# อาชีพที่หายไปตามยุค งานราว 60% ในปี 2018 ไม่มีชื่อในปี 1940

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/creative-destruction-lost-professions-business-lessons · เผยแพร่ 10 พฤศจิกายน 2568 · อ่าน 13 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

งานวิจัยของ Autor และคณะพบว่าการจ้างงานสหรัฐปี 2018 ราว 60% อยู่ในชื่อตำแหน่งที่ยังไม่มีในปี 1940 อ่านคำว่าการทำลายล้างเชิงสร้างสรรค์ของ Schumpeter ผ่านตัวเลขชุดนี้

## Key Takeaways

- **Joseph Schumpeter เรียกการที่ของใหม่เข้ามาแทนของเก่าว่า Creative Destruction ในหนังสือปี 1942** — และเขียนว่ากระบวนการนี้คือข้อเท็จจริงพื้นฐานของระบบทุนนิยม
- **David Autor กับผู้ร่วมวิจัยอีกสามคนประเมินว่าการจ้างงานในสหรัฐปี 2018 ราว 60% อยู่ในชื่อตำแหน่งที่ยังไม่มีในปี 1940** — กลุ่มวิชาชีพสูงถึง 74% ส่วนงานฝ่ายผลิตอยู่ที่ 46%
- **งานวิจัยชุดเดียวกันแยกนวัตกรรมเป็นสองแบบ แบบที่เสริมผลงานของอาชีพทำให้เกิดงานใหม่ แบบที่ทำแทนงานบางส่วนลดความต้องการแรงงาน** — และผลด้านลดงานแรงขึ้นในสี่ทศวรรษหลัง

คนส่วนใหญ่นึกถึงอาชีพที่หายไปเป็นรายชื่อ คนจุดตะเกียงถนน พนักงานต่อสายโทรศัพท์ พนักงานกดลิฟต์ แต่ตัวเลขที่บอกขนาดของการเปลี่ยนแปลงได้ชัดกว่าคือด้านที่มีงานเกิดใหม่ งานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ (NBER) ปี 2022 นับชื่อตำแหน่งงานที่เพิ่มเข้าไปในดัชนีอาชีพของสำมะโนประชากรสหรัฐแต่ละทศวรรษ แล้วประเมินว่าคนทำงานในปีล่าสุดของข้อมูลอยู่ในตำแหน่งใหม่เหล่านั้นมากแค่ไหน

บทนี้เป็นบทแรกของชุดอาชีพที่หายไป เริ่มจากที่มาของคำว่าการทำลายล้างเชิงสร้างสรรค์ ต่อด้วยตัวเลขจาก[เอกสาร New Frontiers ของ Autor, Chin, Salomons และ Seegmiller](https://www.nber.org/papers/w30389) ซึ่งภายหลังลงในวารสาร QJE ปี 2024 แล้วจบด้วยวิธีใช้ข้อค้นพบนี้กับงานในร้านขนาดเล็ก ตัวเลขทั้งหมดเป็นของตลาดแรงงานสหรัฐ ไม่ใช่ของไทย

## ที่มาของคำในหนังสือของ Schumpeter

Joseph Schumpeter นักเศรษฐศาสตร์ชาวออสเตรียที่ย้ายไปสอนที่ Harvard เขียนเรื่องนี้ไว้ในบทที่ 7 ของหนังสือ Capitalism, Socialism and Democracy ปี 1942 เขาอธิบายว่าระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนโครงสร้างจากข้างในอย่างไม่หยุด ทำลายของเก่าและสร้างของใหม่ไปพร้อมกัน และเรียกกระบวนการนี้ว่า Creative Destruction

ประโยคที่คนยกมาบ่อยที่สุดอยู่หน้า 83 ของหนังสือ ใจความคือ Schumpeter ถือว่ากระบวนการนี้เป็นข้อเท็จจริงพื้นฐานของทุนนิยม ข้อความและหน้าที่อ้างนี้ตรวจได้จาก[สารานุกรมเศรษฐศาสตร์ของ Econlib หัวข้อ Creative Destruction](https://www.econlib.org/library/Enc/CreativeDestruction.html) ที่ Richard Alm และ W. Michael Cox เขียน

Schumpeter เขียนถึงการแข่งขันมากกว่าเขียนถึงอาชีพ เขาชี้ว่าคู่แข่งที่น่ากลัวคือสินค้าใหม่ เทคโนโลยีใหม่ หรือรูปแบบองค์กรใหม่ที่ทำให้วิธีเดิมหมดความหมาย การตัดราคาลงนิดหน่อยของร้านที่ขายของแบบเดียวกันมีผลน้อยกว่ามาก อาชีพที่หายไปคือผลของการแข่งขันแบบนั้นในตลาดแรงงาน

### **การทำลายล้างเชิงสร้างสรรค์คืออะไร**

การทำลายล้างเชิงสร้างสรรค์คือคำที่ Joseph Schumpeter ใช้ในหนังสือปี 1942 เรียกกระบวนการที่นวัตกรรมเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากภายใน ของเดิม วิธีทำงานเดิม และธุรกิจเดิมถูกแทนที่ ขณะที่ของใหม่และงานใหม่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน เขามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นลักษณะปกติของระบบตลาด ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ

### คนที่ตกงานกับคนที่ได้งานใหม่มักเป็นคนละกลุ่ม

คำว่าสร้างสรรค์ในชื่อทำให้บางคนอ่านว่ากระบวนการนี้ดีต่อทุกฝ่าย แต่ Schumpeter ใช้คำนี้อธิบายกลไก ไม่ได้ตัดสินว่าใครได้ใครเสีย คนที่ตกงานจากเทคโนโลยีใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกับคนที่ได้งานใหม่ และช่วงเปลี่ยนผ่านอาจยาวหลายสิบปี บทต่อจากนี้ในชุดจึงดูแต่ละอาชีพแยกกันว่าหายไปอย่างไร และใครรับงานส่วนที่เหลือไป

## งานราว 60% อยู่ในตำแหน่งที่ยังไม่มีในปี 1940

ทีมของ Autor ใช้ดัชนีรายชื่ออาชีพตามตัวอักษรที่สำนักงานสำมะโนสหรัฐทำไว้ให้เจ้าหน้าที่ใช้ลงรหัสอาชีพ ดัชนีนี้มีชื่อตำแหน่งย่อยราว 35,000 ชื่อในแต่ละฉบับ ทุกครั้งที่ผู้ตอบสำมะโนจำนวนมากพอเขียนชื่องานที่ไม่เคยมีในรายการ เจ้าหน้าที่จะเพิ่มชื่อนั้นเข้าไปในฉบับถัดไป การเทียบดัชนีแต่ละทศวรรษจึงบอกได้ว่างานชนิดไหนเกิดขึ้นเมื่อไร

ผลที่ได้คือการจ้างงานปี 2018 ราว 60% อยู่ในชื่อตำแหน่งที่ยังไม่มีในปี 1940 ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ เพราะดัชนีไม่ได้นับว่ามีคนอยู่ในแต่ละชื่อย่อยกี่คน ทีมวิจัยจึงคูณสัดส่วนชื่อใหม่ในแต่ละกลุ่มอาชีพด้วยจำนวนคนทำงานในกลุ่มนั้น

ความต่างระหว่างกลุ่มอาชีพก็ชัด กลุ่มวิชาชีพซึ่งเพิ่มคนทำงานมากที่สุดในแปดทศวรรษนี้มีการจ้างงานในตำแหน่งใหม่ถึง 74% ส่วนงานฝ่ายผลิตมีไม่ถึงครึ่ง คือ 46% งานฝ่ายผลิตโตช้าเป็นอันดับสองรองจากงานเกษตรในช่วงเดียวกัน

### **Autor นับตำแหน่งงานใหม่อย่างไร**

ทีมวิจัยเทียบดัชนีรายชื่ออาชีพของสำมะโนสหรัฐตั้งแต่ฉบับปี 1940 ถึง 2018 ชื่อที่ปรากฏครั้งแรกในฉบับใดถือว่าเกิดในทศวรรษก่อนหน้า จากนั้นคัดเฉพาะชื่อที่สะท้อนงานใหม่จริง เช่นมีความเชี่ยวชาญ เครื่องมือ หรือคุณสมบัติที่ต่างจากเดิม แล้วตรวจกับความถี่ของคำใน Google Ngram ว่าชื่อเหล่านั้นเริ่มถูกใช้ในภาษาอังกฤษช่วงเดียวกันหรือไม่

### ตัวอย่างชื่อตำแหน่งที่เพิ่มในแต่ละฉบับ

ตารางที่ 1 ในเอกสารยกตัวอย่างไว้สองฝั่ง ฝั่งซ้ายเป็นงานที่มาจากเทคโนโลยี ฝั่งขวาเป็นงานที่มาจากรสนิยม รายได้ และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยน

| ฉบับ | งานจากเทคโนโลยี                         | งานจากความต้องการที่เปลี่ยน |
| ---- | ----------------------------------------- | -------------------------------- |
| 1950 | ผู้ออกแบบเครื่องบิน                    | ช่างสัก                         |
| 1970 | วิศวกรโปรแกรมประยุกต์คอมพิวเตอร์       | ที่ปรึกษาสุขภาพจิต            |
| 1990 | ผู้ออกแบบผังวงจร                       | ผู้วางแผนการประชุม            |
| 2000 | ผู้เชี่ยวชาญปัญญาประดิษฐ์              | พนักงานสวนสนุก                 |
| 2010 | ช่างเทคนิคกังหันลม                     | ซอมเมอลิเยร์                 |
| 2018 | นักวิเคราะห์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ | นักบำบัดด้วยการละคร          |

ครึ่งหนึ่งของตัวอย่างไม่ได้เกิดจากเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ ช่างสักและผู้วางแผนการประชุมเกิดเพราะคนมีเงินและเวลาใช้กับเรื่องใหม่ งานใหม่จึงตามความต้องการของลูกค้าพอ ๆ กับตามเทคโนโลยี

## งานใหม่ส่วนใหญ่แตกออกมาจากงานเดิม

เอกสารยกสองชื่อที่อธิบายลักษณะงานใหม่ได้ดี คือช่างทำเล็บ ซึ่งเพิ่มในดัชนีฉบับปี 2000 และช่างไฟฟ้าระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งเพิ่มในฉบับล่าสุด ช่างไฟฟ้าโซลาร์ก็คือช่างไฟฟ้าที่มีความรู้เรื่องการติดตั้งแผงเพิ่ม ช่างทำเล็บก็คือช่างเสริมสวยที่เจาะงานดูแลเล็บ

ทีมวิจัยสรุปว่างานใหม่มักไม่ได้ต่างจากงานเดิมจนจำไม่ได้ ส่วนใหญ่เกิดจากสองทาง ทางแรกคือความเชี่ยวชาญใหม่ภายในงานที่มีอยู่แล้ว ทางที่สองคือกิจกรรมเฉพาะกลุ่มที่ตลาดโตพอจนมีคนทำเป็นอาชีพหลัก

ข้อนี้เปลี่ยนวิธีมองอาชีพที่หายไป งานที่หายจริง ๆ มักเป็นงานบางส่วนในตำแหน่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือถูกย้ายไปรวมกับงานอื่น หรือกลายเป็นชื่อตำแหน่งใหม่ ตำแหน่งที่หายทั้งชื่อเป็นกรณีที่น้อยกว่า บทพนักงานลิฟต์ในชุดนี้ดูกรณีที่หายทั้งชื่อ

### **งานใหม่ในงานวิจัยของ Autor มาจากไหน**

งานวิจัยพบว่างานใหม่เกิดจากสองแรง แรงแรกคือนวัตกรรมที่ทำให้ผลงานของอาชีพนั้นดีขึ้นหรือหลากหลายขึ้น แรงที่สองคือความต้องการสินค้าหรือบริการของอาชีพนั้นเพิ่มขึ้น เช่นประชากรสูงวัยเพิ่มความต้องการงานดูแลสุขภาพ ส่วนนวัตกรรมที่ทำแทนงานและความต้องการที่ลดลงทำให้งานใหม่เกิดช้าลง

### จุดที่งานใหม่เกิดย้ายไปในสี่ทศวรรษหลัง

ช่วงปี 1940 ถึง 1980 งานใหม่ของคนที่ไม่ได้เรียนระดับวิทยาลัยเกิดมากในงานผลิตและงานธุรการที่ได้ค่าจ้างระดับกลาง หลังจากนั้นจุดที่งานใหม่เกิดย้ายไปอยู่ที่งานวิชาชีพค่าจ้างสูง และรองลงมาคืองานบริการส่วนบุคคลและผู้ช่วยดูแลสุขภาพที่ได้ค่าจ้างต่ำ คนที่ไม่ได้เรียนต่อจึงมีทางไปน้อยลงในงานระดับกลาง

## นวัตกรรมที่เสริมงานกับนวัตกรรมที่ทำแทน

ส่วนที่ใหม่ที่สุดของเอกสารนี้คือการแยกสิทธิบัตรเป็นสองกลุ่ม ทีมวิจัยนำข้อความของสิทธิบัตรสหรัฐทุกฉบับที่ออกตลอดแปดทศวรรษที่ศึกษามาเทียบความหมายกับคำบรรยายของแต่ละอาชีพด้วยเทคนิคประมวลผลภาษา สิทธิบัตรที่ใกล้กับผลงานของอาชีพถูกนับเป็นนวัตกรรมเสริมงาน สิทธิบัตรที่ใกล้กับงานที่คนในอาชีพนั้นลงมือทำถูกนับเป็นนวัตกรรมแทนงาน

สิทธิบัตรหนึ่งฉบับอาจเป็นทั้งสองแบบหรือไม่เป็นเลยก็ได้ และอาชีพที่ได้รับนวัตกรรมเสริมงานมากมักได้รับนวัตกรรมแทนงานมากด้วย แต่ผลของสองกลุ่มไปคนละทาง นวัตกรรมเสริมงานเพิ่มความต้องการแรงงานในอาชีพนั้นและทำนายได้ว่างานใหม่จะเกิดที่ไหน นวัตกรรมแทนงานลดความต้องการแรงงานและไม่ได้ทำนายจุดที่งานใหม่จะเกิด

ทีมวิจัยยังใช้สิทธิบัตรระดับบุกเบิกที่ออกก่อนหน้าราวสองทศวรรษเป็นตัวแปรช่วย เพื่อยืนยันว่าผลที่เห็นเป็นเหตุและผล ไม่ใช่แค่สองอย่างเกิดพร้อมกัน

### **เทคโนโลยีใหม่ทำให้คนตกงานมากกว่าสร้างงานหรือไม่**

งานวิจัยของ Autor ไม่ได้ตอบเป็นตัวเลขรวมเดียว แต่แยกให้เห็นว่านวัตกรรมเสริมงานเพิ่มการจ้างงาน ส่วนนวัตกรรมแทนงานลดการจ้างงาน และพบว่าผลด้านลดงานแรงขึ้นในสี่ทศวรรษหลังของช่วงศึกษา ขณะที่ผลด้านเพิ่มงานไม่ได้แรงขึ้นตาม คำตอบจึงขึ้นกับว่าเทคโนโลยีในช่วงนั้นเอียงไปทางไหน

### ขนาดของผลในแต่ละช่วง

เอกสารแปลงผลเป็นขนาดของผลกระทบว่า ถ้าอาชีพหนึ่งเจอนวัตกรรมแทนงานสูงขึ้นหนึ่งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจ้างงานของอาชีพนั้นโตช้าลง 3.19% ต่อทศวรรษในช่วงปี 1940 ถึง 1980 และช้าลง 8.61% ต่อทศวรรษในช่วงปี 1980 ถึง 2018 ส่วนนวัตกรรมเสริมงานในขนาดเดียวกันเพิ่มการเติบโต 3.96% และ 5.32% ต่อทศวรรษตามลำดับ

ผู้วิจัยเตือนเองว่าตัวชี้วัดนี้เหมาะกับการเทียบอาชีพในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าการเทียบข้ามช่วง ตัวเลขทั้งสี่จึงใช้ดูทิศทาง ไม่ใช่ใช้พยากรณ์อาชีพใดอาชีพหนึ่ง

## สี่บทต่อจากนี้ในชุดอาชีพที่หายไป

อาชีพในชุดนี้หายไปคนละแบบ บางอาชีพหายทั้งตำแหน่ง บางอาชีพเหลือแค่หน้าที่เชิงพิธีการ บางอาชีพย้ายจากลูกค้ากลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่ม แต่ละบทดูกรณีจริงผ่านเอกสารที่เปิดอ่านต้นทางได้

| บท  | อาชีพ                                                    | สิ่งที่มาแทน               | ประเด็นที่ดูในบทนั้น                             |
| --- | -------------------------------------------------------- | ---------------------------- | ----------------------------------------------------- |
| 748 | อาลักษณ์ ผู้ประกาศข่าว                                 | สิ่งพิมพ์ทางราชการ        | ประกาศย้ายจากเสียงและลายมือไปสู่กระดาษพิมพ์  |
| 749 | คนจุดตะเกียงถนน คนปลุกตอนเช้า และคนส่งน้ำแข็ง  | ไฟฟ้า นาฬิกาปลุก ตู้เย็น   | ลูกค้าบางกลุ่มหายแต่อีกกลุ่มยังซื้อต่อ       |
| 750 | พนักงานสลับสายโทรศัพท์ มนุษย์คำนวณ พนักงานพิมพ์ดีด | ชุมสายอัตโนมัติ คอมพิวเตอร์ | งานหายแต่เครื่องมือที่คนเคยใช้ยังอยู่       |
| 751 | คนอ่านหนังสือในโรงงาน พนักงานลิฟต์                  | วิทยุ ลิฟต์อัตโนมัติ        | ความไว้ใจที่ต้องสร้างก่อนคนยอมใช้ระบบไร้คน |

อ่านเรื่องประกาศทางราชการที่ย้ายจากเสียงมาเป็นกระดาษต่อได้ใน[อาลักษณ์และผู้ป่าวประกาศ จากหมายลายมือถึงราชกิจจานุเบกษา](https://phygital.co.th/insights/scribe-town-crier-lost-professions) และกรณีที่ลูกค้าเปลี่ยนกลุ่มอยู่ใน[คนจุดตะเกียง คนปลุก คนส่งน้ำแข็ง กับประกาศน้ำแข็ง 2568](https://phygital.co.th/insights/lamplighter-knocker-upper-iceman-lost-professions)

### งานสำนักงานกับงานที่คนต้องไว้ใจ

อีกสองบทดูงานในสำนักงานและงานบริการ บทแรกดูว่าทำไมงานต่อสายและงานพิมพ์หายไป แต่ผังแป้นพิมพ์ที่คนพิมพ์ดีดเคยใช้ยังอยู่บนคีย์บอร์ดทุกวันนี้ อยู่ใน[พนักงานต่อสาย มนุษย์คำนวณ พิมพ์ดีด คนเดิมไปอยู่ที่ไหน](https://phygital.co.th/insights/switchboard-operator-human-computer-typing-pool-lost-professions) อีกบทดูอาชีพเดียวที่หายทั้งตำแหน่งในงานวิจัยอีกชิ้น คือพนักงานลิฟต์ อยู่ใน[พนักงานลิฟต์ อาชีพเดียวใน 271 ที่ระบบอัตโนมัติแทนทั้งหมด](https://phygital.co.th/insights/lector-elevator-operator-lost-professions)

## สี่คำถามกับงานแต่ละบรรทัดในร้าน

ข้อค้นพบว่างานหายเป็นรายส่วนมากกว่ารายตำแหน่ง ใช้กับร้านขนาดเล็กได้ตรง ๆ ก่อนซื้อระบบหรือเครื่องมือที่สัญญาว่าจะลดงาน ให้เขียนงานของแต่ละตำแหน่งแยกเป็นบรรทัด แล้วตอบสี่คำถามต่อไปนี้กับทุกบรรทัด

1. **งานนี้ลูกค้าเห็นหรือไม่** งานหลังร้าน เช่นกรอกยอดขายลงตาราง เป็นงานที่เครื่องมือทำแทนได้โดยลูกค้าไม่รู้สึกอะไร งานหน้าร้านต้องคิดเพิ่มว่าลูกค้าจะรับรู้การเปลี่ยนแปลงอย่างไร
2. **เครื่องมือนี้ทำให้ผลงานดีขึ้น หรือแค่ทำแทนคน** ถ้าผลงานที่ลูกค้าได้ดีขึ้นด้วย เช่นตอบคำถามได้เร็วขึ้นและครบขึ้น เครื่องมือนั้นเข้าใกล้นวัตกรรมเสริมงาน
3. **เวลาที่ประหยัดได้จะย้ายไปทำอะไร** ถ้าไม่มีคำตอบ ร้านจะได้แค่ต้นทุนที่ลดลงหนึ่งครั้ง ถ้ามีงานใหม่รออยู่ เช่นดูแลลูกค้าประจำ ร้านได้รายได้ใหม่ด้วย
4. **คนที่ทำงานนี้อยู่จะเรียนอะไรต่อ** งานใหม่ในงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นความเชี่ยวชาญที่ต่อยอดจากงานเดิม การฝึกคนเดิมจึงมักเร็วกว่าการหาคนใหม่

## สรุป

Joseph Schumpeter ตั้งชื่อการทำลายล้างเชิงสร้างสรรค์ในหนังสือปี 1942 เพื่ออธิบายว่านวัตกรรมทำลายโครงสร้างเก่าและสร้างโครงสร้างใหม่ไปพร้อมกัน งานวิจัยของ Autor และคณะที่เผยแพร่ผ่าน NBER ปี 2022 ประเมินว่าการจ้างงานสหรัฐปี 2018 ราว 60% อยู่ในชื่อตำแหน่งที่ยังไม่มีในปี 1940 กลุ่มวิชาชีพสูงถึง 74% และงานฝ่ายผลิต 46% งานใหม่ส่วนใหญ่เป็นความเชี่ยวชาญที่แตกจากงานเดิม และเกิดทั้งจากเทคโนโลยีและความต้องการที่เปลี่ยน นวัตกรรมที่เสริมผลงานเพิ่มการจ้างงาน ส่วนนวัตกรรมที่ทำแทนงานลดการจ้างงาน และผลด้านลดงานแรงขึ้นหลังปี 1980 สำหรับร้านขนาดเล็ก บทเรียนคือให้ดูงานเป็นรายบรรทัดก่อนตัดสินว่าเครื่องมือใหม่จะแทนอะไร

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ตัวเลข 60% ของ Autor ใช้กับตลาดแรงงานไทยได้ไหม

ใช้ตรง ๆ ไม่ได้ ตัวเลขมาจากดัชนีอาชีพของสำมะโนสหรัฐและข้อมูลการจ้างงานสหรัฐ ไทยมีโครงสร้างอาชีพ สัดส่วนงานเกษตร และช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเข้ามาต่างกัน สิ่งที่นำมาใช้ได้คือวิธีคิด ว่างานใหม่มักแตกมาจากงานเดิมและเกิดตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น

### Schumpeter เป็นคนแรกที่พูดเรื่องเครื่องจักรแทนคนหรือเปล่า

ไม่ใช่ ความกังวลเรื่องเครื่องจักรแทนแรงงานมีมาก่อนหน้านั้นนาน สิ่งที่ Schumpeter ทำคือให้ชื่อกระบวนการที่นวัตกรรมทำลายโครงสร้างเก่าและสร้างโครงสร้างใหม่ และวางมันไว้เป็นแกนของการอธิบายระบบทุนนิยมในหนังสือเล่มนั้น

### นวัตกรรมเสริมงานกับแทนงานต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ

ตามนิยามของงานวิจัย นวัตกรรมเสริมงานเพิ่มความสามารถ คุณภาพ หรือความหลากหลายของผลงานที่อาชีพนั้นส่งให้ลูกค้า นวัตกรรมแทนงานทำขั้นตอนที่คนเคยทำเองแทนคน เครื่องมือชิ้นเดียวอาจเป็นทั้งสองแบบ ขึ้นกับว่าเจ้าของใช้มันทำอะไร

### อาชีพที่หายทั้งชื่อตำแหน่งมีมากไหม

น้อยกว่าที่คนทั่วไปคิด งานวิจัยของ Autor เองพูดถึงการเกิดของชื่อใหม่เป็นหลัก ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นที่นับอาชีพในสำมะโนสหรัฐปี 1950 พบว่าตำแหน่งที่หายไปทั้งชื่อเพราะระบบอัตโนมัติมีน้อยมาก รายละเอียดอยู่ในบทพนักงานลิฟต์ของชุดนี้

### ทำไมบทความเรื่องอาชีพถึงอยู่ในหมวดการตลาด

เพราะงานใหม่ในงานวิจัยครึ่งหนึ่งเกิดจากความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยน ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีอย่างเดียว ธุรกิจที่อ่านความต้องการได้ก่อนจึงเห็นก่อนว่างานส่วนไหนควรเก็บไว้ให้คนทำ และงานส่วนไหนลูกค้าไม่ได้ให้ค่าแล้ว

## งานใหม่เกิดตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพิ่ม ร้านที่รู้ความต้องการนั้นก่อนจึงรู้ว่าจะย้ายคนไปทำงานส่วนไหน

PHYGITAL AGENCY เก็บคำตอบจากลูกค้าจริงเป็นข้อมูลให้เจ้าของใช้ตัดสินว่างานส่วนไหนควรเก็บไว้ให้คนทำ

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
