# Rule of Thirds คืออะไร องค์ประกอบภาพตามงานวิจัยการมองจริง

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/composition-rule-of-thirds-visual-hierarchy-guide · เผยแพร่ 9 พฤษภาคม 2566 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

Rule of Thirds กับ Visual Hierarchy ตามงานวิจัยที่วัดการมองจริง การทดลองกฎสามส่วนปี 2014 eye tracking ของ NN/g 232 คน และความประทับใจแรกของเว็บใน 17-50 มิลลิวินาที

## Key Takeaways

- **งานวิจัยของ Amirshahi และคณะ (2014) พบว่ากฎสามส่วนแทบไม่มีบทบาทในภาพถ่ายคุณภาพสูงและภาพวาดชุดใหญ่** — คะแนนความงามที่ผู้ร่วมทดลอง 30 คนให้สัมพันธ์กับกฎนี้เพียงอ่อน ๆ กฎสามส่วนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดวาง ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินว่าภาพดีหรือไม่
- **Nielsen Norman Group บันทึกการมองหน้าเว็บของผู้ใช้ 232 คนในปี 2006 แล้วพบรูปแบบตัว F** — และยืนยันซ้ำในปี 2017 ว่ารูปแบบนี้เกิดเมื่อหน้าเว็บเป็นข้อความยาวที่ไม่มีหัวข้อ ตัวหนา หรือการจัดกลุ่ม
- **ผู้ใช้ตัดสินความสวยของหน้าเว็บได้ภายใน 17-50 มิลลิวินาที** — ตามการทดลองของ Tuch และคณะ (2012) หน้าเว็บที่ดูไม่รกและมีโครงคุ้นตาได้คะแนนสูงสุด

คนที่ต้องอนุมัติเลย์เอาต์หน้าเว็บ แบนเนอร์ และภาพสินค้า มักได้ยินกฎจำหลายข้อ เช่น กฎสามส่วน หรือการวางเนื้อหาตามแนวที่สายตากวาด แต่ไม่รู้ว่าข้อไหนมีหลักฐานหนุนและข้อไหนไม่มี บทนี้รวมผลของงานวิจัยสามชุดที่เปิดอ่านต้นทางได้ เพื่อให้ตรวจงานด้วยเกณฑ์ที่มีข้อมูลรองรับ แล้วสรุปเป็นรายการตรวจเลย์เอาต์ก่อนอนุมัติ

การจัดองค์ประกอบภาพเป็นงานออกแบบไม่กี่ส่วนที่มีงานวิจัยวัดพฤติกรรมจริงรองรับ นักวิจัยใช้เครื่องติดตามการเคลื่อนไหวของตา (eye tracking) บันทึกว่าผู้ใช้มองตรงไหนก่อน ใช้การฉายภาพหน้าเว็บสั้นกว่าหนึ่งในสิบวินาทีเพื่อวัดความประทับใจแรก และให้ผู้ร่วมทดลองให้คะแนนภาพที่วางตามกฎสามส่วนเทียบกับภาพที่ไม่ได้วาง

## องค์ประกอบภาพกับลำดับการมอง

องค์ประกอบภาพ (Composition) คือการวางตำแหน่ง ขนาด และความเข้มของสิ่งต่าง ๆ ในกรอบเดียว ส่วนลำดับชั้นทางสายตา (Visual Hierarchy) คือผลของการวางนั้นต่อลำดับที่ผู้ชมมอง งานสองส่วนนี้แยกกันไม่ได้ ภาพสินค้าหนึ่งภาพกับหน้าเว็บหนึ่งหน้าต่างก็ต้องบอกผู้ชมว่าให้มองอะไรเป็นอย่างแรก

### Visual Hierarchy คืออะไร

Visual Hierarchy คือลำดับที่ผู้ชมมองสิ่งต่าง ๆ ในภาพหรือหน้าเว็บ ผู้ออกแบบกำหนดลำดับนี้ได้ด้วยเครื่องมือหลักไม่กี่อย่าง ได้แก่ ขนาด ความต่างของสีและความสว่าง ตำแหน่งบนหน้า และระยะห่างจากสิ่งอื่น สิ่งที่ใหญ่กว่า เข้มกว่า หรืออยู่ด้านบนมักถูกมองก่อน การตรวจลำดับชั้นทำได้ด้วยคำถามเดียว คือหลังมองสามวินาทีแรก ผู้ชมรู้หรือยังว่าภาพหรือหน้านี้ขายอะไรและให้ทำอะไรต่อ ถ้ายังไม่รู้ แปลว่าองค์ประกอบสำคัญแข่งกันดึงสายตาอยู่

งานวิจัยที่อ้างในบทนี้วัดลำดับการมองสองแบบ แบบแรกวัดตำแหน่งที่ตาหยุดนิ่ง (fixation) ด้วยเครื่อง eye tracking แบบที่สองวัดคะแนนความรู้สึกหลังเห็นภาพช่วงสั้นมาก ทั้งสองแบบให้ข้อมูลคนละชั้น การรู้ว่าผู้ใช้มองตรงไหนไม่ได้บอกว่าผู้ใช้ชอบหรือไม่

## กฎสามส่วนในการทดลองของ Amirshahi

กฎสามส่วนเป็นกฎการจัดวางที่รู้จักกันมากที่สุดในงานภาพ แต่งานวิจัยที่วัดกฎนี้โดยตรงพบว่าภาพคุณภาพสูงส่วนใหญ่ไม่ได้วางตามกฎ

### Rule of Thirds คืออะไร

Rule of Thirds หรือกฎสามส่วน คือการแบ่งภาพด้วยเส้นแนวตั้งสองเส้นและแนวนอนสองเส้นเป็นตาราง 3×3 แล้ววางจุดสนใจหลักบนเส้นใดเส้นหนึ่งหรือบนจุดตัดสี่จุด แทนการวางไว้กลางภาพ แอปกล้องในโทรศัพท์หลายรุ่นเปิดเส้นตารางนี้ได้จากหน้าตั้งค่า ผู้ที่เพิ่งเริ่มถ่ายภาพสินค้าจึงใช้กฎนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่ม กฎนี้ช่วยให้ภาพมีพื้นที่ว่างด้านใดด้านหนึ่งสำหรับวางข้อความหรือให้สายตาเคลื่อนต่อ ซึ่งเป็นประโยชน์กับแบนเนอร์ที่ต้องมีทั้งสินค้าและข้อความในกรอบเดียว

### ภาพที่ดีต้องวางตามกฎสามส่วนเสมอไหม

ไม่จำเป็น งานวิจัย [Evaluating the Rule of Thirds in Photographs and Paintings](https://doi.org/10.1163/22134913-00002024) ของ Amirshahi, Hayn-Leichsenring, Denzler และ Redies ในวารสาร Art & Perception ปี 2014 เล่ม 2 หน้า 163-182 เทียบค่ากฎสามส่วนที่คอมพิวเตอร์คำนวณจากแผนที่จุดเด่นของภาพ กับคะแนนที่ผู้ร่วมทดลอง 30 คนให้ ผลคือคะแนนความงามสัมพันธ์กับคะแนนกฎสามส่วนที่คนให้เพียงอ่อน ๆ และไม่สัมพันธ์เลยกับค่าที่คอมพิวเตอร์คำนวณ ภาพถ่ายที่ได้คะแนนความงามสูงและภาพวาดชุดใหญ่มีค่ากฎสามส่วนต่ำพอ ๆ กับภาพที่ไม่ได้วางตามกฎ

| สิ่งที่ผู้วิจัยวัด                                                                   | ผลที่พบ                                               |
| ---------------------------------------------------------------------------------------- | ------------------------------------------------------- |
| ค่ากฎสามส่วนจากคอมพิวเตอร์ เทียบกับคะแนนที่คนให้ ในภาพที่ไม่ได้วางตามกฎ | สอดคล้องกันพอสมควร                                   |
| ค่าเดียวกันในภาพที่วางตามกฎ                                                       | สัมพันธ์ปานกลาง                                       |
| คะแนนความงาม เทียบกับคะแนนกฎสามส่วนที่คนให้                                    | สัมพันธ์อ่อน                                           |
| คะแนนความงาม เทียบกับค่ากฎสามส่วนจากคอมพิวเตอร์                                 | ไม่สัมพันธ์                                            |
| ภาพถ่ายคะแนนความงามสูงและภาพวาดชุดใหญ่                                          | ค่ากฎสามส่วนต่ำพอ ๆ กับภาพที่ไม่ได้วางตามกฎ |

ข้อสรุปของผู้วิจัยคือกฎสามส่วนมีบทบาทน้อยมากหรือไม่มีเลยในภาพคุณภาพสูงชุดใหญ่ ผลนี้ไม่ได้บอกว่ากฎสามส่วนทำให้ภาพแย่ลง แต่บอกว่าการวางตามกฎไม่ได้รับประกันคะแนนความงาม ผู้อนุมัติภาพจึงเลือกตำแหน่งสินค้าจากหน้าที่ของภาพได้ เช่น ภาพที่ต้องให้ผู้ซื้อเห็นรายละเอียดวางสินค้ากลางกรอบได้โดยไม่ขัดกับหลักฐานชุดนี้

## ผู้ใช้กวาดสายตาบนหน้าเว็บแบบตัว F

หน้าเว็บต่างจากภาพถ่ายตรงที่ผู้ใช้อ่านข้อความและเลื่อนหน้าไปพร้อมกัน งานวิจัยที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดเรื่องนี้คือรูปแบบตัว F ของ Nielsen Norman Group

### F-pattern คืออะไร

[F-pattern](https://www.nngroup.com/articles/f-shaped-pattern-reading-web-content-discovered/) คือรูปแบบการกวาดสายตาที่ Nielsen Norman Group พบจากการบันทึกการมองหน้าเว็บของผู้ใช้ 232 คนในปี 2006 ผู้ใช้อ่านแนวนอนตามส่วนบนของเนื้อหาก่อน จากนั้นเลื่อนลงมาอ่านแนวนอนอีกครั้งในช่วงที่สั้นกว่า แล้วกวาดลงตามขอบซ้ายในแนวตั้ง ภาพความร้อนของการมองจึงคล้ายตัว F ผลที่ตามมาคือบรรทัดแรก ๆ ของหน้าได้รับการมองมากกว่าบรรทัดถัดไป และคำแรก ๆ ทางซ้ายของแต่ละบรรทัดได้รับการมองมากกว่าคำที่อยู่ท้ายบรรทัด

ใน[บทความทบทวนปี 2017](https://www.nngroup.com/articles/f-shaped-pattern-reading-web-content/) Kara Pernice ของ Nielsen Norman Group ยืนยันว่ารูปแบบนี้ยังเกิดขึ้นทั้งบนคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ และระบุว่าการกวาดสายตาบนเว็บไม่ได้เป็นตัว F เสมอไป

| รูปแบบการกวาดสายตา (NN/g 2017) | ลักษณะ                                                                       |
| ---------------------------------- | ---------------------------------------------------------------------------- |
| ตัว F                              | อ่านแนวนอนสองช่วงบนสุด แล้วกวาดลงตามขอบซ้าย                       |
| Layer-cake                         | มองเฉพาะหัวข้อและหัวข้อย่อย ข้ามเนื้อความด้านล่าง                   |
| Spotted                            | ข้ามข้อความเป็นก้อน มองหาสิ่งเฉพาะ เช่น ลิงก์ ตัวเลข หรือที่อยู่     |
| Marking                            | จ้องจุดเดิมขณะเลื่อนหน้า เกิดบนโทรศัพท์บ่อยกว่าบนคอมพิวเตอร์      |
| Bypassing                          | ข้ามคำแรกของบรรทัดเมื่อหลายบรรทัดในรายการขึ้นต้นด้วยคำเดียวกัน |
| Commitment                         | อ่านเกือบทุกคำ เกิดเมื่อผู้ใช้สนใจเนื้อหานั้นมาก                   |

## เงื่อนไขที่ทำให้เกิดตัว F และวิธีแก้

บทความทบทวนของ Nielsen Norman Group ระบุว่ารูปแบบตัว F ไม่ดีต่อทั้งผู้ใช้และธุรกิจ เพราะผู้ใช้พลาดเนื้อหาเป็นก้อนใหญ่ตามตำแหน่งของข้อความในคอลัมน์ ไม่ได้พลาดเพราะเนื้อหาไม่สำคัญ

### หน้าเว็บแบบไหนทำให้ผู้ใช้อ่านเป็นตัว F

ผู้ใช้อ่านเป็นตัว F เมื่อมีเงื่อนไขสามข้อพร้อมกัน ข้อแรก หน้าหรือส่วนของหน้าเป็นข้อความยาวที่ไม่มีตัวหนา รายการหัวข้อย่อย หรือหัวข้อคั่น ข้อสอง ผู้ใช้ต้องการทำงานบนหน้านั้นให้เสร็จเร็วที่สุด ข้อสาม ผู้ใช้ไม่ได้สนใจมากพอจะอ่านทุกคำ สองข้อหลังเป็นพฤติกรรมปกติของผู้ใช้เว็บเกือบทุกคน เจ้าของเว็บจึงควบคุมได้จริงเพียงข้อแรก คือรูปแบบของข้อความบนหน้า

วิธีแก้ที่บทความทบทวนแนะนำเป็นเรื่องการจัดวางทั้งหมด

1. **วางประเด็นสำคัญที่สุดไว้ในสองย่อหน้าแรกของหน้า**
2. **ใช้หัวข้อและหัวข้อย่อยที่ดูสำคัญกว่าข้อความปกติ** และขึ้นต้นหัวข้อด้วยคำที่มีข้อมูลมากที่สุด ผู้ใช้ที่เห็นแค่สองคำแรกควรรู้ว่าส่วนนั้นพูดเรื่องอะไร
3. **จัดกลุ่มเนื้อหาสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน** ด้วยกรอบหรือพื้นหลังต่างสี
4. **ทำตัวหนาเฉพาะคำและวลีสำคัญ**
5. **เขียนข้อความลิงก์ให้มีคำที่บอกข้อมูล** แทนคำกว้าง ๆ อย่าง "คลิกที่นี่"

ข้อ 2 มีผลกับการตั้งชื่อหัวข้อบนหน้าขายสินค้าโดยตรง หัวข้อ "รายละเอียด" บอกผู้ใช้ได้น้อยกว่าหัวข้อ "ขนาด 30×40 ซม. น้ำหนัก 1.2 กก." ซึ่งผู้ใช้ที่อ่านแบบ Spotted มองหาอยู่แล้ว

## ความประทับใจแรกภายใน 50 มิลลิวินาที

ก่อนที่ผู้ใช้จะเริ่มกวาดสายตาแบบใดก็ตาม ผู้ใช้ตัดสินความสวยของหน้าเว็บไปแล้ว งานวิจัยสองชุดวัดช่วงเวลานี้เป็นมิลลิวินาที

### ผู้ใช้ตัดสินหน้าเว็บได้เร็วแค่ไหน

ภายใน 50 มิลลิวินาที บทความของ [Tuch และคณะ (2012) ในวารสาร International Journal of Human-Computer Studies](https://doi.org/10.1016/j.ijhcs.2012.06.003) สรุปงานของ Lindgaard และคณะ (2006) ว่าคะแนนความน่าดึงดูดของหน้าเว็บที่ผู้ร่วมทดลองให้หลังเห็น 50 มิลลิวินาที สัมพันธ์กับคะแนนหลังเห็น 500 มิลลิวินาทีสูงมาก (r = .97) งานของ Tuch เองทดลองสองชุด ชุดแรกใช้ภาพหน้าจอเว็บไซต์จริง 119 ภาพกับผู้ร่วมทดลอง 59 คน ที่เวลา 50, 500 และ 1,000 มิลลิวินาที ชุดที่สองมีผู้ร่วมทดลอง 82 คน ลดเวลาเหลือ 17, 33 และ 50 มิลลิวินาที

| ตัวแปรในงานของ Tuch และคณะ               | ผลต่อคะแนนความสวย                                                  |
| -------------------------------------------- | ---------------------------------------------------------------------- |
| ความรกทางสายตา (Visual Complexity)        | มีผลตั้งแต่ 17 มิลลิวินาที หน้าที่รกน้อยได้คะแนนสูงกว่า       |
| ความคุ้นตาของโครงหน้า (Prototypicality) | มีผลน้อยกว่าในช่วงแรก และมีผลเท่าความรกเมื่อเวลานานขึ้น |
| สองตัวแปรร่วมกัน                          | หน้าที่รกน้อยและมีโครงคุ้นตาได้คะแนนสูงสุด                   |

ผู้วิจัยนิยามความคุ้นตา (Prototypicality) ตาม Leder และคณะ (2004) ว่าเป็นระดับที่สิ่งหนึ่งเป็นตัวแทนของสิ่งประเภทเดียวกัน สำหรับหน้าเว็บ ผู้ใช้สะสมภาพจำว่าเว็บร้านค้าหรือเว็บบริษัทควรหน้าตาเป็นอย่างไร หน้าที่วางเมนู ช่องค้นหา และตะกร้าสินค้าไว้ตำแหน่งที่ผู้ใช้คาดไว้จึงได้เปรียบตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรก

### หน้าเว็บที่ดูเรียบกับหน้าเว็บที่ดูคุ้นตา อย่างไหนสำคัญกว่า

ความเรียบมีผลก่อน ในการทดลองชุดที่สองของ Tuch และคณะ ความรกทางสายตามีผลต่อคะแนนความสวยตั้งแต่ 17 มิลลิวินาที ขณะที่ผลของความคุ้นตาชัดน้อยกว่าในช่วงเวลาสั้นที่สุด แล้วค่อยมีน้ำหนักเท่ากันเมื่อผู้ใช้เห็นหน้านานขึ้น สำหรับการอนุมัติหน้าแรกของเว็บไซต์หรือแบนเนอร์บนสุด ข้อนี้แปลว่าควรตัดองค์ประกอบที่แข่งกันออกก่อน แล้วจึงดูว่าโครงหน้าตรงกับที่ผู้ใช้คุ้นเคยหรือไม่ ส่วนการออกแบบให้แปลกเพื่อให้โดดเด่นต้องแลกกับคะแนนความคุ้นตาที่ลดลง

## ตรวจเลย์เอาต์หกข้อก่อนอนุมัติ

งานวิจัยสามชุดในบทนี้แปลงเป็นคำถามตรวจงานได้หกข้อ ใช้กับหน้าเว็บ แบนเนอร์ และภาพสินค้าที่ทีมออกแบบส่งมาให้อนุมัติ โดยไม่ต้องมีเครื่อง eye tracking

1. **เปิดดูงานไม่เกินหนึ่งวินาทีแล้วปิด** ถ้าบอกไม่ได้ว่าเห็นอะไรเป็นอย่างแรก ให้ลดจำนวนองค์ประกอบที่มีขนาดหรือสีแข่งกัน
2. **อ่านเฉพาะสองย่อหน้าแรกกับหัวข้อทั้งหมด** ถ้ายังไม่รู้ว่าหน้าขายอะไรและราคาเท่าไร แปลว่าข้อมูลสำคัญอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ใช้แบบตัว F และแบบ Layer-cake มองข้าม
3. **ตรวจสองคำแรกของทุกหัวข้อ** ต้องมีคำที่บอกข้อมูล ไม่ใช่คำกว้างอย่าง "เกี่ยวกับเรา" หรือ "รายละเอียด"
4. **เทียบโครงหน้ากับเว็บในหมวดเดียวกันสามถึงห้าเว็บ** ตำแหน่งเมนู ช่องค้นหา และปุ่มหลักควรอยู่ในที่ที่ผู้ใช้คาดไว้ เว้นแต่มีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจน
5. **ดูภาพสินค้าตามหน้าที่ ไม่ใช่ตามกฎสามส่วน** ภาพที่ต้องวางข้อความทับต้องเว้นพื้นที่ว่าง ภาพที่ต้องให้เห็นรายละเอียดวางสินค้ากลางกรอบได้
6. **ตรวจงานบนจอโทรศัพท์แยกจากจอคอมพิวเตอร์** ผู้ใช้บนโทรศัพท์กวาดสายตาแบบ Marking มากกว่า และเห็นเนื้อหาน้อยกว่าในหนึ่งหน้าจอ

ข้อ 6 ต้องใช้คู่กับขนาดภาพของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งอธิบายไว้ในบท [ขนาดกราฟิกโซเชียลมีเดีย วางข้อความให้รอดทั้ง 4:5 และ 9:16](https://phygital.co.th/insights/social-media-graphic-size-ratio-guide) ส่วนการเลือกสีให้ลำดับชั้นทางสายตาทำงานบนทั้งจอและป้ายร้าน อ่านได้ในบท [ทฤษฎีสี (Color Theory) และจิตวิทยาสี บนป้ายร้านและบนจอ](https://phygital.co.th/insights/color-theory-psychology-branding-guide) และบท [ถ่ายภาพสินค้า ภาพอาหาร พอร์ตเทรต และวันหมดอายุของภาพ](https://phygital.co.th/insights/packshot-food-executive-portrait-photography) อธิบายการวางแผนภาพสินค้าตามอายุการใช้งานของแต่ละภาพ

## สรุป

การจัดองค์ประกอบภาพมีงานวิจัยรองรับบางส่วนและหักล้างบางส่วน การทดลองปี 2014 พบว่ากฎสามส่วนแทบไม่มีบทบาทในภาพคุณภาพสูงชุดใหญ่ Nielsen Norman Group พบรูปแบบตัว F จากผู้ใช้ 232 คน และอธิบายในปี 2017 ว่ารูปแบบนี้เกิดกับข้อความยาวที่ไม่มีหัวข้อหรือการจัดกลุ่ม งานของ Tuch และคณะพบว่าผู้ใช้ตัดสินความสวยของหน้าเว็บภายใน 17-50 มิลลิวินาที โดยหน้าที่รกน้อยและคุ้นตาได้คะแนนสูงสุด เกณฑ์อนุมัติเลย์เอาต์จึงควรมาจากหน้าที่ของภาพและพฤติกรรมการมองที่วัดได้

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### Z-pattern ต่างจาก F-pattern อย่างไร

บทความของ Nielsen Norman Group ที่อ้างในบทนี้ไม่ได้ทดลองรูปแบบตัว Z รูปแบบที่บทความทบทวนบันทึกไว้มีหกแบบ ได้แก่ ตัว F, Layer-cake, Spotted, Marking, Bypassing และ Commitment ถ้าจะอ้าง Z-pattern ในการตรวจงาน ควรหาแหล่งที่ทดลองรูปแบบนั้นโดยตรง

### เครื่องมือ Heatmap บนเว็บไซต์ใช้แทนการทดสอบ eye tracking ได้หรือไม่

ใช้ได้บางส่วน Heatmap ส่วนใหญ่บันทึกการคลิก การเลื่อนหน้า หรือตำแหน่งเมาส์ ไม่ได้บันทึกตำแหน่งที่ตามองจริง ข้อมูลนี้บอกได้ว่าผู้ใช้เลื่อนลงไปถึงส่วนใดและกดตรงไหน แต่บอกไม่ได้ว่าผู้ใช้อ่านข้อความส่วนใดก่อนตัดสินใจ

### ภาพสินค้าควรวางสินค้าตรงกลางหรือตามจุดตัดของกฎสามส่วน

ขึ้นกับตำแหน่งที่ภาพจะไปใช้ ภาพบนหน้าร้านออนไลน์ที่ผู้ซื้อต้องการเห็นรายละเอียดวางกลางกรอบได้ ภาพแบนเนอร์ที่ต้องมีข้อความควรวางสินค้าชิดด้านหนึ่งเพื่อเว้นพื้นที่ให้ข้อความ ผลการทดลองเรื่องกฎสามส่วนไม่ได้ชี้ว่าแบบใดสวยกว่ากัน

### ต้องใช้ผู้ร่วมทดสอบกี่คนถึงจะเห็นรูปแบบการมองของหน้าเว็บตัวเอง

ภาพความร้อนตัว F ที่ Nielsen Norman Group ยกตัวอย่างในบทความทบทวนรวมการมองของผู้ใช้มากกว่า 45 คน การทดสอบภายในที่ให้คนไม่กี่คนลองใช้หน้าเว็บยังช่วยหาจุดที่ผู้ใช้หาข้อมูลไม่เจอได้ แต่ไม่ควรนำไปสรุปเป็นรูปแบบการมองของผู้ใช้ทั้งหมด

### หน้าเว็บที่รกน้อยต้องมีองค์ประกอบกี่ชิ้น

งานของ Tuch และคณะแบ่งความรกเป็นสามระดับจากคะแนนที่คนให้ ไม่ได้กำหนดจำนวนชิ้น เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือเปรียบเทียบสองแบบร่างของหน้าเดียวกัน แล้วให้คนที่ไม่เคยเห็นหน้านั้นเลือกแบบที่ดูรกน้อยกว่าหลังเห็นไม่ถึงหนึ่งวินาที

## ภาพสินค้าที่วางตามกฎสวยงามอาจไม่มีพื้นที่ให้ข้อความบนแบนเนอร์ หรือไม่เห็นรายละเอียดบนหน้าร้านออนไลน์

ให้ PHYGITAL AGENCY วางแผนภาพถ่ายสินค้าตามตำแหน่งที่ภาพจะถูกใช้งานจริงตั้งแต่ก่อนวันถ่าย

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
