้ได้จริง แต่ถ้าติดที่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง หรือวัดผลแล้วอ่านไม่ออก การเพิ่มความเร็วในการผลิตจะทำให้ได้งานผิดทางเร็วขึ้นเท่านั้น

### ควรเขียนอะไรเพิ่มในสัญญาเมื่อคู่ค้าบอกว่าใช้ AI ในการทำงาน

อย่างน้อยสามข้อ คือขั้นตอนใดใช้เครื่องช่วยและใครรับรองก่อนเผยแพร่ ข้อผูกพันว่าต้องแจ้งเมื่อใช้เสียงหรือภาพสังเคราะห์แทนบุคคลจริง และสิทธิในไฟล์ต้นฉบับกับข้อมูลลูกค้าเมื่อเลิกสัญญา สามข้อนี้ครอบคลุมทั้งความรับผิดชอบและการย้ายผู้ให้บริการ

### ตำแหน่งงานในเอเจนซีจะหายไปไหม

สิ่งที่เปลี่ยนคือสัดส่วนเวลาในแต่ละตำแหน่ง มากกว่าการหายไปของตำแหน่ง เวลาที่เคยใช้กับการผลิตซ้ำลดลง และเวลาที่ใช้กับการตรวจสอบ การตั้งโจทย์ และการอธิบายผลเพิ่มขึ้น ทีมที่ปรับได้เร็วคือทีมที่บันทึกวิธีทำงานของตัวเองไว้เป็นเอกสาร เพราะมีสิ่งให้ปรับ

### กิจการเล็กควรลงทุนกับเครื่องมือก่อน หรือกับข้อมูลของกิจการเองก่อน

ลงทุนกับข้อมูลก่อน เพราะผลสำรวจของเนคเทคชี้ว่ามิติที่องค์กรไทยพร้อมที่สุดคือข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ธรรมาภิบาลต่ำที่สุด กิจการที่มีรายชื่อลูกค้าและประวัติการซื้อในมือจึงได้ประโยชน์จากเครื่องมือเร็วกว่ากิจการที่ซื้อเครื่องมือครบแต่ยังต้องพึ่งข้อมูลจากแพลตฟอร์มอื่นทั้งหมด

### จะรู้ได้อย่างไรว่าคำบรรยายผลงานของคู่ค้าเป็นตัวเลขจริง

ขอสามอย่างประกอบกัน คือช่วงเวลาที่วัด ค่าตั้งต้นก่อนเริ่มงาน และชื่อเครื่องมือที่ใช้วัด ตัวเลขที่บอกเฉพาะเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นโดยไม่มีสามอย่างนี้ ตีความได้หลายทางเกินกว่าจะใช้เปรียบเทียบระหว่างผู้เสนอ

### เนื้อหาที่ร่างด้วยเครื่องมือจะทำให้อันดับการค้นหาตกหรือไม่

เอกสารของ Google ยึดคุณค่าที่ผู้อ่านได้รับเป็นเกณฑ์ ไม่ได้ยึดวิธีผลิต สิ่งที่เข้าข่ายการละเมิดคือการผลิตหน้าจำนวนมากเพื่อดันอันดับโดยไม่เพิ่มคุณค่า ดังนั้นความเสี่ยงจึงอยู่ที่ปริมาณและความซ้ำ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ร่างฉบับแรก

## แผนการตลาดที่บอกได้ว่าวัดอะไร และใครรับรองก่อนเผยแพร่

บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด ระบุไว้ในเอกสารส่งมอบทุกงานว่าขั้นตอนใดใช้เครื่องช่วย ตัวเลขในรายงานมาจากเครื่องมือชุดใด และใครเป็นผู้รับรองก่อนเผยแพร่ เพื่อให้ธุรกิจเปรียบเทียบข้อเสนอและตัดสินใจต่อบนเอกสารจริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
