# KPI โฆษณา CTR กับ ROAS ที่ Google และ Meta นับต่างกัน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/digital-marketing-kpi-ctr-cpc-roas-cac · เผยแพร่ 31 ตุลาคม 2567 · อ่าน 10 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

CTR ของ Google นับคลิกต่อการแสดงผล ส่วน Meta มี CTR สามแบบ และ ROAS สองระบบเขียนเป็นร้อยละกับทศนิยม ทำไมต้องคำนวณ CAC เอง โดย PHYGITAL AGENCY

## Key Takeaways

- **Google Ads นับ CTR จากคลิกหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง ส่วน Meta มี CTR อย่างน้อยสามแบบ** — CTR (all) นับรวมการกดถูกใจ ความคิดเห็น และการแชร์ จึงเทียบกับ CTR ของ Google ตรง ๆ ไม่ได้
- **ROAS สองระบบใช้สูตรเดียวกันแต่เขียนตัวเลขต่างกัน** — Google ตั้งเป้า ROAS เป็นร้อยละ เช่น 500% ส่วน Meta ตั้งเป้าเป็นทศนิยม เช่น 1.100 ซึ่งเท่ากับ 110%
- **CAC ไม่มีในบัญชีโฆษณาของทั้งสองระบบ** — ธุรกิจต้องคำนวณเองจากต้นทุนทั้งหมดที่ใช้หาลูกค้าใหม่ หารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้จริง

รายงานโฆษณาของ Google Ads กับ Meta วางคู่กันบนโต๊ะประชุม ทั้งสองฉบับมีช่องชื่อ CTR และ ROAS เหมือนกัน เจ้าของธุรกิจเห็นตัวเลขฝั่งหนึ่งสูงกว่าอีกฝั่ง แล้วตัดสินใจย้ายงบไปฝั่งที่ตัวเลขดีกว่า ทั้งที่สองระบบอาจนับสิ่งที่ไม่เหมือนกันเลย บทนี้เปิดสูตรที่แต่ละแพลตฟอร์มประกาศไว้ในศูนย์ช่วยเหลือ ตั้งแต่ CTR CPC ไปจนถึง ROAS แล้วอธิบายว่าทำไม CAC ต้องคำนวณนอกบัญชีโฆษณา ก่อนใช้ตัวเลขชุดนี้ตัดสินเรื่องงบ ควรรู้ว่าตัวเลขแต่ละตัวหารอะไรด้วยอะไร

สูตรและคำนิยามในบทนี้คัดจากหน้าอภิธานศัพท์ของ Google Ads และหน้านิยามตัวชี้วัดของศูนย์ช่วยเหลือธุรกิจของ Meta ตรวจกับต้นทางเมื่อ 27 ก.ย. 2569 ตัวชี้วัดแต่ละตัวมีลิงก์ไปยังหน้าที่มาของมันเอง บทนี้ไม่ลงเรื่องการแบ่งเครดิตยอดขายให้โฆษณาแต่ละชิ้น ซึ่งอยู่ใน[Attribution Model เหลือแค่ Data-driven กับ Last click](https://phygital.co.th/insights/marketing-attribution-model-explained) และไม่ลงวิธีรวมข้อมูลลูกค้ารายคนข้ามช่องทาง

## CTR ในอภิธานศัพท์ของ Google Ads

[อภิธานศัพท์ของ Google Ads ให้สูตร CTR](https://support.google.com/google-ads/answer/2615875?hl=en) ว่าเป็นจำนวนคลิกหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง ตัวอย่างในหน้าเดียวกันคือ 5 คลิกจากการแสดง 100 ครั้ง เท่ากับ CTR 5% โฆษณา รายการสินค้าแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย และคีย์เวิร์ดแต่ละตัวมี CTR ของตัวเอง

หน้านี้เขียนอีกสองเรื่องที่ควรรู้ก่อนใช้ตัวเลข

1. **CTR ที่ดีขึ้นกับสิ่งที่โฆษณาและเครือข่ายที่แสดง** Google ไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรฐานกลางไว้เทียบ
2. **CTR เป็นส่วนหนึ่งของ expected CTR ของคีย์เวิร์ด** ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ Ad Rank การเปลี่ยนข้อความโฆษณาจึงมีผลต่อทั้งจำนวนคลิกและตำแหน่งโฆษณา

CTR บอกว่าคนที่เห็นโฆษณาสนใจกดแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าคนที่กดแล้วซื้อหรือไม่ แคมเปญที่ CTR สูงแต่ไม่มีใครซื้อ อาจกำลังพาคนผิดกลุ่มเข้าเว็บ

## CTR สามแบบในตัวจัดการโฆษณาของ Meta

Meta แยก CTR ออกเป็นหลายตัวตามชนิดของคลิกและตัวหาร

1. **[CTR (all)](https://www.facebook.com/business/help/928745330472862)** คือ clicks (all) หารด้วยจำนวนการแสดงผล คลิกทุกแบบนับรวมอยู่ในนี้ รวมถึงการกดที่ไม่ได้พาคนออกไปไหน
2. **[CTR (link click-through rate)](https://www.facebook.com/business/help/877711998984611)** คือจำนวนคลิกลิงก์หารด้วยจำนวนการแสดงผล Meta ระบุว่าใช้ดูว่าโฆษณาพาคนไปยังเว็บไซต์หรือปลายทางอื่นได้แค่ไหน
3. **[Unique CTR (link click-through rate)](https://www.facebook.com/business/help/1641651316083156)** คือจำนวนคนที่คลิกลิงก์หารด้วย reach นับเป็นบัญชีผู้ใช้ ไม่ใช่จำนวนครั้ง Meta ระบุว่าตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณจากข้อมูลสุ่ม

ตัวหารของสองตัวแรกคือจำนวนการแสดงผล ส่วนตัวที่สามหารด้วยจำนวนคน คนหนึ่งที่เห็นโฆษณาสามครั้งแล้วคลิกหนึ่งครั้ง ทำให้ตัวแรกกับตัวที่สามออกมาต่างกันแล้ว

### คลิกลิงก์กับคลิกออกนอก Meta ต่างกันอย่างไร

[หน้าช่วยเหลือเรื่องความต่างของ link clicks กับ outbound clicks](https://www.facebook.com/business/help/102928543574299) อธิบายว่า outbound clicks นับเฉพาะคลิกที่พาคนออกจากเทคโนโลยีของ Meta เช่น Facebook และ Instagram ส่วน link clicks นับคลิกไปยังปลายทางทั้งในและนอก Meta โฆษณาภาพเดียวที่มีปุ่มพาไปเว็บไซต์ จะถูกนับเป็นทั้งสองแบบ แต่โฆษณาที่เปิดหน้าเต็มจอ (Instant Experience) แล้วคนกดลิงก์ภายในไปเว็บไซต์ Meta นับเป็น outbound click อย่างเดียว ธุรกิจที่อยากรู้จำนวนคนที่ไปถึงเว็บจริง ควรดูคอลัมน์ outbound clicks คู่กัน

### CTR ของ Meta ตัวไหนเทียบกับ Google ได้ใกล้ที่สุด

CTR (link click-through rate) ใกล้กับ CTR ของโฆษณาบน Google มากที่สุด เพราะทั้งคู่ใช้จำนวนการแสดงผลเป็นตัวหาร และนับคลิกที่พาคนไปยังปลายทาง ถึงอย่างนั้นสองตัวนี้ยังมาจากคนที่อยู่ในสถานการณ์ต่างกัน คนที่เห็นโฆษณาบน Google ส่วนหนึ่งกำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการอยู่ ส่วนคนบน Facebook กำลังเลื่อนดูฟีด ตัวเลขที่เท่ากันจึงไม่ได้แปลว่าโฆษณาทำงานได้ดีเท่ากัน ราคาต่อคลิกของสองระบบก็มาจากการประมูลคนละแบบ อธิบายไว้ใน[Google Ads กับ Meta Ads ประมูลต่างกันอย่างไร ปี 2026](https://phygital.co.th/insights/google-ads-vs-meta-ads-2026)

## CPC ที่ตั้งไว้กับ CPC ที่จ่ายจริง

[หน้า Cost-per-click ของ Google Ads](https://support.google.com/google-ads/answer/116495?hl=en) แยก CPC ไว้สองค่า ค่าแรกคือ max. CPC หรือราคาสูงสุดที่ผู้ลงโฆษณายอมจ่ายต่อหนึ่งคลิก ค่าที่สองคือ actual CPC หรือราคาที่ถูกเก็บจริง Google ระบุว่าปกติจะไม่เก็บเกิน max. CPC ยกเว้นกรณีตั้งการปรับราคาประมูลเพิ่ม และมักเก็บต่ำกว่า บางครั้งต่ำกว่ามาก

ตัวเลข CPC ในรายงานจึงควรอ่านคู่กับการตั้งค่าของแคมเปญ ถ้าแคมเปญใช้การตั้งราคาอัตโนมัติ ระบบเป็นผู้เลือกราคาประมูลเอง ภายใต้เป้าหมายที่ตั้งไว้

### CPC ต่ำแปลว่าโฆษณาคุ้มหรือไม่

ยังตอบไม่ได้จาก CPC ตัวเดียว CPC บอกราคาของคลิก แต่คลิกราคาถูกที่ไม่มีใครซื้อต่อ ทำให้ต้นทุนต่อยอดขายสูงขึ้นได้ ธุรกิจควรอ่าน CPC คู่กับอัตราที่คนคลิกแล้วซื้อหรือทิ้งข้อมูล ถ้าอัตรานี้ต่ำมาก การลด CPC ลงอีกจะไม่ช่วยให้ยอดขายโต วิธีตรวจหน้าที่คนคลิกไปถึงแล้วไม่ซื้อ อยู่ใน[CRO หน้าชำระเงิน คนทิ้งตะกร้า 70% แก้จุดไหนได้ก่อน](https://phygital.co.th/insights/conversion-rate-optimization-cro-explained)

## ROAS ร้อยละกับทศนิยม

ROAS ย่อจาก return on ad spend สองระบบคำนวณจากมูลค่า conversion หารด้วยค่าโฆษณาเหมือนกัน แต่การตั้งเป้าเขียนคนละรูป

1. **Google Ads** [หน้า Target ROAS](https://support.google.com/google-ads/answer/6268637?hl=en) ยกตัวอย่างว่า ถ้าอยากได้ยอดขาย 5 ดอลลาร์ต่อค่าโฆษณา 1 ดอลลาร์ ให้ตั้ง Target ROAS ไว้ที่ 500% สูตรที่เขียนไว้คือยอดขายหารด้วยค่าโฆษณาคูณ 100%
2. **Meta** [หน้า ROAS goal](https://www.facebook.com/business/help/1113453135474912) ยกตัวอย่างงบ 100 ดอลลาร์ที่อยากได้ยอดซื้อราว 110 ดอลลาร์ หรือ 110% และให้ตั้งค่า ROAS goal ไว้ที่ 1.100

ตัวเลข 1.1 ของ Meta กับ 110% ของ Google หมายถึงผลตอบแทนระดับเดียวกัน ผู้ที่ย้ายเป้าหมายจากระบบหนึ่งไปอีกระบบโดยไม่แปลงหน่วย อาจตั้งเป้าผิดไปร้อยเท่า

[หน้า Purchase ROAS ของ Meta](https://www.facebook.com/business/help/274294333328345) ให้สูตรว่าเป็นมูลค่า conversion ของการซื้อหารด้วยจำนวนเงินที่ใช้ไป ส่วน Google ระบุว่ากลยุทธ์ Target ROAS ใช้เฉพาะ conversion ที่ตั้งค่าให้นับอยู่ในคอลัมน์ Conversions และต้องตั้งมูลค่าของ conversion ก่อนใช้ ROAS ของทั้งสองระบบจึงขึ้นกับมูลค่าที่ธุรกิจส่งเข้าไปเอง ถ้าส่งยอดขายก่อนหักส่วนลดหรือค่าส่ง ROAS ก็สูงกว่ากำไรจริงที่ได้

สองหน้านี้มีเงื่อนไขอีกสองข้อที่ร้านเล็กควรรู้ก่อนตั้งเป้า ROAS

1. **Meta ระบุว่าเป้าหมาย ROAS ทำงานได้ดีเมื่อชุดโฆษณามี conversion 50-100 ครั้งต่อสัปดาห์** ชุดโฆษณาที่มียอดซื้อน้อยกว่านั้น ระบบมีข้อมูลไม่พอให้ปรับการส่งโฆษณา Meta แนะนำให้ขยายกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มงบ หรือผ่อนเป้าต้นทุนต่อผลลัพธ์ และต้องติดตั้ง Meta Pixel หรือ SDK ให้นับ conversion ได้ก่อน
2. **Google เปลี่ยนชื่อกลยุทธ์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026** จาก "Maximize conversion value with a Target ROAS" เป็น "Target ROAS" โดยการประมูลยังทำงานเหมือนเดิม ผู้ที่เปิดคู่มือเก่าอาจเจอชื่อไม่ตรงกับหน้าจอในช่วงเปลี่ยนผ่าน

### ROAS ในรายงานเป็นตัวเลขที่นับได้จริงทั้งหมดหรือไม่

ไม่ทั้งหมด Meta ระบุในหน้านิยาม Purchase ROAS ว่า ในบางกรณีที่นับเหตุการณ์ได้ไม่ครบ ระบบใช้แบบจำลองทางสถิติประมาณจำนวนเหตุการณ์และมูลค่า และบางกรณีตัวเลขอาจมาจากบุคคลที่สามผ่าน API ส่วนโฆษณาที่แสดงบนอุปกรณ์ iOS 14 ขึ้นไป บางครั้งไม่คำนวณ ROAS ให้เลย หน้าเป้าหมาย ROAS ยังแนะนำให้ดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ เพราะค่ารายวันแกว่งได้ และให้รออย่างน้อย 7 วันหลังปรับค่าก่อนประเมินใหม่ ตัวเลข ROAS รายวันที่ขึ้นลงแรงจึงยังไม่ใช่สัญญาณให้รีบย้ายงบ

## CAC ไม่มีในบัญชีโฆษณา

CAC ย่อจาก customer acquisition cost หรือต้นทุนในการได้ลูกค้าใหม่หนึ่งราย ทั้ง Google Ads และ Meta ไม่มีคอลัมน์นี้ในรายงาน เพราะสองระบบไม่รู้ว่าคนที่ซื้อเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า และไม่รู้ต้นทุนอื่นของธุรกิจ บทนี้ใช้สูตรพื้นฐานดังนี้

1. **ตัวตั้ง** ต้นทุนทั้งหมดที่ใช้หาลูกค้าใหม่ในช่วงเวลาหนึ่ง ได้แก่ค่าโฆษณาทุกช่องทาง ค่าจ้างเอเจนซีหรือคนทำโฆษณา ค่าผลิตชิ้นงาน และส่วนลดที่ให้เฉพาะลูกค้าใหม่
2. **ตัวหาร** จำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้ในช่วงเดียวกัน นับจากระบบขายหรือบัญชีของร้าน ไม่ใช่จากรายงานโฆษณา
3. **ผล** ต้นทุนเฉลี่ยต่อลูกค้าใหม่หนึ่งราย

CAC ใช้คู่กับมูลค่าที่ลูกค้าหนึ่งรายสร้างให้ธุรกิจตลอดช่วงที่ซื้อ ถ้า CAC สูงกว่ามูลค่านั้น การหาลูกค้าใหม่เพิ่มยิ่งทำให้ขาดทุน การคำนวณมูลค่านั้นจากรายการขายของร้าน และการนำไปกรอกในเป้าหมายหาลูกค้าใหม่ของ Google Ads อยู่ใน[Customer Lifetime Value ตั้งมูลค่าลูกค้าใหม่ใน Google Ads](https://phygital.co.th/insights/customer-lifetime-value-clv-explained)

### ต้นทุนต่อผลลัพธ์ในบัญชีโฆษณาใช้แทน CAC ได้หรือไม่

ใช้แทนกันไม่ได้ ต้นทุนต่อผลลัพธ์ (cost per result) หารค่าโฆษณาด้วยการกระทำที่ตั้งไว้ในแคมเปญ เช่นการส่งฟอร์มหรือการซื้อ ผลลัพธ์หนึ่งครั้งอาจมาจากลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำ หรือจากคนที่ส่งฟอร์มแล้วไม่ซื้อ และตัวเลขนี้ไม่รวมค่าจ้างคนทำงานหรือส่วนลด ต้นทุนต่อผลลัพธ์จึงมักต่ำกว่า CAC ธุรกิจที่ตัดสินงบจากตัวเลขนี้อย่างเดียว อาจคิดว่าหาลูกค้าใหม่ได้ถูกกว่าความเป็นจริง

## ห้าคำถามก่อนวางตัวเลขสองแพลตฟอร์มคู่กัน

ก่อนนำ CTR CPC หรือ ROAS ของสองระบบมาเทียบในที่ประชุม ให้ตอบห้าข้อนี้ให้ได้ก่อน

1. **ตัวเลขนี้มาจากคอลัมน์ไหน** เช่น CTR (all) หรือ CTR (link click-through rate)
2. **ตัวหารคืออะไร** จำนวนการแสดงผล จำนวนคน หรือค่าโฆษณา
3. **มูลค่า conversion ที่ส่งเข้าไปคือยอดขายเต็ม หรือยอดหลังหักส่วนลด**
4. **ตัวเลขนี้นับได้จริงหรือเป็นค่าประมาณ** ดูหมายเหตุในหน้านิยามของแพลตฟอร์ม
5. **ช่วงเวลาที่ดูยาวพอหรือยัง** Meta แนะนำค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์สำหรับ ROAS

ข้อที่ตอบไม่ได้ คือข้อที่ยังไม่ควรใช้ตัดสินเรื่องย้ายงบ ส่วนคำถามว่าควรดูตัวเลขตัวไหนเป็นหลัก ขึ้นกับวัตถุประสงค์ที่เลือกตอนสร้างแคมเปญ ซึ่งจับคู่กับขั้นของลูกค้าไว้ใน[Marketing Funnel สามขั้นกับเป้าหมายแคมเปญของ Google และ Meta](https://phygital.co.th/insights/marketing-funnel-explained)

## สรุป

Google Ads นับ CTR จากคลิกหารด้วยการแสดงผล ขณะที่ Meta มี CTR (all) ที่รวมการกดทุกแบบ CTR ของลิงก์ และ Unique CTR ที่หารด้วยจำนวนคนและเป็นค่าประมาณ CPC ในรายงานคือราคาที่จ่ายจริง ซึ่งมักต่ำกว่าราคาสูงสุดที่ตั้งไว้ ROAS ของสองระบบใช้สูตรเดียวกัน แต่ Google ตั้งเป้าเป็นร้อยละและ Meta เป็นทศนิยม และทั้งคู่ขึ้นกับมูลค่า conversion ที่ธุรกิจส่งเข้าไป CAC ต้องคำนวณเองจากต้นทุนทั้งหมดและจำนวนลูกค้าใหม่จริง

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### CTR เท่าไรถึงเรียกว่าดี

Google ระบุว่า CTR ที่ดีขึ้นกับสิ่งที่โฆษณาและเครือข่ายที่แสดง จึงไม่มีเกณฑ์เดียวสำหรับทุกกิจการ ตัวเทียบที่ใช้ได้จริงคือ CTR ของโฆษณาชิ้นอื่นในบัญชีเดียวกัน ที่แสดงกับคนกลุ่มเดียวกันในช่วงเวลาใกล้กัน

### ROAS เท่าไรถึงไม่ขาดทุน

ขึ้นกับกำไรขั้นต้นของสินค้า สินค้าที่มีกำไรขั้นต้น 25% ของราคาขาย ต้องมียอดขายอย่างน้อย 4 เท่าของค่าโฆษณา หรือ ROAS 400% ถึงจะพอจ่ายค่าโฆษณา ถ้ายังมีต้นทุนอื่น เช่นค่าจ้างคนดูแลหรือค่าส่ง ROAS ที่ต้องการจะสูงกว่านั้น

### ทำไมยอดขายในรายงานโฆษณาไม่ตรงกับยอดขายในระบบร้าน

รายงานโฆษณานับเฉพาะ conversion ที่ระบบเชื่อมกับโฆษณาได้ และบางส่วนเป็นค่าประมาณจากแบบจำลองตามที่ Meta ระบุ ส่วนระบบร้านนับทุกรายการที่เกิดจริง ตัวเลขสองแหล่งจึงต่างกันได้เสมอ ธุรกิจควรใช้ยอดในระบบร้านเป็นตัวตั้งเมื่อคำนวณ CAC

### ควรดู KPI ตัวไหนเป็นหลัก

ขึ้นกับว่าแคมเปญตั้งวัตถุประสงค์ไว้อย่างไร แคมเปญสร้างการรู้จักควรดูจำนวนคนที่เห็นและความถี่ แคมเปญพาคนเข้าเว็บควรดู CTR ของลิงก์และ CPC ส่วนแคมเปญขายควรดู ROAS และ CAC วัตถุประสงค์ของแคมเปญเลือกตามขั้นที่ลูกค้าอยู่

### CPC ของ Meta กับ Google เทียบกันได้หรือไม่

เทียบได้เพียงคร่าว ๆ เพราะคลิกที่นับต่างกันตามคอลัมน์ที่เลือกดู และคนที่คลิกอยู่ในสถานการณ์ต่างกัน การตั้งราคาของสองระบบก็เกิดจากการประมูลคนละแบบ

## ตัวเลขชื่อเดียวกันจากสองระบบ อาจนับของคนละอย่าง

ทีม PHYGITAL AGENCY ช่วยจัดรายงานโฆษณาให้ทุกตัวเลขบอกที่มาและสูตร ตั้งเป้า ROAS จากกำไรจริงของสินค้า และคำนวณ CAC จากยอดในระบบร้าน

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
