# แนว Fantasy ทำเรื่องเหนือจริงให้คนยอมเชื่อ ด้วยอารมณ์ที่จริง

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/fantasy-movie-genre-brand-video-guide · เผยแพร่ 29 พฤศจิกายน 2566 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Coleridge เขียนไว้ปี 1817 ว่าเรื่องเหนือธรรมชาติได้ความเชื่อชั่วขณะจากผู้อ่านเมื่ออารมณ์ของตัวละครสมจริง บทนี้แปลงหลักนี้เป็นวิธีทำมาสคอตและโลกแฟนตาซีของแบรนด์

## Key Takeaways

- **วลี willing suspension of disbelief มาจาก Biographia Literaria บทที่ 14 ของ Samuel Taylor Coleridge** — ประโยคเต็มวางเงื่อนไขไว้ก่อนวลีนี้ คือเรื่องเหนือธรรมชาติต้องมี "a human interest and a semblance of truth" ผู้อ่านจึงยอมพักความไม่เชื่อไว้ชั่วขณะ
- **Coleridge กับ Wordsworth แบ่งงานกันคนละทิศ** — Coleridge เขียนตัวละครและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติให้มีอารมณ์ที่สมจริง ส่วน Wordsworth ทำเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันให้รู้สึกคล้ายเหนือธรรมชาติ
- **มาสคอตและโลกแฟนตาซีของแบรนด์ใช้สองทิศนี้ได้ตรง ๆ** — ตัวละครจะเหนือจริงแค่ไหนก็ได้ ถ้าปฏิกิริยาของคนในเรื่องตรงกับที่คนจริงจะรู้สึก และแบรนด์งบน้อยเลือกทางของ Wordsworth ได้ คือทำให้สินค้าธรรมดาดูน่าอัศจรรย์ด้วยแสงและการจ้องมองแทนการสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่

ทีมที่ใช้มาสคอต ตัวละครพูดได้ หรือโลกแฟนตาซีในวิดีโอของแบรนด์ ต้องทำให้คนดูยอมเชื่อเรื่องที่รู้อยู่แล้วว่าไม่จริง บทนี้ตอบว่าหนัง Fantasy คืออะไรจากประโยคเต็มของ Coleridge ซึ่งบอกว่าผู้อ่านยอมเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติภายใต้เงื่อนไขอะไร แล้วนำเงื่อนไขนั้นไปใช้กับงานของแบรนด์

"that willing suspension of disbelief for the moment, which constitutes poetic faith" คือท่อนท้ายของประโยคเรื่องการเชื่อเรื่องแต่งที่คนรู้จักกันดี ประโยคนี้อยู่ในบทที่ 14 ของ Biographia Literaria ที่ Samuel Taylor Coleridge ตีพิมพ์ในลอนดอนเมื่อ 1817 ข้อความเต็มเปิดอ่านได้ฟรีใน [Project Gutenberg](https://www.gutenberg.org/ebooks/6081) และสำเนาฉบับพิมพ์ครั้งแรกจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์อยู่ใน [Internet Archive](https://archive.org/details/cu31924102776535)

## ประโยคเต็มของ Coleridge วางเงื่อนไขอะไรไว้

Coleridge ไม่ได้บอกว่าผู้อ่านพร้อมเชื่อทุกเรื่องแต่ง เขาเขียนว่างานของเขาจะให้ตัวละครเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ หรืออย่างน้อยก็เป็นแนวจินตนิยม (romantic) แต่ต้องดึง "ความสนใจแบบมนุษย์และเค้าของความจริง" จากธรรมชาติภายในของคนเข้ามาใส่ ผู้อ่านจึงจะยอมพักความไม่เชื่อให้เงาของจินตนาการเหล่านั้น

### เงื่อนไขที่ Coleridge ตั้งไว้มีอะไรบ้าง

มีสองชั้น ชั้นแรกอยู่ในประโยคที่มีวลีดัง คือ human interest กับ semblance of truth ชั้นที่สองอยู่ในย่อหน้าก่อนหน้า ซึ่งเขาเขียนว่าความยอดเยี่ยมของงานแบบนี้อยู่ที่ "the dramatic truth of such emotions, as would naturally accompany such situations, supposing them real" แปลว่าอารมณ์ของตัวละครต้องเป็นอารมณ์ที่คนจริงจะรู้สึก ถ้าสถานการณ์เหนือธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นจริง

### คำว่า willing กับ for the moment สำคัญอย่างไร

สองคำนี้บอกว่าผู้อ่านเป็นฝ่ายเลือก และเลือกเพียงชั่วขณะ Coleridge ไม่ได้เขียนว่างานที่ดีทำให้ผู้อ่านหลงเชื่อ แต่เขียนว่าผู้อ่านเต็มใจพักความไม่เชื่อไว้ระหว่างอ่าน สำหรับงานของแบรนด์ ผู้ชมรู้ตลอดว่ามาสคอตพูดไม่ได้ในชีวิตจริง ความเชื่อที่ได้จึงเป็นความร่วมมือของผู้ชม ไม่ใช่การหลอก และผู้ชมถอนความร่วมมือนั้นได้ทุกเมื่อ

### ทำไม Coleridge เรียกตัวละครเหล่านี้ว่า shadows of imagination

ในประโยคเดียวกัน Coleridge เรียกตัวละครเหนือธรรมชาติว่า "shadows of imagination" หรือเงาของจินตนาการ คำนี้บอกสถานะของตัวละครตรง ๆ ว่าเป็นเงา ไม่มีเนื้อ และสิ่งที่ทำให้เงามีน้ำหนักพอให้ผู้อ่านเชื่อคือความสนใจแบบมนุษย์ที่นักเขียนใส่เข้าไป สำหรับทีมที่ออกแบบตัวละครของแบรนด์ คำนี้เตือนว่าหน้าตาของตัวละครเป็นแค่เงา ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่ามันรู้สึกอะไร

## งานที่ Coleridge กับ Wordsworth แบ่งกันทำ

Coleridge เล่าว่าในปีแรกที่เขากับ William Wordsworth เป็นเพื่อนบ้านกัน ทั้งสองคุยกันบ่อยเรื่องสองขั้วของกวีนิพนธ์ คือพลังที่ทำให้ผู้อ่านเห็นใจด้วยความซื่อตรงต่อธรรมชาติ กับพลังที่ให้ความแปลกใหม่ด้วยสีสันของจินตนาการ แล้วตกลงแต่งกลอนเป็นชุดที่แบ่งเป็นสองแบบ และชุดนี้คือ Lyrical Ballads

|                                    | ฝั่ง Coleridge                        | ฝั่ง Wordsworth                                        |
| ---------------------------------- | ------------------------------------- | ------------------------------------------------------ |
| วัตถุดิบ                           | ตัวละครและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ | เรื่องในชีวิตประจำวันที่พบได้ในทุกหมู่บ้าน   |
| เป้าหมาย                          | ให้อารมณ์ของตัวละครสมจริง        | ให้สิ่งธรรมดาดูใหม่ จนรู้สึกคล้ายเหนือธรรมชาติ |
| ศัตรูที่ต้องเอาชนะ              | ความไม่เชื่อของผู้อ่าน           | ความเคยชินที่ทำให้คน "มีตาแต่ไม่เห็น"          |
| งานที่ Coleridge ยกเป็นตัวอย่าง | The Ancient Mariner                   | บทกลอนของ Wordsworth ในชุดเดียวกัน                  |

### แสงจันทร์บนทิวทัศน์ที่คุ้นตาเกี่ยวอะไรกับสองแบบนี้

Coleridge เขียนว่าเสน่ห์ฉับพลันของแสงกับเงาจากแสงจันทร์หรือแสงอาทิตย์ตกบนภูมิทัศน์ที่คุ้นตา แสดงให้เห็นว่าสองพลังนี้รวมกันได้ ภาพเดิมที่เห็นทุกวันยังเป็นของจริงทั้งหมด แต่แสงทำให้ดูใหม่ ตัวอย่างนี้บอกว่าความรู้สึกมหัศจรรย์ไม่จำเป็นต้องมาจากสิ่งมีชีวิตในตำนาน บางครั้งมาจากการจัดแสงให้คนมองสิ่งเดิมด้วยสายตาใหม่

### ใครทำได้ตามแผนมากกว่ากัน

Coleridge ยอมรับเองว่า Wordsworth ขยันกว่าและแต่งได้มากกว่ามาก งานของ Coleridge ในชุดนั้นจึงดูเป็นส่วนแทรกที่ไม่เข้าพวกมากกว่าจะเป็นอีกครึ่งที่สมดุล เขาเขียนว่ากำลังเตรียมกลอนเรื่องอื่นที่น่าจะใกล้อุดมคติของเขามากกว่า The Ancient Mariner แต่ชุดที่พิมพ์ออกมาเป็นงานของ Wordsworth เสียส่วนใหญ่ แม้แต่คนที่วางแผนสองขั้วเองก็ทำฝั่งเหนือธรรมชาติได้น้อยกว่าที่ตั้งใจ

## แนว Fantasy คืออะไรเมื่ออ่านจาก Coleridge

หนัง Fantasy คือแนวที่สร้างตัวละคร เหตุการณ์ หรือโลกที่เหนือธรรมชาติ แล้วขอให้ผู้ชมเชื่อตามชั่วขณะ Coleridge ให้เกณฑ์ที่ใช้ได้กับแนวนี้ทั้งแนว คือสิ่งที่เหนือจริงคือเปลือก ส่วนที่ต้องจริงคืออารมณ์ของคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น

### Fantasy ต่างจาก Sci-Fi ตรงไหน

แนว Sci-Fi ขยายวิทยาศาสตร์ที่ผู้ชมตรวจได้ จึงมีคนออกมาชี้ได้ว่าส่วนไหนผิดหลักฟิสิกส์ ดังที่บท[แนว Sci-Fi](https://phygital.co.th/insights/sci-fi-movie-genre-brand-video-guide) เล่าถึงวิธีที่ NASA อธิบายหนังเรื่องหนึ่ง ส่วน Fantasy ไม่ได้อ้างว่าเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ต้น ผู้ชมไม่ได้ตรวจความถูกต้องของเวทมนตร์ แต่ตรวจว่าคนในเรื่องรู้สึกและตอบสนองเหมือนคนจริงไหม

### ทำไมผู้ชมยอมเชื่อตัวละครที่เป็นไปไม่ได้

ตามเกณฑ์ของ Coleridge ผู้ชมไม่ได้เชื่อว่าตัวละครมีจริง แต่เชื่ออารมณ์ที่ตัวละครทำให้เกิด ความกลัว ความรัก หรือความเศร้าที่ตรงกับประสบการณ์ของผู้ชมเองคือสะพาน ถ้าตัวละครที่เพิ่งเจอมังกรตอบสนองแบบไม่ใส่ใจ ผู้ชมจะรู้สึกได้ทันทีว่าไม่มีใครในโลกจริงทำแบบนั้น ข้อสังเกตนี้เป็นการนำเกณฑ์ของ Coleridge มาใช้ ไม่ใช่ข้อความที่เขาเขียนไว้เอง

## มาสคอตและโลกแฟนตาซีของแบรนด์

มาสคอตคือตัวละครเหนือจริงที่แบรนด์ใช้บ่อยที่สุด สัตว์พูดได้ ผลไม้มีหน้า หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีอยู่จริง ทั้งหมดอยู่ฝั่ง Coleridge และต้องผ่านเกณฑ์เดียวกัน คือปฏิกิริยาของมาสคอตและคนรอบตัวต้องสมจริงแม้ตัวมาสคอตจะเป็นไปไม่ได้

1. **เขียนอารมณ์ก่อนหน้าตา** ระบุว่ามาสคอตรู้สึกอะไรในแต่ละสถานการณ์ และคนจริงในสถานการณ์เดียวกันจะตอบสนองอย่างไร ก่อนเริ่มออกแบบรูปร่าง
2. **ทดสอบด้วยคำถาม supposing them real** ถ้าเหตุการณ์ในโฆษณาเกิดขึ้นจริง คนในฉากจะทำแบบที่เขียนไว้ไหม ถ้าไม่ ให้แก้บทก่อนแก้ภาพ
3. **เลือกทางของ Wordsworth เมื่องบจำกัด** ไม่สร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ แต่จัดแสงและมุมให้สินค้าหรือร้านที่ลูกค้าเห็นทุกวันดูใหม่

### มาสคอตที่คนไม่เชื่อขาดอะไร

ตามเกณฑ์ของ Coleridge มักขาดความจริงทางอารมณ์ ไม่ได้ขาดความสมจริงทางรูปร่าง มาสคอตที่ยิ้มเท่ากันในทุกสถานการณ์ ทั้งตอนสินค้าหมดและตอนลูกค้าผิดหวัง ให้อารมณ์ที่ไม่มีคนจริงคนไหนรู้สึก ผู้ชมจึงถอนความเชื่อชั่วขณะที่ให้ไว้ การออกแบบท่าทางและสีหน้าหลายแบบให้ตรงกับหลายสถานการณ์จึงสำคัญพอ ๆ กับการออกแบบตัวหลัก

### แบรนด์เล็กควรเลือกฝั่งไหน

ฝั่ง Wordsworth ใช้งบน้อยกว่า เพราะใช้ของจริงที่มีอยู่แล้ว เช่น ถ่ายหน้าร้านตอนแสงเย็นหรือกลางคืน ถ่ายขนมที่ทำทุกวันด้วยแสงที่ลูกค้าไม่เคยเห็น โดยไม่ต้องออกแบบตัวละคร ปั้นโมเดล หรือทำแอนิเมชัน ฝั่ง Coleridge เหมาะเมื่อแบรนด์ต้องการตัวละครที่ใช้ซ้ำได้ยาวหลายปี เพราะค่าออกแบบครั้งแรกจะเฉลี่ยไปกับงานทุกชิ้นหลังจากนั้น

### ตัวละครที่ต้องใช้ในขนาดเล็กต้องคิดอะไรเพิ่ม

มาสคอตของแบรนด์ไม่ได้อยู่แค่ในวิดีโอ แต่อยู่บนสติกเกอร์ ไอคอน และบรรจุภัณฑ์ อารมณ์ของตัวละครจึงต้องอ่านออกแม้ภาพเล็กมาก ถ้าสีหน้าที่ต่างกันเห็นได้เฉพาะในภาพใหญ่ ผู้ชมที่เห็นบนหน้าจอโทรศัพท์จะได้มาสคอตที่มีอารมณ์เดียว วิธีออกแบบให้อ่านออกในขนาดเล็กอยู่ใน[ออกแบบมาสคอตและสติกเกอร์ไลน์ ให้อ่านออกในขนาดเล็ก](https://phygital.co.th/insights/mascot-line-sticker-design-agency)

## ขอบเขตของการนำไปใช้

Coleridge เขียนถึงกวีนิพนธ์ ไม่ได้เขียนถึงหนังหรือโฆษณา การนำเกณฑ์ของเขามาใช้กับมาสคอตและวิดีโอในบทนี้เป็นการตีความของฟิจิทัล และ Biographia Literaria เป็นหนังสือที่ผู้เขียนเล่าชีวิตและความคิดของตัวเอง ไม่ใช่งานวิจัยที่ทดสอบว่าผู้อ่านเชื่อเพราะอะไร

### ทำไมบทนี้ไม่ใช้งานวิจัยเรื่องการเชื่อเรื่องแต่ง

บท 370 และ 371 ในซีรีส์นี้ใช้งานวิจัยที่วัดชีพจรและการตอบสนองของร่างกาย บทนี้เลือกเอกสารชั้นต้นที่เป็นที่มาของวลี เพราะเมื่อยกเฉพาะวลีมาอ้าง เงื่อนไขที่อยู่ก่อนหน้าในประโยคเดียวกันจะหายไป ผู้ที่ต้องการหลักฐานเชิงทดลองควรค้นงานวิจัยด้านจิตวิทยาสื่อแยกต่างหาก

### Coleridge พูดถึงภาษาของกลอนด้วยไหม

พูด และเป็นประเด็นที่ยาวกว่าเรื่องเหนือธรรมชาติมาก บทที่ 14 เล่าต่อว่าคำนำของ Wordsworth ในการพิมพ์ครั้งที่สองของ Lyrical Ballads ซึ่งสนับสนุนการใช้ภาษาชีวิตจริงในกลอน ก่อให้เกิดข้อถกเถียงยาวนานและรุนแรง Coleridge เขียนว่าคำว่า language of real life เป็นถ้อยคำที่กำกวม บทนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดส่วนนั้น เพราะไม่เกี่ยวกับการทำให้ผู้ชมเชื่อเรื่องเหนือจริง

## บรีฟมาสคอตด้วยตารางอารมณ์

ก่อนสั่งออกแบบมาสคอตหรือเขียนบทโฆษณาแนวแฟนตาซี ให้เขียนตารางสั้น ๆ สามคอลัมน์ คือสถานการณ์ที่ลูกค้าเจอจริง อารมณ์ของลูกค้าในสถานการณ์นั้น และปฏิกิริยาของตัวละครที่ตอบรับอารมณ์นั้น ใช้ตารางนี้เป็นบรีฟให้นักออกแบบ แล้วตรวจงานร่างทุกชิ้นด้วยคำถามของ Coleridge ว่าถ้าเกิดขึ้นจริง คนจะรู้สึกแบบนี้ไหม

| สถานการณ์ของลูกค้า           | อารมณ์ที่ลูกค้ามี                   | ปฏิกิริยาของตัวละครที่รับอารมณ์นั้น                                    |
| ------------------------------ | -------------------------------------- | ----------------------------------------------------------------------------- |
| รอคิวนานช่วงพักเที่ยง     | หิว หงุดหงิด กลัวกลับไปทำงานไม่ทัน | รู้ว่าลูกค้ารีบ บอกเวลารอที่เหลือ ไม่ยิ้มกว้างเหมือนตอนร้านว่าง  |
| ได้ของขวัญที่ซื้อจากร้าน | ตื่นเต้น อยากแกะดู                  | ตื่นเต้นไปด้วย แต่ไม่แย่งซีนคนที่เป็นเจ้าของของขวัญ               |
| สินค้าที่ตั้งใจมาซื้อหมด  | ผิดหวัง                               | ขอโทษและบอกวันที่ของจะเข้า แทนการเต้นรำหรือส่งยิ้มเหมือนทุกฉาก |

ตารางตัวอย่างนี้ฟิจิทัลเขียนขึ้นเพื่ออธิบายวิธีใช้ ไม่ได้มาจากงานของแบรนด์ใด

เมื่อตัวละครต้องเคลื่อนไหวบนจอ บท[แนว Animation](https://phygital.co.th/insights/animation-genre-brand-video-guide) ในซีรีส์เดียวกันว่าด้วยการเล่าเรื่องที่ไม่ผูกกับความสมจริงของภาพ ส่วนบทถัดไปคือ[แนว Documentary](https://phygital.co.th/insights/documentary-movie-genre-brand-video-guide) ที่เดินกลับฝั่งตรงข้าม คือใช้ภาพของจริงเล่าเรื่อง

## สรุป

หนัง Fantasy สร้างสิ่งเหนือธรรมชาติแล้วขอความเชื่อชั่วขณะจากผู้ชม Coleridge เขียนไว้ใน Biographia Literaria บทที่ 14 ว่าความเชื่อนั้นได้มาเมื่อเรื่องเหนือจริงมีความสนใจแบบมนุษย์และอารมณ์ที่คนจริงจะรู้สึก ส่วน Wordsworth เดินทางตรงข้าม คือทำสิ่งธรรมดาให้ดูน่าอัศจรรย์ แบรนด์ที่ใช้มาสคอตควรเขียนอารมณ์ของตัวละครก่อนออกแบบหน้าตา และแบรนด์งบน้อยเลือกทางของ Wordsworth ได้

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### อธิบายแนว Fantasy ให้จบในประโยคเดียวได้ไหม

คือแนวที่สร้างตัวละครหรือโลกเหนือธรรมชาติ แล้วขอให้ผู้ชมเชื่อตามชั่วขณะ โดยความเชื่อนั้นมาจากอารมณ์ของตัวละครที่สมจริง ไม่ได้มาจากความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์

### ใครเป็นคนแรกที่ใช้วลี willing suspension of disbelief

วลีที่คนยกมาอ้างกันมาจาก Biographia Literaria บทที่ 14 ของ Samuel Taylor Coleridge ฉบับพิมพ์ลอนดอน 1817 บทนี้อ้างจากข้อความในหนังสือเล่มนั้นโดยตรง และไม่ได้ตรวจว่ามีผู้ใช้วลีคล้ายกันก่อนหน้าหรือไม่

### แบรนด์ที่ไม่มีมาสคอตทำวิดีโอแนวแฟนตาซีได้ไหม

ได้ ทางของ Wordsworth ใช้สินค้า ร้าน หรือพนักงานจริงที่มีอยู่แล้ว แล้วทำให้ดูใหม่ด้วยแสง มุม และจังหวะภาพ ผู้ชมรู้สึกมหัศจรรย์จากการเห็นของเดิมในแบบที่ไม่เคยเห็น โดยแบรนด์ไม่ต้องสร้างตัวละครขึ้นใหม่

### โฆษณาแฟนตาซีสำหรับเด็กต้องระวังอะไร

ควรตรวจว่าตัวละครเหนือจริงไม่ได้ทำให้สินค้าดูทำได้มากกว่าที่ทำได้จริง และแยกฉากจินตนาการออกจากฉากที่แสดงการใช้สินค้าให้ชัด บทนี้ไม่ได้ตรวจกฎหมายเฉพาะเรื่องการโฆษณาต่อเด็ก ธุรกิจควรตรวจข้อกำหนดนั้นก่อนเผยแพร่

### ใช้ตัวละครจากนิทานพื้นบ้านหรือความเชื่อท้องถิ่นเป็นมาสคอตได้ไหม

ทำได้ แต่ต้องระวังความหมายที่ตัวละครนั้นมีต่อชุมชน ตัวละครที่เกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนาหรือสิ่งที่คนเคารพไม่ควรถูกใช้ในเชิงล้อเลียนหรือขายของแบบลดคุณค่า ควรถามคนในชุมชนนั้นก่อนออกแบบ

## มาสคอตยิ้มแบบเดียวในทุกสถานการณ์ คนดูเลิกเชื่อตั้งแต่ฉากแรกที่ลูกค้าผิดหวัง

PHYGITAL AGENCY เขียนอารมณ์และปฏิกิริยาของตัวละครจากสถานการณ์จริงของลูกค้า แล้วออกแบบมาสคอตให้แสดงอารมณ์เหล่านั้นได้ทั้งในวิดีโอและในภาพขนาดเล็ก

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
