# กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หักจริง 1 ต.ค. 2569 หลังเลื่อนหนึ่งปี

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/employee-welfare-fund-employer-checklist · เผยแพร่ 31 พฤษภาคม 2569 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

กฎกระทรวงปี 2568 ยกเลิกฉบับ 2567 และเลื่อนการหักเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไปเริ่ม 1 ตุลาคม 2569 ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง นายจ้างต้องเตรียมอะไรบ้าง

## Key Takeaways

- **กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ลงราชกิจจานุเบกษา 15 กันยายน 2568 และใช้บังคับ 1 ตุลาคม 2569** — ฉบับนี้ยกเลิกกฎกระทรวงเรื่องเดียวกันฉบับปี 2567 เพื่อให้ตรงกับพระราชกฤษฎีกาที่เลื่อนวันเริ่มเก็บเงินจาก 1 ตุลาคม 2568 ออกไปหนึ่งปี
- **ช่วง 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างและนายจ้างจ่ายฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง** — แล้วเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5% ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ลูกจ้างเงินเดือน 20,000 บาทจึงมีเงินเข้ากองทุนเดือนละ 100 บาท แบ่งเป็นส่วนที่หักจากค่าจ้าง 50 บาท และส่วนที่นายจ้างจ่ายเพิ่ม 50 บาท
- **มาตรา 131 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานให้นายจ้างที่นำส่งช้าจ่ายเงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือน** — และห้ามอ้างว่ายังไม่ได้หักจากค่าจ้าง ต้นทุนที่แท้จริงของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ระบบเงินเดือนที่ต้องหักและนำส่งให้ถูกทุกงวด มากกว่าตัวเลขร้อยละ 0.25

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกองทุนที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ตั้งไว้ในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มาตรา 126 เขียนวัตถุประสงค์ไว้ว่าเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือตาย บทบัญญัติมีมานานแล้ว แต่การเก็บเงินจริงต้องรอกฎกระทรวงกำหนดอัตราและพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเริ่ม

วันเริ่มถูกกำหนดครั้งแรกไว้ที่ 1 ตุลาคม 2568 แล้วเลื่อนเป็น 1 ตุลาคม 2569 [กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568](https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/86102.pdf) ออกมาเพื่อรองรับการเลื่อนนั้น บทความนี้อ่านกฎกระทรวงฉบับนี้ทั้งสามหน้า ประกอบกับมาตรา 130 ถึง 133 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แล้วแปลงเป็นงานที่นายจ้างต้องทำก่อนจ่ายค่าจ้างงวดแรกของเดือนตุลาคม

## กฎกระทรวงปี 2568 เปลี่ยนอะไรจากฉบับก่อน

กฎกระทรวงฉบับนี้เปลี่ยนวันเริ่มใช้อัตรา ส่วนอัตรายังเป็นสองขั้นเหมือนเดิม ราชกิจจานุเบกษาเล่ม 142 ตอนที่ 60 ก หน้า 3 ถึง 5 ลงวันที่ 15 กันยายน 2568 ระบุสาระไว้สามข้อ

| ข้อ       | เนื้อหา                                                                                               |
| --------- | ----------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| ข้อ 1     | ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569                                                                      |
| ข้อ 2     | ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567              |
| ข้อ 3 (1) | 1 ต.ค. 2569 ถึง 30 ก.ย. 2574 เงินสะสมของลูกจ้าง 0.25% และเงินสมทบของนายจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง |
| ข้อ 3 (2) | ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เงินสะสมของลูกจ้าง 0.5% และเงินสมทบของนายจ้าง 0.5% ของค่าจ้าง            |

ส่วนท้ายสุดของราชกิจจาฯ ฉบับนี้ให้เหตุผลการออกว่าต้องปรับกฎกระทรวงฉบับ 2567 ให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ ที่เลื่อนจาก 1 ตุลาคม 2568 เป็น 1 ตุลาคม 2569 ฐานอำนาจของกฎกระทรวงคือมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 131 วรรคหนึ่งของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

### **กิจการที่เตรียมระบบไว้แล้วเมื่อปี 2568 ต้องแก้อะไร**

ต้องแก้สองจุด จุดแรกคือวันเริ่มหักในระบบเงินเดือน ถ้าตั้งไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แล้วยังไม่ได้ปิด ต้องตรวจว่าไม่ได้หักเงินลูกจ้างไปก่อนมีหน้าที่ตามกฎหมาย จุดที่สองคือวันเปลี่ยนอัตรา ซึ่งตามฉบับใหม่คือ 1 ตุลาคม 2574 ระบบที่ตั้งตามฉบับเดิมอาจตั้งวันเปลี่ยนไว้คนละวัน กิจการที่ใช้โปรแกรมเงินเดือนสำเร็จรูปควรถามผู้ให้บริการว่าอัปเดตตามกฎกระทรวงฉบับ 2568 แล้วหรือยัง แทนการสันนิษฐานว่าระบบเปลี่ยนให้เอง

## กิจการแบบไหนต้องเข้ากองทุนตามมาตรา 130

มาตรา 130 วรรคหนึ่งให้ลูกจ้างในกิจการที่จ้างคนสิบคนขึ้นไปเป็นสมาชิกกองทุน และมีสามกรณีที่ต่างออกไป

1. **กิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ** ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับ
2. **กิจการที่จัดการสงเคราะห์เอง** เมื่อลูกจ้างออกจากงานหรือตาย ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง วรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับเช่นกัน
3. **กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่าสิบคน** จะเข้าข่ายเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด ส่วนลูกจ้างที่ต้องการเป็นสมาชิกเองสมัครได้ตามระเบียบของคณะกรรมการกองทุน เมื่อนายจ้างยินยอม

มาตราเดียวกันกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นสมาชิกยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง แล้วกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนให้ เมื่อข้อมูลในแบบเปลี่ยน นายจ้างต้องแจ้งเป็นหนังสือเพื่อขอแก้ไข

> ข้อยกเว้นเรื่องการจัดสงเคราะห์เองต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งบทความนี้ไม่ได้เปิดอ่าน กิจการที่คิดว่ามีสวัสดิการเทียบเท่าอยู่แล้วควรให้ทนายด้านแรงงานเทียบสวัสดิการนั้นกับกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ก่อนสรุปว่าไม่ต้องเข้า

### **มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ต้องส่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซ้ำไหม**

ตามมาตรา 130 วรรคสอง กิจการที่นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่อยู่ภายใต้บังคับวรรคหนึ่ง คือไม่ต้องให้ลูกจ้างเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จุดที่ต้องตรวจคือกองทุนนั้นจดทะเบียนตามกฎหมายจริง และลูกจ้างที่ยังไม่ได้สมัครเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีอยู่กี่คน เพราะถ้อยคำในมาตราพูดถึงกิจการที่ "จัดให้มี" กองทุน ส่วนคำถามว่าลูกจ้างที่ไม่ได้สมัครต้องทำอย่างไร ควรส่งคำถามเป็นหนังสือถึง กสร. โดยตรง แล้วเก็บคำตอบไว้กับเอกสารของกิจการ

## เงินเข้ากองทุนเดือนละเท่าไร คิดจากค่าจ้างจริง

มาตรา 131 ให้หักเงินสะสมทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเท่ากัน ตามอัตราในกฎกระทรวง โดยกฎหมายวางเพดานไว้ไม่เกินร้อยละห้าของค่าจ้าง ตารางนี้คำนวณจากอัตราสองช่วงของกฎกระทรวงฉบับ 2568

| ค่าจ้างต่อเดือน (บาท) | 1 ต.ค. 2569-30 ก.ย. 2574 ลูกจ้าง / นายจ้าง | ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 ลูกจ้าง / นายจ้าง |
| ------------------------ | ------------------------------------------ | ------------------------------------- |
| 15,000                   | 37.50 / 37.50                              | 75 / 75                               |
| 20,000                   | 50 / 50                                    | 100 / 100                             |
| 25,000                   | 62.50 / 62.50                              | 125 / 125                             |
| 35,000                   | 87.50 / 87.50                              | 175 / 175                             |

กิจการที่มีลูกจ้าง 50 คน ค่าจ้างเฉลี่ย 18,000 บาท จ่ายเงินสมทบฝ่ายนายจ้างเดือนละ 2,250 บาทในช่วงแรก ตัวเลขนี้ไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับต้นทุนคนทั้งหมด งานที่ใช้เวลาจริงคือการตั้งระบบให้หักถูกคน ถูกฐานค่าจ้าง และนำส่งตรงกำหนดทุกงวด

### **กิจการที่จ่ายค่าจ้างสองรอบต่อเดือน ต้องหักกี่ครั้ง**

หักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ตามถ้อยคำในมาตรา 131 วรรคหนึ่ง กิจการที่จ่ายทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือนจึงต้องคำนวณเงินสะสมจากค่าจ้างของแต่ละรอบ ส่วนวิธีและกำหนดเวลานำส่งเข้ากองทุนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนกำหนดตามวรรคสี่ของมาตราเดียวกัน ฝ่ายบัญชีควรขอประกาศของคณะกรรมการฉบับปัจจุบันมาเก็บไว้ แทนการจดวันที่จากบทความหรือจากความจำ เพราะหลักเกณฑ์ระดับนี้แก้ไขได้โดยไม่ต้องออกกฎกระทรวงใหม่

## นำส่งช้าหรือไม่ครบ มาตรา 131 และ 132 ว่าอย่างไร

ความรับผิดของนายจ้างผูกกับการจ่ายค่าจ้าง ไม่ได้ผูกกับการหักเงินจริง มาตรา 131 กับ 132 วางไว้สามชั้น

1. **จ่ายค่าจ้างไม่ตรงเวลาก็ยังต้องนำส่ง** มาตรา 131 วรรคสองให้นายจ้างนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบโดยถือเสมือนว่าได้จ่ายค่าจ้างแล้ว
2. **ส่งช้าหรือไม่ครบเสียเงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือน** ของจำนวนที่ยังไม่ได้ส่ง นับจากวันที่ต้องส่ง เศษของเดือนตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปนับเป็นหนึ่งเดือน ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง และนายจ้างอ้างว่ายังไม่ได้หักหรือหักไม่ครบเพื่อพ้นความรับผิดไม่ได้
3. **พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนเป็นหนังสือ** ตามมาตรา 132 ให้นำเงินค้างมาชำระภายในไม่น้อยกว่าสามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือ ถ้าไม่รู้ค่าจ้างแน่ชัด พนักงานตรวจแรงงานประเมินเงินที่ต้องส่งเองได้

เงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือนเท่ากับปีละหกสิบเปอร์เซ็นต์แบบไม่ทบต้น ถ้ากิจการลืมตั้งระบบหกเดือนแล้วนำส่งย้อนหลังครั้งเดียว งวดแรกจะช้าหกเดือน งวดสุดท้ายช้าหนึ่งเดือน เงินเพิ่มรวมคิดได้ราว 17.5% ของยอดที่ค้างทั้งหมด

### **ลูกจ้างลาออกกลางเดือน ต้องหักจากค่าจ้างงวดสุดท้ายไหม**

ต้องหัก เพราะมาตรา 131 ให้หักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้างนับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นสมาชิก ค่าจ้างงวดสุดท้ายก็เป็นค่าจ้างที่จ่ายระหว่างเป็นสมาชิก จุดที่ต้องตรวจคือค่าจ้างงวดนี้มักจ่ายพร้อมเงินประเภทอื่น เช่น ค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ฝ่ายบัญชีต้องแยกให้ได้ว่ารายการใดเป็นค่าจ้างตามนิยามของกฎหมาย แล้วคิดเงินสะสมจากรายการนั้น ถ้าไม่แน่ใจเรื่องนิยาม ให้ถามพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ก่อนปิดงวด

## ลูกจ้างได้เงินคืนเมื่อไรตามมาตรา 133

เมื่อลูกจ้างออกจากงาน มาตรา 133 ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลของเงินนั้นให้ลูกจ้าง เงินที่นายจ้างสมทบจึงไม่ได้กลับมาที่นายจ้าง แต่ไปถึงลูกจ้างพร้อมเงินของลูกจ้างเอง

กรณีลูกจ้างตาย เงินจะจ่ายให้บุคคลที่ลูกจ้างระบุไว้เป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีกำหนด ถ้าไม่ได้ระบุ หรือผู้ที่ระบุเสียชีวิตไปก่อน ให้จ่ายแก่บุตร สามี ภรรยา บิดา มารดาที่มีชีวิตอยู่ คนละส่วนเท่ากัน และถ้าไม่มีใครเลย เงินตกเป็นของกองทุน

ข้อนี้เป็นเรื่องที่นายจ้างควรบอกลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เริ่มหัก ลูกจ้างที่เห็นรายการหักใหม่ในสลิปเงินเดือนโดยไม่มีคำอธิบายมักถามฝ่ายบุคคลก่อนถามที่อื่น และการตอบได้ว่าเงินนี้กลับไปหาใครและเมื่อไร ช่วยให้คำถามจบในรอบเดียว ส่วนเอกสารตอนจ้างคนแรก เช่น สัญญาทดลองงานและเส้น 120 วันของค่าชดเชย ดูได้จาก[จ้างพนักงานคนแรก สัญญาทดลองงานตามมาตรา 17 กับวันที่ 120](https://phygital.co.th/insights/hiring-first-employee-thailand) ก่อนกิจการจะมีลูกจ้างครบสิบคน

## งานห้าข้อก่อนงวดค่าจ้างแรกของเดือนตุลาคม

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นวันเริ่มใช้อัตรา งวดค่าจ้างแรกที่ต้องหักคืองวดแรกที่จ่ายหลังวันนั้น งานห้าข้อต่อไปนี้ควรเสร็จก่อนปิดงวด

1. **นับลูกจ้างและตรวจข้อยกเว้น** ว่ากิจการมีลูกจ้างตั้งแต่สิบคน และไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จดทะเบียนตามกฎหมาย
2. **ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง** ตามมาตรา 130 และเก็บหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนไว้กับเอกสารบริษัท
3. **ตั้งระบบเงินเดือน** ให้หัก 0.25% จากค่าจ้างทุกงวด และตั้งวันเปลี่ยนอัตราเป็น 1 ตุลาคม 2574
4. **ขอหลักเกณฑ์การนำส่งฉบับปัจจุบัน** ของคณะกรรมการกองทุน แล้วลงวันนำส่งในปฏิทินการเงินของเดือน
5. **แจ้งลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร** ว่ารายการหักใหม่คืออะไร จ่ายคืนเมื่อไร และให้ระบุผู้รับเงินกรณีตายตามแบบของอธิบดี

กิจการที่เงินสดตึงในเดือนที่เริ่มหัก ควรดูรอบรับเงินจากลูกค้าเทียบกับวันนำส่งด้วย ตามหลักที่ไล่ไว้ใน[บริหารกระแสเงินสดแบบ cash-rich ภายใต้เครดิตเทอม 45 วัน](https://phygital.co.th/insights/cash-rich-vs-profit-rich-cash-management) ส่วนภาระทางกฎหมายด้านลูกจ้างที่เริ่มคนละวันกับด้านสัญญาและข้อมูลส่วนบุคคล แยกเป็นสี่กองไว้ใน[กฎหมายธุรกิจพื้นฐาน อายุความหนี้การค้าสองปีกับห้าปี](https://phygital.co.th/insights/thai-business-law-basics-for-ceo)

## สรุป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเงินจริงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกฎกระทรวงปี 2568 ที่ยกเลิกฉบับ 2567 และเลื่อนวันเริ่มออกไปหนึ่งปี กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนและไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องหักลูกจ้าง 0.25% และสมทบอีก 0.25% ของค่าจ้างทุกงวดจนถึง 30 กันยายน 2574 แล้วขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.5% เงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือนเมื่อส่งช้าคือความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าตัวอัตรา งานที่ต้องเสร็จก่อนงวดแรกจึงเป็นการขึ้นทะเบียน ตั้งระบบเงินเดือน และแจ้งลูกจ้าง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### กิจการมีลูกจ้างเก้าคน ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม

มาตรา 130 วรรคหนึ่งใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคน ส่วนกิจการที่ต่ำกว่านั้นจะเข้าข่ายเมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนด ลูกจ้างยังสมัครเป็นสมาชิกได้เองตามระเบียบของคณะกรรมการกองทุนเมื่อนายจ้างยินยอม กิจการที่จะจ้างคนที่สิบในปีนี้ควรเตรียมระบบไว้ก่อนวันจ้าง

### อัตรา 0.25% นี้เพิ่มได้สูงสุดเท่าไร

มาตรา 131 วางเพดานไว้ไม่เกินร้อยละห้าของค่าจ้าง อัตราจริงกำหนดด้วยกฎกระทรวง ซึ่งฉบับ 2568 วางไว้สองขั้นคือ 0.25% และ 0.5% การเปลี่ยนอัตราครั้งต่อไปต้องออกกฎกระทรวงใหม่และลงราชกิจจานุเบกษา

### เงินกองทุนนี้บริหารโดยใคร

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานให้มีคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน มีผู้แทนกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย กับผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละห้าคน คณะกรรมการวางระเบียบการรับจ่ายเงินและการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน

### ถ้านายจ้างหักเงินลูกจ้างแล้วแต่ไม่นำส่ง เกิดอะไรขึ้น

นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือนของจำนวนที่ยังไม่ได้ส่ง และพนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนให้ชำระภายในเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน นอกจากนั้นยังเป็นเงินของลูกจ้างที่ถูกหักไปแล้ว ซึ่งกระทบความเชื่อใจของทีมโดยตรง

### กิจการที่มีหลายสาขาหรือหลายนิติบุคคล นับจำนวนลูกจ้างอย่างไร

มาตรา 130 ใช้คำว่ากิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคน กลุ่มที่แยกเป็นหลายนิติบุคคลควรตรวจทีละนายจ้าง และให้ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานยืนยันวิธีนับกับ กสร. ก่อนตัดสินว่านิติบุคคลใดยังไม่ต้องเข้า เพราะการนับผิดทำให้เสียเงินเพิ่มย้อนหลังได้

### ควรใส่งบเรื่องนี้ไว้ในหมวดไหน

ใส่ในต้นทุนคนต่อหัว คู่กับเงินสมทบประกันสังคม เพื่อให้ตัวเลขขยับตามจำนวนพนักงานและค่าจ้างโดยอัตโนมัติ ตัวชี้วัดการเงินที่ผู้บริหารควรเห็นทุกเดือน รวมถึงการปิดตัวเลขให้ทันกำหนดยื่นภาษี อยู่ใน[KPI การเงินที่ CEO ต้องดูทุกเดือน ปิดตัวเลขให้ทันวันยื่นภาษี](https://phygital.co.th/insights/monthly-financial-kpi-for-ceo)

## ต้นทุนคนที่เพิ่มครั้งละไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์มักหลุดจากวาระงบประมาณ จนกลายเป็นเงินเพิ่มย้อนหลัง

PHYGITAL AGENCY วินิจฉัยโครงสร้างต้นทุนพนักงานของกิจการ ไล่รายการที่เกิดจากกฎหมายแรงงานและรอบการจ่ายเงิน แล้ววางลำดับงานให้ทีมบัญชีและบุคคลปิดได้ก่อนวันที่กิจการต้องเริ่มจ่ายจริง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
