# การตลาดคนเที่ยวในประเทศ เมืองรอง 41.4% กับใบกำกับภาษี e-Tax

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/domestic-tourism-marketing-thailand-thiao-thai · เผยแพร่ 21 ตุลาคม 2568 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

KResearch คาดคนไทยเที่ยวในประเทศปี 2568 จำนวน 205 ล้านคน-ครั้ง ใช้จ่าย 1.14 ล้านล้านบาท เมืองรองได้คน 41.4% แต่รายได้ 28% ลดหย่อนภาษีสองรอบผูกกับ e-Tax

## Key Takeaways

- **ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 คนไทยเที่ยวในประเทศ 205 ล้านคน-ครั้ง โต 2.2% และใช้จ่าย 1.14 ล้านล้านบาท โต 2%** — ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 4,100 บาทต่อคนต่อครั้ง ยังต่ำกว่าปี 2562
- **เมืองรองได้สัดส่วนผู้มาเที่ยว 41.4% แต่ได้รายได้เพียงราว 28%** — เพราะคนใช้จ่ายในเมืองรองเฉลี่ย 2,800 บาทต่อคนต่อครั้ง เทียบกับราว 5,000 บาทในเมืองหลัก และคนไทยราว 51% เที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ
- **มาตรการลดหย่อนภาษีปี 2567 และ "เที่ยวดีมีคืน 2568" ผูกสิทธิไว้กับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์** — รอบปี 2568 ลดหย่อนค่าที่พักและร้านอาหารได้ไม่เกิน 20,000 บาท และได้ 1.5 เท่าเมื่อเที่ยวเมืองรอง สูงสุด 30,000 บาท

บทวิเคราะห์ไทยเที่ยวไทยปี 2568 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกเมื่อ 4 กรกฎาคม 2568 นับการเดินทางของคนไทยเป็นหน่วยคน-ครั้ง คนหนึ่งคนที่ไปเที่ยวสามทริปจึงนับเป็นสามคน-ครั้ง ตัวเลขชุดนี้แยกเมืองรองออกจากเมืองหลักทั้งด้านจำนวนและรายได้ ซึ่งเป็นสองตัวเลขที่ไม่เดินไปด้วยกัน

ช่องว่างระหว่างจำนวนคนกับรายได้ในเมืองรองคือเหตุผลที่รัฐใช้มาตรการภาษีดึงการใช้จ่ายเข้าไป และมาตรการในปี 2567 กับปี 2568 ผูกสิทธิไว้กับใบกำกับภาษีที่ออกผ่านระบบออนไลน์ของสรรพากร ส่วนต่อไปนี้เริ่มจาก[บทวิเคราะห์ไทยเที่ยวไทยปี 2568 ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย](https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Thai-Tourism-CIS3589-FB-2025-07-04.aspx) แล้วต่อด้วยเงื่อนไขของมาตรการภาษีแต่ละรอบ

## คนไทยเที่ยวในประเทศ 205 ล้านคน-ครั้ง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าทั้งปี 2568 คนไทยเที่ยวในประเทศ 205 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2.2% ชะลอลงจากปีก่อน และใช้จ่ายรวม 1.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4,100 บาทต่อคนต่อครั้ง ยังต่ำกว่าปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด

ครึ่งแรกของปี 2568 ศูนย์วิจัยประเมินว่ามีการเดินทาง 101 ล้านคน-ครั้ง โตราว 2.3% และรายได้ 574,426 ล้านบาท โต 3.5% ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจำนวนการเดินทางโตเพียง 1.4% จากเศรษฐกิจที่ชะลอ ปัจจัยการเมือง สภาพอากาศแปรปรวน และคนไทยที่หันไปเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น

บทวิเคราะห์ยังระบุว่าครึ่งแรกของปี 2568 บางจังหวัดมีคนไทยไปเที่ยวลดลง เช่นกรุงเทพฯ กระบี่ อยุธยา และจันทบุรี ปัจจัยลบที่ยกมาคือเหตุแผ่นดินไหว กำลังซื้อที่ยังอ่อนในบางกลุ่ม และการเดินทางไปต่างประเทศ ภาพรวมที่โตจึงไม่ได้แปลว่าทุกจังหวัดโตตาม

### **ไทยเที่ยวไทยปี 2568 มีกี่คน-ครั้ง**

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 คนไทยเที่ยวในประเทศ 205 ล้านคน-ครั้ง ใช้จ่ายรวม 1.14 ล้านล้านบาท ตัวเลขเป็นค่าประมาณการจากบทวิเคราะห์เมื่อกรกฎาคม 2568 ไม่ใช่ยอดจริงทั้งปี หน่วยคน-ครั้งนับทุกทริป คนที่เที่ยวบ่อยจึงถูกนับหลายครั้ง การนำไปเทียบกับจำนวนประชากรตรง ๆ จึงให้ภาพที่ผิด

### แพ็กเกจต่างประเทศราคาต่ำ

บทวิเคราะห์ยกตัวอย่างว่าแพ็กเกจเที่ยวเกาหลีใต้สี่วันสองคืนราคาต่ำสุดเฉลี่ยราว 6,000 บาท และเวียดนามราว 7,000 บาท ทำให้บางทริปต่างประเทศคุ้มกว่าเที่ยวในประเทศในสายตาผู้ซื้อ ที่พักในประเทศจึงแข่งกับตัวเลือกนอกประเทศด้วย ไม่ใช่แค่กับที่พักในจังหวัดข้างเคียง

## เมืองรองได้คนมากกว่ารายได้

ศูนย์วิจัยคาดว่าสัดส่วนคนไทยที่เที่ยวเมืองรองในปี 2568 จะขึ้นเป็น 41.4% ช่วงห้าเดือนแรกของปี 2568 สัดส่วนนี้อยู่ที่ 41.3% และจำนวนคนไทยเที่ยวเมืองรองโตขึ้น 32.3% จากห้าเดือนแรกของปี 2562 เหตุผลที่บทวิเคราะห์ยกมา คือคนอยากเลี่ยงความแออัด มองหาที่เที่ยวใหม่ เห็นรีวิวสถานที่ในสื่อสังคมออนไลน์ และการท่องเที่ยวเชิงศาสนา

หลายจังหวัดเมืองรองมีคนไทยไปเที่ยวเกินสองล้านคน เช่นสุพรรณบุรี เชียงราย สมุทรสงคราม และอุบลราชธานี มากกว่าจังหวัดท่องเที่ยวหลักบางแห่ง เช่นสงขลาที่มีราว 1.4 ล้านคน และพังงาราว 6.5 แสนคน แต่รายได้จากเมืองรองยังมีสัดส่วนเพียงราว 28% ของรายได้ไทยเที่ยวไทยทั้งหมด อีก 72% อยู่ที่เมืองหลัก

### **ทำไมเมืองรองมีคนเที่ยวมากแต่รายได้น้อย**

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคำนวณว่าคนไทยใช้จ่ายในเมืองรองเฉลี่ยราว 2,800 บาทต่อคนต่อครั้ง ขณะที่เมืองหลักเฉลี่ยราว 5,000 บาท ส่วนหนึ่งเพราะราคาบริการในเมืองรองต่ำกว่า เช่นที่พักระดับสี่ดาวเฉลี่ยราว 1,850 บาทต่อคืน เทียบกับราว 3,500 บาทในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต อาหารและของที่ระลึกก็ถูกกว่า และคนจำนวนมากไม่ได้ค้างคืน

### ความหมายของช่องว่าง 41.4 กับ 28

ช่องว่างนี้บอกว่าปัญหาของธุรกิจในเมืองรองไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนมาเท่านั้น แต่อยู่ที่คนมาแล้วใช้จ่ายน้อยและกลับเร็ว ธุรกิจที่เพิ่มรายได้ต่อทริปได้ เช่นชวนให้ค้างอีกคืนหรือซื้อกิจกรรมเพิ่ม จะได้ประโยชน์จากจำนวนคนที่เมืองรองมีอยู่แล้วมากกว่าการหาคนมาเพิ่มอย่างเดียว

## ไปเช้าเย็นกลับเกินครึ่ง

บทวิเคราะห์ระบุว่าคนไทยราว 51% ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยที่เที่ยวในประเทศทั้งหมดนิยมเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ และเป็นเทรนด์ที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่ไม่ค้างคืนไม่มีค่าที่พัก ค่าใช้จ่ายต่อทริปจึงต่ำลงตามไปด้วย

สำหรับที่พักในเมืองรอง ตัวเลขนี้แปลว่าผู้มาเยือนราวครึ่งหนึ่งไม่ได้ค้างคืน ที่พักที่อยากได้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องให้เหตุผลเรื่องเวลา เช่นกิจกรรมช่วงเย็นหรือเช้าตรู่ที่คนไปกลับวันเดียวทำไม่ได้ ช่วงเดือนที่อุทยานมีคนน้อยและคนมากอยู่ใน[การตลาดคนชอบแคมป์ปิ้ง อุทยาน 19.4 ล้านคนกับการจองลานเต็นท์](https://phygital.co.th/insights/camping-glamping-marketing-nature-tourism-thailand)

### **คนไทยเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับกี่เปอร์เซ็นต์**

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าราว 51% ของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในปี 2568 เที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ และเป็นเทรนด์ที่เพิ่มขึ้น กลุ่มนี้ไม่จ่ายค่าที่พัก ทำให้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อครั้งของไทยเที่ยวไทยทั้งปีอยู่ที่ราว 4,100 บาท ยังไม่กลับไปถึงระดับปี 2562 แม้จำนวนการเดินทางจะฟื้นแล้ว

### ร้านอาหารคือจุดที่คนไปกลับจ่ายเงิน

คนที่ไม่ค้างคืนไม่จ่ายค่าที่พัก แต่ยังเป็นลูกค้าของร้านอาหารได้ ร้านอาหารในเมืองรองจึงขายให้ได้ทั้งกลุ่มค้างคืนและกลุ่มไปกลับ มาตรการภาษีรอบปี 2568 นับค่าบริการของร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ร้านที่ได้ป้ายรับรองสุขาภิบาลอาหารใช้ป้ายนั้นบอกลูกค้าหน้าใหม่ได้อีกทาง ตามที่อธิบายไว้ใน[การตลาดนักชิม ป้าย SAN ที่มาแทน Clean Food Good Taste](https://phygital.co.th/insights/foodie-marketing-thailand-restaurant-review-influencer)

## ลดหย่อนภาษีเที่ยวเมืองรองปี 2567

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ใช้กับค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 พฤษภาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2567 ตามที่กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ในข่าว[ครม.กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง จัดอบรม-สัมมนา และท่องเที่ยว](https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/294255) ส่วนของบุคคลธรรมดาให้หักลดหย่อนค่าบริการสี่ประเภท

1. **ค่าทัวร์** ที่จ่ายให้บริษัทนำเที่ยวซึ่งมีใบอนุญาต
2. **ค่าที่พักในโรงแรม** ตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
3. **ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย**
4. **ค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม**

ลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง เพดาน 15,000 บาท เฉพาะการเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวรอง และต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น ข่าวเดียวกันระบุว่ารัฐประเมินว่าจะมีผู้ใช้สิทธิราว 250,000 ราย

### **ลดหย่อนภาษีเที่ยวเมืองรองปี 2567 ใช้ใบเสร็จแบบไหน**

ต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่ออกผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น ใบเสร็จกระดาษใช้ไม่ได้ในรอบนี้ ค่าใช้จ่ายต้องเกิดระหว่าง 1 พฤษภาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2567 และต้องเป็นค่าที่พักหรือค่าทัวร์ในจังหวัดรอง ที่พักที่ออกเอกสารแบบนี้ไม่ได้จึงทำให้ลูกค้าเสียสิทธิลดหย่อนไปทั้งทริป

### ส่วนของนิติบุคคล

มาตรการรอบเดียวกันมีอีกส่วนสำหรับบริษัทที่จัดอบรมสัมมนาในประเทศ หักรายจ่ายได้สองเท่าในจังหวัดท่องเที่ยวรอง และหนึ่งเท่าครึ่งในจังหวัดหลัก พื้นที่ที่ได้สิทธิสองเท่ามีทั้งจังหวัดท่องเที่ยวรอง 55 จังหวัดและบางอำเภอในจังหวัดหลัก 15 จังหวัด รายชื่ออำเภอของเชียงใหม่และเงื่อนไขฝั่งสัมมนาอยู่ใน[เชียงใหม่ MICE City 17 อำเภอในมาตรการภาษีสัมมนา 2567-2568](https://phygital.co.th/insights/chiang-mai-mice-city-cmecc-bleisure-location)

## เที่ยวดีมีคืน 2568

กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่คำชี้แจงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่าโครงการเที่ยวดีมีคืน 2568 ใช้กับค่าใช้จ่ายระหว่าง 29 ตุลาคม ถึง 15 ธันวาคม 2568 บุคคลธรรมดานำค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริการร้านอาหารที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 20,000 บาท

10,000 บาทแรกใช้ใบกำกับภาษีแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ อีก 10,000 บาทต้องเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ถ้าเที่ยวเมืองรองได้สิทธิ 1.5 เท่า สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทจากการจ่ายจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนเมืองหลักได้หนึ่งเท่า รายละเอียดอยู่ใน[ข่าวเที่ยวดีมีคืน 2568 ของกรมประชาสัมพันธ์](https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/436563)

### **ที่พักที่ไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่มใช้สิทธิเที่ยวดีมีคืนได้ไหม**

ตามคำชี้แจงของรัฐบาล สิทธิรอบปี 2568 ใช้กับค่าที่พักในโรงแรม โฮมสเตย์ไทย และที่พักที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนร้านอาหารต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ลูกค้าต้องมีใบกำกับภาษีเป็นหลักฐาน ที่พักขนาดเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนและออกใบกำกับภาษีไม่ได้ ควรตรวจกับกรมสรรพากรว่าเข้าข่ายประเภทใดก่อนบอกลูกค้าว่าใช้สิทธิได้

### เมืองรองในข่าวรัฐบาล

โฆษกยกตัวอย่างเมืองรองภาคเหนือว่าเชียงราย น่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ภาคอีสานเลย สกลนคร บึงกาฬ ร้อยเอ็ด ภาคกลางลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก และภาคใต้ตรัง ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช รายชื่อครบ 55 จังหวัดและเขตพื้นที่อื่นที่อธิบดีประกาศ ต้องดูจากประกาศของกรมสรรพากรที่ใช้กับแต่ละรอบ

## เงื่อนไขมาตรการภาษีปี 2567 และ 2568 ทีละข้อ

กระทรวงการคลังออกแบบสองรอบต่างกันหลายจุด ที่พักและร้านอาหารที่วางแผนแคมเปญจากมาตรการควรดูทีละแถว เพราะเงื่อนไขที่ใช้ได้ในรอบหนึ่งอาจใช้ไม่ได้ในอีกรอบ

| ข้อ                  | ปี 2567                                                   | เที่ยวดีมีคืน 2568                                       |
| -------------------- | --------------------------------------------------------- | ----------------------------------------------------------- |
| ช่วงค่าใช้จ่าย    | 1 พ.ค. – 30 พ.ย. 2567                                     | 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568                                      |
| ค่าใช้จ่ายที่นับ | นำเที่ยว โรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม | โรงแรม โฮมสเตย์ไทย ที่พักจด VAT ร้านอาหารจด VAT        |
| พื้นที่              | จังหวัดท่องเที่ยวรองเท่านั้น                          | ทุกจังหวัด เมืองรองได้มากกว่า                           |
| เพดาน                | 15,000 บาท                                                | 20,000 บาท เมืองรองลดหย่อนได้ถึง 30,000 บาท            |
| เอกสาร               | e-Tax Invoice & e-Receipt เท่านั้น                        | 10,000 บาทแรกกระดาษได้ ส่วนเกินต้องเป็น e-Tax Invoice |

## สรุป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 คนไทยเที่ยวในประเทศ 205 ล้านคน-ครั้ง ใช้จ่าย 1.14 ล้านล้านบาท เมืองรองได้สัดส่วนคน 41.4% แต่ได้รายได้ราว 28% เพราะใช้จ่ายเฉลี่ย 2,800 บาทต่อทริปเทียบกับ 5,000 บาทในเมืองหลัก และคนราว 51% ไปเช้าเย็นกลับ มาตรการภาษีปี 2567 ให้ลดหย่อนค่าที่พักในเมืองรองไม่เกิน 15,000 บาทด้วย e-Tax Invoice เท่านั้น ส่วนเที่ยวดีมีคืน 2568 ลดหย่อนได้ 20,000 บาทและถึง 30,000 บาทในเมืองรอง ที่พักที่ออกเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้จึงเสียลูกค้าที่ต้องการใช้สิทธิ

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### เชียงใหม่นับเป็นเมืองรองในมาตรการลดหย่อนภาษีไหม

ข่าวของรัฐบาลรอบปี 2568 ยกตัวอย่างเมืองรองภาคเหนือเป็นเชียงราย น่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ไม่ได้ยกเชียงใหม่ ส่วนมาตรการฝั่งสัมมนาปี 2567 ให้สิทธิบางอำเภอในจังหวัดหลักด้วย จึงต้องดูประกาศของกรมสรรพากรที่ใช้กับแต่ละรอบว่าอำเภอใดได้สิทธิ

### มาตรการลดหย่อนภาษีเที่ยวในประเทศจะมีทุกปีไหม

ไม่มีกำหนดตายตัว สองรอบที่ผ่านมามีช่วงเวลาและเงื่อนไขต่างกัน รอบปี 2567 ใช้ช่วงพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน รอบปี 2568 ใช้ช่วงปลายตุลาคมถึงกลางธันวาคม ที่พักที่อยากใช้มาตรการเป็นจุดขายควรติดตามประกาศของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเอง

### ที่พักต้องทำอะไรก่อนออก e-Tax Invoice ได้

ใบกำกับภาษีออกได้เฉพาะกิจการที่จด VAT จากนั้นที่พักต้องเลือกวิธีออกเอกสารผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ตามที่กรมสรรพากรกำหนด ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีที่เลือก ผู้ทำบัญชีของที่พักช่วยประเมินได้ว่าคุ้มกับจำนวนลูกค้าที่ขอเอกสารหรือไม่

### ค่าใช้จ่าย 4,100 บาทต่อคนต่อครั้งรวมอะไรบ้าง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยใช้ตัวเลขนี้เป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของคนไทยที่เที่ยวในประเทศต่อทริปในปี 2568 รวมทั้งทริปที่ค้างคืนและไปกลับ บทวิเคราะห์ไม่ได้แยกหมวดค่าใช้จ่ายไว้ในหน้าสรุป รายละเอียดรายหมวดต้องดูจากไฟล์ฉบับเต็มที่ศูนย์วิจัยให้ดาวน์โหลด

### ที่พักในเมืองหลักได้ประโยชน์จากมาตรการไหม

รอบปี 2567 ส่วนของบุคคลธรรมดาให้สิทธิเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวรอง ส่วนรอบปี 2568 เมืองหลักได้สิทธิหนึ่งเท่า และเมืองรองได้หนึ่งเท่าครึ่ง ที่พักในเมืองหลักจึงได้ประโยชน์เฉพาะบางรอบ และได้น้อยกว่าเมืองรองเสมอในรอบที่ได้

## ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์คือเงื่อนไขของสิทธิลดหย่อน ที่พักที่บอกได้ตั้งแต่หน้าจองไม่ต้องเสียลูกค้าตอนเช็กเอาต์

PHYGITAL AGENCY วางข้อความตอบกลับและขั้นตอนเก็บข้อมูลออกเอกสารภาษีไว้ในช่องทางจอง ให้ลูกค้าไม่ต้องรอพนักงานตอบ

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
