# บริการที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัล: จ้างเมื่อไร วัดผลอย่างไร

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/digital-marketing-consultant-service · เผยแพร่ 9 พฤศจิกายน 2563 · อ่าน 15 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

บริการที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลรับผิดชอบอะไร อาการแบบไหนที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่แผน วิธีตกลงตัวเลขวัดผลก่อนเริ่มงาน และเอกสารกับภาษีที่ต้องเตรียมเมื่อจ้างนิติบุคคล

## Key Takeaways

- **สิ่งที่แยกงานที่ปรึกษาออกจากงานลงมือทำคือการตัดสินลำดับก่อนหลัง** — ที่ปรึกษารับผิดชอบการวินิจฉัยว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและควรแก้อะไรก่อน ส่วนงานผลิตชิ้นงานและรันแคมเปญเป็นคนละขอบเขตที่ต้องเขียนแยกไว้ในข้อตกลง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะวัดผลด้วยตัวเลขชุดใด
- **ตัวเลขจากเครื่องมือคนละตัวไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ และต้องตกลงก่อนเริ่มงาน** — เอกสารของ Google Analytics ระบุว่ามีรูปแบบการให้เครดิตการแปลงสามแบบให้เลือก ซึ่งให้ผลต่างกันจากข้อมูลชุดเดียวกัน การไม่ตกลงว่าจะยึดแบบใดคือที่มาของข้อพิพาทเรื่องผลงานที่พบบ่อยที่สุด
- **การจ้างนิติบุคคลมีภาระเอกสารที่ต้องเตรียมล่วงหน้า** — คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 8 (2) กำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าจ้างทำของที่จ่ายให้บริษัทซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยในอัตราร้อยละ 3.0 ผู้ว่าจ้างจึงต้องเตรียมระบบออกหนังสือรับรองการหักภาษีไว้ตั้งแต่งวดแรก

ธุรกิจที่ยอดขายชะลอตัวแต่ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่สินค้า ช่องทาง หรือการสื่อสาร มักเริ่มแก้ด้วยการจ้างทำโฆษณาเพิ่ม ทั้งที่สิ่งที่ขาดอาจเป็นการวินิจฉัยก่อนลงมือ บทความนี้ตอบสามเรื่องที่ถูกถามซ้ำที่สุดในขั้นเจรจา คืองานนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ต้องใช้ และต้องเตรียมเอกสารกับตัวเลขอะไรไว้ก่อนเริ่ม โดยอ้างเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้จากต้นทางแทนการบรรยายคุณสมบัติของผู้ให้บริการ

ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลรับผิดชอบการวินิจฉัยว่าปัญหาของธุรกิจอยู่ตรงไหน แล้วจัดลำดับว่าควรแก้อะไรก่อนภายใต้งบและเวลาที่มีอยู่จริง ไม่ใช่การรับจ้างผลิตชิ้นงานหรือรันแคมเปญ ซึ่งเป็นคนละขอบเขตที่ต้องเขียนแยกไว้ในข้อตกลง บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) แยกสองขอบเขตนี้ออกจากกันในใบเสนอราคาทุกครั้ง เพื่อให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่ากำลังซื้ออะไรและวัดผลด้วยตัวเลขชุดใด

## ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลรับผิดชอบอะไรบ้าง

ความรับผิดชอบหลักคือการเปลี่ยนคำถามกว้างว่ายอดขายไม่โตเพราะอะไร ให้กลายเป็นสมมติฐานที่ทดสอบได้ภายในเวลาและงบที่กำหนด แล้วเรียงว่าจะทดสอบอันไหนก่อน งานนี้จบที่ข้อสรุปว่าควรทำอะไรกับเพราะอะไร ไม่ได้จบที่ชิ้นงาน

จุดที่มักเข้าใจไม่ตรงกันคือการคาดหวังคำตอบสำเร็จรูปตั้งแต่การประชุมครั้งแรก ทั้งที่งานส่วนแรกคือการขอตัวเลขที่มีอยู่แล้วมาอ่าน ทั้งต้นทุนต่อหน่วย อัตราการกลับมาซื้อซ้ำ และยอดตามช่องทาง ถ้าธุรกิจยังไม่มีตัวเลขเหล่านี้ งานส่วนแรกจะกลายเป็นการวางระบบเก็บตัวเลขก่อน ซึ่งควรระบุไว้ในข้อตกลงตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นผู้ทำ

### งานที่ปรึกษาต่างจากการจ้างทีมมาลงมือทำอย่างไร

ต่างที่สิ่งที่ส่งมอบและวิธีวัด งานที่ปรึกษาส่งมอบข้อสรุปและลำดับการลงมือพร้อมเกณฑ์ตัดสิน ส่วนงานลงมือทำส่งมอบชิ้นงานและตัวเลขผลลัพธ์ตามช่องทาง ธุรกิจที่รู้อยู่แล้วว่าจะทำอะไรควรจ้างส่วนหลังโดยตรง ส่วนธุรกิจที่ยังตัดสินไม่ได้ว่าจะทำอะไรก่อนจะเสียเงินซ้ำถ้าข้ามส่วนแรก

## อาการที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่แผน ไม่ใช่ที่เครื่องมือ

สามอาการนี้เจ้าของธุรกิจตรวจเองได้จากของที่มีในมือ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาประเมิน

1. **เส้นทางของลูกค้าขาดตอนระหว่างช่องทาง** เช่น ลูกค้าเห็นข้อเสนอในช่องทางออนไลน์แล้วเดินเข้าร้าน แต่พนักงานหน้าร้านไม่มีข้อมูลชุดเดียวกัน อาการนี้วัดได้จากจำนวนครั้งที่พนักงานต้องโทรถามกลับก่อนปิดการขาย
2. **ข้อมูลลูกค้ากระจายอยู่คนละที่จนรวมไม่ได้** รายชื่ออยู่ในระบบแชต ยอดซื้ออยู่ในระบบขายหน้าร้าน และรายการติดต่ออยู่ในไฟล์แยก เมื่อรวมไม่ได้ก็ตอบไม่ได้ว่าลูกค้าคนเดิมกลับมาซื้อกี่ครั้ง
3. **อธิบายไม่ได้ว่าธุรกิจต่างจากรายอื่นตรงไหนนอกจากราคา** เมื่อคำอธิบายเหลือแค่ราคา การแข่งขันจะจบที่ใครลดได้ลึกกว่า ซึ่งเป็นสนามที่ธุรกิจต้นทุนสูงกว่าจะแพ้เสมอ

อาการที่สองเป็นอาการที่แพงที่สุดเมื่อปล่อยไว้นาน เพราะการรวมข้อมูลย้อนหลังใช้เวลามากกว่าการวางระบบให้ถูกตั้งแต่ต้นหลายเท่า และบางส่วนรวมกลับไม่ได้เลยเมื่อระบบเดิมไม่ได้เก็บตัวระบุที่เชื่อมกันไว้

### ธุรกิจที่ยอดขายยังโตอยู่ จำเป็นต้องดูเรื่องนี้ไหม

จำเป็น เพราะอาการทั้งสามข้อเกิดขึ้นได้ในช่วงที่ยอดยังโต และจะแสดงผลตอนที่การเติบโตชะลอ ช่วงที่ยอดโตคือช่วงที่แก้ได้ถูกที่สุด เนื่องจากยังมีกระแสเงินสดพอให้วางระบบโดยไม่ต้องหยุดกิจกรรมที่กำลังทำเงินอยู่

## ขอบเขตงานสี่ส่วนที่ควรเขียนแยกไว้ในข้อตกลง

สี่ส่วนนี้มักถูกรวมเป็นก้อนเดียวในใบเสนอราคา ทำให้เทียบข้อเสนอระหว่างผู้ให้บริการไม่ได้ การแยกไว้ทำให้เห็นว่าส่วนใดจำเป็นกับธุรกิจตอนนี้ และส่วนใดเลื่อนไปทำรอบหน้าได้

| ส่วนของงาน                    | สิ่งที่ส่งมอบจริง                                                          | ตัวเลขที่ใช้วัด                                          | เลื่อนไปทำทีหลังได้ไหม                   |
| ------------------------------- | ------------------------------------------------------------------------------ | ----------------------------------------------------------- | --------------------------------------------- |
| วินิจฉัยสถานะปัจจุบัน         | รายงานสรุปต้นทุนต่อหน่วย ช่องทางที่ทำเงิน และจุดที่ลูกค้าหลุด      | ตัวเลขตั้งต้นทุกตัวที่จะใช้เทียบรอบถัดไป         | ไม่ได้ เพราะเป็นฐานของทุกส่วนที่เหลือ |
| วางลำดับการแก้               | แผนที่ระบุว่าทำอะไรก่อนหลัง พร้อมเกณฑ์ตัดสินว่าสำเร็จหรือไม่       | จำนวนสมมติฐานที่ทดสอบจบในแต่ละรอบ                    | ไม่ได้                                       |
| วางระบบเก็บและเชื่อมข้อมูล | เอกสารระบุว่าข้อมูลแต่ละชุดอยู่ที่ใดและเชื่อมกันด้วยตัวระบุอะไร | สัดส่วนรายการที่เชื่อมกลับไปหาลูกค้าคนเดียวกันได้ | ได้ ถ้าปริมาณข้อมูลยังน้อย                |
| ลงมือทำและปรับตามผล        | ชิ้นงานและการรันจริง พร้อมรายงานตามรอบที่ตกลง                        | ตัวเลขผลลัพธ์เทียบกับค่าตั้งต้นจากส่วนแรก          | ได้ ถ้าธุรกิจมีทีมทำเองอยู่แล้ว        |

ธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือมีงานพบลูกค้าตัวจริงควรให้ความสำคัญกับส่วนที่สามเป็นพิเศษ เพราะเป็นจุดที่ข้อมูลจากโลกออฟไลน์หายไปมากที่สุด ตัวอย่างงานที่ออกแบบให้เก็บข้อมูลหน้างานได้ครบอ่านได้ใน[อีเวนต์ Test Drive ดีลเลอร์รถ ฟอร์มเก็บลีดกับ PDPA มาตรา 19](https://phygital.co.th/insights/car-dealership-launch-test-drive-event-agency)

---

---

## ทำไมตัวเลขจากแต่ละเครื่องมือไม่ตรงกัน และต้องตกลงอะไรก่อน

สาเหตุหลักคือแต่ละเครื่องมือให้เครดิตการแปลงคนละแบบกับข้อมูลชุดเดียวกัน [เอกสารเรื่องการระบุแหล่งที่มาของ Google Analytics](https://support.google.com/analytics/answer/10596866) ระบุรูปแบบที่เลือกได้สามแบบ คือ **แบบใช้ข้อมูลเป็นฐาน** ซึ่งกระจายเครดิตตามข้อมูลของเหตุการณ์สำคัญแต่ละครั้ง **แบบให้คลิกสุดท้ายทั้งช่องทางที่จ่ายเงินและไม่จ่าย** ซึ่งให้เครดิตเต็มร้อยกับช่องทางสุดท้ายที่ผู้ใช้คลิกก่อนเกิดการแปลง และ **แบบให้คลิกสุดท้ายเฉพาะช่องทางที่จ่ายเงินของ Google** ตัวเลขที่ได้จากสามแบบนี้ต่างกันแม้เป็นคำสั่งซื้อชุดเดียวกัน

ผลที่ตามมาคือรายงานของผู้ให้บริการโฆษณากับรายงานของเครื่องมือวิเคราะห์เว็บมักไม่ตรงกันเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สัญญาณว่าฝ่ายใดรายงานผิด สิ่งที่ต้องตกลงก่อนเริ่มงานจึงมีสามข้อ

* **ตกลงว่าจะยึดรายงานของเครื่องมือตัวใดเป็นตัวตัดสิน** และเขียนชื่อเครื่องมือนั้นไว้ในเอกสาร ไม่ใช่ตกลงแค่ชื่อตัวชี้วัด
* **ตกลงรูปแบบการให้เครดิตที่จะใช้** พร้อมเหตุผล เพราะการเปลี่ยนรูปแบบกลางทางทำให้เทียบกับรอบก่อนไม่ได้
* **ตกลงช่วงเวลาที่นับย้อนหลัง** เนื่องจากการนับย้อนคนละจำนวนวันทำให้ยอดเดียวกันตกไปคนละเดือน

### ควรยึดตัวเลขของเครื่องมือไหนเป็นหลัก

ยึดเครื่องมือที่อยู่ใกล้เงินจริงที่สุดเป็นตัวตัดสิน เช่น ระบบรับคำสั่งซื้อหรือระบบบัญชี แล้วใช้รายงานของแพลตฟอร์มเป็นตัวบอกทิศทางระหว่างรอบ เพราะระบบที่ออกใบเสร็จได้คือระบบเดียวที่ตรวจย้อนกลับไปถึงรายการจริงได้ทุกบรรทัด

## เอกสารและภาษีที่ต้องเตรียมเมื่อจ้างในนามนิติบุคคล

การจ้างงานที่ปรึกษาในนามบริษัทมีขั้นตอนเอกสารที่ควรเตรียมก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่ตามเก็บทีหลัง โดยเฉพาะเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้จ่ายเงิน

[คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528](https://www.rd.go.th/3479.html) ข้อ 8 (2) กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นค่าจ้างทำของ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา **ร้อยละ 3.0** · คำสั่งฉบับเดียวกันยังมีข้อ 8 (2/2) ที่ให้ใช้อัตรา **ร้อยละ 1.0** สำหรับเงินได้ที่จ่ายตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ถึง 31 ธันวาคม 2568 **เฉพาะกรณีที่นำส่งภาษีด้วยวิธีการตามมาตรา 3 ปัณรส แห่งประมวลรัษฎากร** ซึ่งคือการนำส่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ · ช่วงเวลาดังกล่าวสิ้นสุดแล้ว จึงควรเปิดตัวบทที่ลิงก์ไว้ตรวจอีกครั้งว่ามีการขยายเวลาหรือไม่ก่อนคำนวณจริง

รายการที่ควรเตรียมให้ครบก่อนเซ็นมีสี่อย่าง คือหนังสือรับรองนิติบุคคลของผู้ให้บริการ ข้อตกลงที่ระบุสิ่งที่ส่งมอบแยกตามส่วนของงาน กำหนดรอบวางบิลกับเงื่อนไขการชำระ และระบบออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายของฝ่ายบัญชีผู้ว่าจ้าง

### ธุรกิจที่ยังไม่จดทะเบียนนิติบุคคลจ้างได้ไหม

จ้างได้ แต่ภาระเอกสารต่างกัน ผู้ว่าจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีทั่วไป จึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหัก ขณะที่ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่นี้ทุกครั้งที่จ่าย ความต่างนี้กระทบยอดเงินสดที่จ่ายจริงในแต่ละงวด

## ธุรกิจแบบไหนที่เห็นผลจากงานที่ปรึกษาเร็วที่สุด

ตัวแปรที่ทำนายความเร็วได้ดีที่สุดไม่ใช่ขนาดธุรกิจ แต่คือจำนวนตัวเลขที่มีอยู่แล้วและความถี่ในการตัดสินใจ ธุรกิจที่มีทั้งสองอย่างจะเห็นผลภายในรอบสองถึงสามเดือนแรก

| ลักษณะธุรกิจ                                     | เห็นผลเร็วเพราะ                                         | สิ่งที่ต้องเตรียมเพิ่ม                       |
| ------------------------------------------------- | ---------------------------------------------------------- | ------------------------------------------------- |
| มีหน้าร้านและมีระบบขายที่บันทึกรายการครบ | มีตัวเลขต้นทางให้เทียบตั้งแต่วันแรก                 | วิธีเชื่อมรายการหน้าร้านกับช่องทางออนไลน์ |
| ขายสินค้าที่ซื้อซ้ำเป็นรอบ                  | วัดผลของการเปลี่ยนแปลงได้ภายในรอบซื้อถัดไป        | รายชื่อลูกค้าที่รวมจากทุกช่องทางแล้ว     |
| ขายให้องค์กรและมีวงจรขายยาว                | แต่ละดีลมีมูลค่าสูงพอให้ปรับทีละจุดแล้วเห็นผล | บันทึกเหตุผลที่แพ้หรือชนะในแต่ละดีล      |
| เพิ่งเปิดและยังไม่มีข้อมูลของตัวเอง       | เห็นผลช้ากว่ากลุ่มอื่นโดยธรรมชาติ                   | งวดแรกต้องใช้ไปกับการวางระบบเก็บตัวเลข  |

ธุรกิจที่ลูกค้าหลักเป็นผู้สูงอายุควรดูขนาดของกลุ่มก่อนวางแผน ทะเบียนราษฎรสิ้นปี 2568 นับคนอายุ 80 ปีขึ้นไปได้ 1,949,561 คน รายละเอียดรายจังหวัดอยู่ใน[Silent Generation ไทย อายุ 80 ขึ้นไปหนาแน่นสุดที่สมุทรสงคราม](https://phygital.co.th/insights/silent-generation-thailand-overlooked-consumers)

## เกณฑ์เทียบข้อเสนอจากผู้ให้บริการคนละรูปแบบ

ผู้ให้บริการงานที่ปรึกษามีหลายรูปแบบ ทั้งผู้เชี่ยวชาญอิสระ บริษัทที่ปรึกษา และเอเจนซีที่มีทีมลงมือทำอยู่ด้วย การเลือกไม่ได้ตัดสินที่รูปแบบ แต่ตัดสินที่โจทย์ของธุรกิจตรงกับจุดแข็งของรูปแบบใด เกณฑ์ห้าข้อนี้ใช้เทียบได้โดยไม่ต้องรู้จักผู้ให้บริการมาก่อน

1. **ขอบเขตที่เสนอตรงกับส่วนของงานที่ธุรกิจต้องการจริงหรือไม่** เทียบกับตารางสี่ส่วนด้านบนทีละแถว ข้อเสนอที่เขียนรวมเป็นก้อนเดียวเทียบกับข้อเสนออื่นไม่ได้
2. **ระบุผู้รับผิดชอบรายบุคคลและเวลาที่ใช้ต่อเดือนไว้หรือไม่** ข้อนี้สำคัญกับทุกรูปแบบเท่ากัน เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะได้เวลาของใครจริง
3. **มีแผนส่งต่อเมื่อผู้รับผิดชอบไม่อยู่หรือไม่** ผู้เชี่ยวชาญอิสระมักตอบด้วยการระบุช่วงเวลาที่รับงานได้ ส่วนบริษัทมักตอบด้วยการระบุผู้สำรอง ทั้งสองคำตอบใช้ได้ ที่ใช้ไม่ได้คือไม่มีคำตอบ
4. **สิ่งที่ส่งมอบเป็นของผู้ว่าจ้างในรูปแบบใด** ทั้งไฟล์ต้นฉบับ สิทธิเข้าถึงระบบ และรายชื่อลูกค้า ควรระบุรูปแบบไฟล์และระยะเวลาส่งคืนไว้ล่วงหน้า
5. **รองรับเงื่อนไขเอกสารของฝ่ายจัดซื้อได้หรือไม่** องค์กรที่มีระบบจัดซื้อมักต้องการคู่สัญญาที่เป็นนิติบุคคล ส่วนธุรกิจขนาดเล็กมักไม่มีข้อจำกัดนี้ จึงเป็นเรื่องของความเข้ากันได้กับกระบวนการภายใน ไม่ใช่เรื่องคุณภาพของงาน

ข้อที่สี่เป็นข้อที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดและมีต้นทุนสูงที่สุดเมื่อต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการ เพราะงานที่ทำไว้ทั้งหมดอาจใช้ต่อไม่ได้ถ้าไม่ได้ตกลงเรื่องไฟล์ต้นฉบับไว้ก่อน

### ข้อเสนอที่ราคาต่างกันมาก ควรอ่านตรงไหนก่อน

อ่านที่สิ่งส่งมอบของแต่ละส่วนก่อนอ่านตัวเลขราคา เพราะส่วนใหญ่ราคาที่ต่างกันมากมาจากขอบเขตที่ไม่เท่ากัน ไม่ใช่ค่าแรงต่อชั่วโมงที่ต่างกัน วิธีตรวจที่เร็วที่สุดคือวางข้อเสนอเทียบกับตารางสี่ส่วน แล้วดูว่ารายใดไม่ได้เสนอส่วนใดไว้เลย

## สิ่งที่ที่ปรึกษาทำแทนเจ้าของธุรกิจไม่ได้

ห้าข้อนี้ติดมากับลักษณะของงานให้คำปรึกษาเอง รู้ไว้ก่อนจะออกแบบการทำงานร่วมกันได้ตรงกว่าและไม่ต้องเถียงกันภายหลัง

* **ตัดสินใจเรื่องที่ผูกกับเงินทุนและทิศทางของกิจการ** ที่ปรึกษาเสนอทางเลือกพร้อมผลที่ตามมาได้ แต่ผู้ที่รับผลคือเจ้าของ การตัดสินใจจึงต้องอยู่ที่เจ้าของเสมอ
* **ทำให้ข้อมูลที่ไม่เคยถูกเก็บย้อนกลับมามีได้** ถ้าสองปีที่ผ่านมาไม่ได้บันทึกว่าลูกค้ามาจากช่องทางใด ไม่มีวิธีใดสร้างตัวเลขนั้นย้อนหลังได้ ทำได้แค่เริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้
* **แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอยู่ที่ตัวสินค้าหรือบริการ** ถ้าลูกค้าไม่กลับมาซื้อเพราะสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา การเปลี่ยนวิธีสื่อสารจะทำให้ปัญหาแพงขึ้น ไม่ได้ทำให้หายไป
* **บังคับให้ทีมภายในเปลี่ยนวิธีทำงาน** แผนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน้าร้านหรือฝ่ายผลิต จะเดินได้ต่อเมื่อมีผู้มีอำนาจภายในรับเป็นเจ้าของเรื่อง องค์กรที่ต้องการให้ทีมทำเองต่อได้มักแก้ข้อนี้ด้วยการอบรมควบคู่ไปกับแผน อ่านรูปแบบการอบรมได้ใน[บริการ In-house Training วัดผลอย่างไรให้รู้ว่าทีมใช้จริง](https://phygital.co.th/insights/in-house-training-digital-marketing-speaker)
* **รับประกันผลลัพธ์เป็นตัวเลขล่วงหน้า** เพราะผลขึ้นกับตัวแปรที่อยู่นอกการควบคุมด้วย ทั้งราคาสื่อ การเคลื่อนไหวของรายอื่น และฤดูกาล สิ่งที่รับประกันได้คือกระบวนการและรอบการรายงาน

ธุรกิจที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรหรือแบรนด์อื่นควรอ่านข้อที่สามคู่กับความเสี่ยงที่มาจากฝั่งพันธมิตรเอง อ่านต่อได้ใน[ความเสี่ยง Co-Branding เลิกกลางทางแล้วสต๊อกร่วมแบรนด์ไปไหน](https://phygital.co.th/insights/co-branding-risk-management)

## สามอย่างที่ควรรวบรวมให้ครบก่อนนัดคุย

การเตรียมสามอย่างนี้ทำให้ส่วนวินิจฉัยสั้นลงและตรงจุดขึ้น โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม

* **ตัวเลขย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งปี** ทั้งยอดขายแยกตามช่องทาง ต้นทุนสินค้าต่อหน่วย และค่าใช้จ่ายการตลาดรายเดือน ถ้ามีไม่ครบให้ส่งเท่าที่มีพร้อมระบุว่าขาดช่วงไหน
* **รายชื่อคำถามที่ลูกค้าถามซ้ำก่อนตัดสินใจซื้อ** รวบรวมจากพนักงานที่คุยกับลูกค้าจริง ข้อมูลชุดนี้บอกจุดที่ลูกค้าลังเลได้ตรงกว่ารายงานใด
* **รายการสิ่งที่เคยลองแล้วไม่ได้ผล** พร้อมช่วงเวลาและงบที่ใช้ เพื่อไม่ให้แผนใหม่เสนอสิ่งเดิมซ้ำโดยไม่รู้

ของสามอย่างนี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจมีอยู่แล้วเกือบทั้งหมด เพียงแต่กระจายอยู่คนละที่ การรวบรวมล่วงหน้าจึงเป็นงานที่ใช้เวลาไม่มากแต่เปลี่ยนคุณภาพของการประชุมครั้งแรกได้มากที่สุด

## สรุป

งานที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลคือการวินิจฉัยและจัดลำดับ ไม่ใช่การรับจ้างผลิตชิ้นงาน สองขอบเขตนี้ควรเขียนแยกไว้ในข้อตกลงเพราะวัดผลด้วยตัวเลขคนละชุด สิ่งที่ต้องตกลงก่อนเริ่มงานคือจะยึดรายงานของเครื่องมือตัวใด ใช้รูปแบบการให้เครดิตแบบใด และนับย้อนหลังกี่วัน เนื่องจากเอกสารของ Google Analytics เองระบุรูปแบบการให้เครดิตไว้สามแบบซึ่งให้ผลต่างกันจากข้อมูลชุดเดียวกัน ฝั่งเอกสาร ผู้ว่าจ้างที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายค่าจ้างทำของในอัตราร้อยละ 3.0 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 8 (2) จึงควรเตรียมระบบออกหนังสือรับรองไว้ตั้งแต่งวดแรก

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ค่าบริการงานที่ปรึกษาคิดแบบไหนได้บ้าง

มีสองแบบที่ใช้กันทั่วไป คือคิดเป็นโครงการซึ่งจบที่สิ่งส่งมอบชุดหนึ่ง และคิดเป็นรายเดือนซึ่งจบที่เวลาที่ผู้รับผิดชอบให้ต่อเดือน แบบแรกเหมาะกับโจทย์ที่ขอบเขตชัดตั้งแต่ต้น แบบที่สองเหมาะกับธุรกิจที่เงื่อนไขเปลี่ยนบ่อยจนต้องทบทวนแผนทุกเดือน สิ่งที่ควรถามคือแบบที่เสนอมาผูกกับอะไร ระหว่างสิ่งส่งมอบกับเวลา

### ส่วนวินิจฉัยกินเวลากี่สัปดาห์ก่อนจะได้เริ่มลงมือ

ขึ้นกับว่าธุรกิจมีตัวเลขพร้อมแค่ไหน ถ้ามีข้อมูลต้นทุน ยอดขายตามช่องทาง และรายชื่อลูกค้าที่รวมแล้ว ส่วนวินิจฉัยใช้เวลาสั้นกว่ามากเมื่อเทียบกับธุรกิจที่ต้องเริ่มจากการวางระบบเก็บตัวเลขก่อน ตัวเลขที่ควรถามผู้ให้บริการคือระยะเวลาของส่วนวินิจฉัยในสองกรณีนี้แยกกัน

### มีทีมการตลาดในบริษัทอยู่แล้ว ยังต้องใช้งานที่ปรึกษาอีกไหม

ใช้ในกรณีที่ทีมภายในติดที่การจัดลำดับหรือการตัดสินใจข้ามฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่คนในองค์กรตัดสินได้ยากกว่าคนนอกโดยธรรมชาติ แต่ถ้าทีมภายในรู้อยู่แล้วว่าจะทำอะไรและติดที่กำลังคน การเพิ่มกำลังผลิตตรงจุดนั้นคุ้มกว่า

### ถ้าผลไม่เป็นไปตามแผน กระบวนการควรเป็นอย่างไร

ควรเขียนไว้ในข้อตกลงว่าจะทบทวนเมื่อใดและด้วยเกณฑ์อะไร เช่น ทบทวนทุกรอบรายงานโดยเทียบกับค่าตั้งต้นจากส่วนวินิจฉัย และระบุว่าถ้าตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ติดกันกี่รอบจะกลับไปทบทวนสมมติฐาน ข้อนี้สำคัญกว่าการรับประกันตัวเลข เพราะเป็นสิ่งที่บังคับใช้ได้จริง

### ต้องให้สิทธิเข้าถึงระบบอะไรบ้าง และปลอดภัยหรือไม่

โดยทั่วไปคือสิทธิอ่านรายงานของเครื่องมือวิเคราะห์และระบบโฆษณา ไม่ใช่สิทธิผู้ดูแลระบบเต็มรูปแบบ แนวทางที่ปลอดภัยคือให้สิทธิระดับอ่านก่อน เพิ่มสิทธิเฉพาะเมื่อถึงงานที่ต้องแก้ไขจริง และถอนสิทธิทันทีเมื่อจบสัญญา โดยบันทึกไว้ว่าใครได้สิทธิอะไรเมื่อใด

### อยู่คนละจังหวัดกับผู้ให้บริการ ทำงานร่วมกันได้ไหม

ได้ โดยสิ่งที่ควรตกลงคือรอบประชุมประจำ ช่องทางที่ใช้ส่งเอกสารเป็นทางการ และจำนวนครั้งที่ต้องพบตัวจริงต่อสัญญา ธุรกิจที่มีหน้าร้านควรกำหนดให้มีการลงพื้นที่อย่างน้อยหนึ่งครั้งในส่วนวินิจฉัย เพราะมีสิ่งที่เห็นได้เฉพาะตอนอยู่หน้างาน

## ข้อเสนอที่แยกให้เห็นว่าส่วนไหนคือการวินิจฉัย ส่วนไหนคือการลงมือทำ

บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด แยกขอบเขตงานสี่ส่วนไว้ในใบเสนอราคาทุกครั้ง พร้อมระบุสิ่งที่ส่งมอบและตัวเลขที่ใช้วัดของแต่ละส่วน เพื่อให้ธุรกิจเลือกทำเฉพาะส่วนที่จำเป็นตอนนี้ และเทียบกับข้อเสนอจากผู้ให้บริการรายอื่นได้ทีละแถว

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
