# แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างชื่อองค์กร ตรวจสายจริงจากช่องทางไหน

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/call-center-scam-thailand · เผยแพร่ 9 กันยายน 2568 · อ่าน 11 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

ชุดข้อมูลตำรวจบันทึกคดีข่มขู่ทางโทรศัพท์แล้วหลอกให้โอน 13,539 คดีใน ม.ค.-ส.ค. 2567 ดูวิธีที่ DSI และ กสทช. ให้ประชาชนแยกสายจริง และช่องทางที่ธุรกิจประกาศเองได้

## Key Takeaways

- **ชุดข้อมูลเปิดของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บันทึกคดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์แล้วหลอกให้โอนเงิน 13,539 คดีในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2567** — เฉลี่ยราว 1,690 คดีต่อเดือน
- **ในช่วงเมษายนถึงธันวาคม 2566 คดีหมวดนี้ 3.8% มีความเสียหายเกินหนึ่งล้านบาท** — สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกหมวดรวมกันที่ 1.6% แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่าหมวดซื้อขายสินค้าหลายเท่า
- **กรมสอบสวนคดีพิเศษเขียนไว้ว่าเจ้าหน้าที่จะส่งหนังสือราชการก่อนและจะไม่ให้ใครทำธุรกรรมทางโทรศัพท์** — ธุรกิจเอกชนที่ชื่อถูกแอบอ้างใช้หลักเดียวกันได้ คือประกาศล่วงหน้าว่าพนักงานของตัวเองติดต่อลูกค้าอย่างไร

13,539 คดีในแปดเดือนแรกของปี 2567 ถูกบันทึกไว้ในหมวด "ข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน" ตาม[ชุดข้อมูลสถิติคดีแบ่งตามประเภทคดี](https://opendata.thaipoliceonline.go.th/dataset/no04) ที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดให้ดาวน์โหลด หมวดนี้ตรงกับสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปลายสายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานขององค์กรที่ผู้รับสายรู้จัก แล้วใช้ความกลัวเร่งให้โอนเงิน มุมที่ใช้ในบทความนี้คือฝั่งคนที่ต้องตรวจสอบ ว่าหน่วยงานที่ถูกแอบอ้างบอกประชาชนไว้อย่างไร และธุรกิจที่มีลูกค้าจำนวนมากต้องประกาศอะไรไว้ก่อนที่ชื่อของตัวเองจะถูกหยิบไปใช้

## ตัวเลขของหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์ในชุดข้อมูลตำรวจ

ระบบรับแจ้งความออนไลน์แยกคดีเป็นสิบห้าหมวด ในไฟล์รายปีของปี 2566 คดีช่วงมกราคมถึงมีนาคมเกือบทั้งหมดยังอยู่ในหมวด "ลักษณะอื่น ๆ" การแยกประเภทเริ่มครบตั้งแต่เดือนเมษายน ตัวเลขในบทความนี้จึงนับสองช่วง คือเมษายนถึงธันวาคม 2566 และมกราคมถึงสิงหาคม 2567 ซึ่งเป็นเดือนล่าสุดที่อยู่บนพอร์ทัลข้อมูลเปิดตอนเขียน

| ช่วงข้อมูล                   | คดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์ | คดีทุกหมวดรวมกัน | สัดส่วน |
| ----------------------------- | ---------------------------- | -------------------- | ------- |
| เมษายน-ธันวาคม 2566 (9 เดือน) | 9,126                        | 175,462              | 5.2%    |
| มกราคม-สิงหาคม 2567 (8 เดือน) | 13,539                       | 244,695              | 5.5%    |

รายเดือนในปี 2567 ตัวเลขต่ำสุดอยู่ที่ 1,337 คดีในเดือนเมษายน และสูงสุด 2,080 คดีในเดือนกรกฎาคม ส่วนหมวดที่มีคดีมากที่สุดยังเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ ซึ่งมี 110,236 คดีในช่วงเดียวกัน

### **คดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์เสียหายหนักกว่าหมวดอื่นแค่ไหน**

[ชุดข้อมูลมูลค่าความเสียหาย](https://opendata.thaipoliceonline.go.th/dataset/no05) ไม่ได้บอกยอดเงินรวม แต่บอกว่าแต่ละคดีเสียหายอยู่ในช่วงเงินไหน ในช่วงเมษายนถึงธันวาคม 2566 หมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์มี 331 คดีที่เสียหายหนึ่งถึงสิบล้านบาท และ 13 คดีที่เสียหายสิบถึงร้อยล้านบาท รวม 344 คดี คิดเป็น 3.8% ของหมวด ขณะที่ทุกหมวดรวมกันมีคดีเสียหายเกินหนึ่งล้านบาทเพียง 1.6% หมวดนี้จึงมีคดีน้อยกว่าการหลอกซื้อขายสินค้า แต่แต่ละคดีเสียเงินก้อนใหญ่กว่า

### **ทำไมบางคดีถูกบันทึกความเสียหายเป็นศูนย์บาท**

ในหมวดเดียวกันมี 2,410 คดีจาก 9,126 คดีที่บันทึกมูลค่าความเสียหายเป็นศูนย์ ชุดข้อมูลไม่ได้อธิบายเหตุผลของแต่ละคดี สิ่งที่อ่านได้จากตัวเลขมีเพียงว่าคนจำนวนหนึ่งแจ้งความโดยไม่มีเงินสูญหายที่บันทึกไว้ บทความนี้จึงไม่สรุปว่าคนกลุ่มนั้นรู้ทันหรือโอนไม่สำเร็จ เพราะต้นทางไม่ได้ให้ข้อมูลส่วนนั้น

## วิธีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษติดต่อประชาชนจริง

หน่วยงานรัฐเป็นชื่อที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างบ่อย กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยออกประกาศเตือนเมื่อพฤศจิกายน 2564 ว่ามีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนคดีฟอกเงิน โดยอ่านเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และเบอร์โทรของผู้รับสายให้ฟังเพื่อให้ดูน่าเชื่อ จากนั้นเมื่อพฤษภาคม 2565 กรมฯ ออก[ประกาศเน้นย้ำวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่](https://www.dsi.go.th/th/Detail/5e8328c541582cebc4887d26b23cb8da) ซึ่งเขียนขั้นตอนจริงไว้เป็นข้อ

ข้อแรก เจ้าหน้าที่ไม่ติดต่อประชาชนเพื่อขอข้อมูลหรือให้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือโอนเงินด้วยการพูดคุยทางโทรศัพท์ ข้อสอง เจ้าหน้าที่จะมีหนังสือราชการไปถึงประชาชนก่อน บอกเหตุผล และนัดให้มาพบที่กรมฯ หรือสถานที่ราชการในวันและเวลาราชการ ประกาศฉบับเดียวกันแนะให้ผู้รับสายถามถึงหนังสือฉบับนั้น และถ้าไม่แน่ใจว่าหนังสือเป็นของจริง ให้โทรสายด่วน 1202 ซึ่งจะโอนสายไปยังหน่วยงานเจ้าของหนังสือโดยตรง

### **เอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจย้อนกลับได้อย่างไร**

ประกาศเดียวกันระบุว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมายให้ทำระบบ QR Code บนเอกสารราชการที่ส่งถึงประชาชนหรือหน่วยงานรัฐ ผู้รับสแกนแล้วเทียบกับต้นฉบับในระบบของกรมฯ ได้ และจะประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อระบบเสร็จ หลักคิดของมาตรการนี้ใช้ได้กับทุกองค์กร คือให้ผู้รับตรวจกลับไปที่ต้นทางด้วยช่องทางที่องค์กรกำหนด ไม่ใช่ช่องทางที่ผู้ติดต่อบอกมา

## เครื่องหมายบวกหน้าเบอร์ที่โทรจากต่างประเทศ

อีกจุดที่ตรวจได้จากหน้าจอโทรศัพท์คือเลขที่โชว์ Anti-Fake News Center หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐ เผยแพร่[ผลตรวจสอบกับสำนักงาน กสทช.](https://www.antifakenewscenter.com/%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A-%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-679-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%9E-%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/) เมื่อ 13 มิถุนายน 2565 ยืนยันว่าสำนักงาน กสทช. ออกมาตรการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายใส่เครื่องหมาย + นำหน้าเบอร์ที่โทรมาจากต่างประเทศ เพื่อให้ผู้รับสายสังเกตได้และระมัดระวังก่อนรับ

ข้อที่ต้องอ่านให้ครบคือมาตรการนี้บอกแค่ว่าสายมาจากต่างประเทศ ไม่ได้บอกว่าใครโทร ลูกค้าที่มีญาติหรือคู่ค้าอยู่ต่างประเทศยังได้รับสายที่มีเครื่องหมายนี้ตามปกติ และสายที่ไม่มีเครื่องหมายก็ไม่ได้รับรองว่าปลอดภัย เครื่องหมาย + จึงเป็นสัญญาณให้ถามต่อ ไม่ใช่คำตัดสิน

### **ธุรกิจไทยที่ไม่มีสาขาต่างประเทศ ใช้ข้อนี้บอกลูกค้าอย่างไร**

ธุรกิจที่โทรหาลูกค้าจากเบอร์ในประเทศเท่านั้นประกาศได้ตรง ๆ ว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทโทรจากเบอร์ที่ขึ้นต้นแบบใด และไม่เคยโทรจากเบอร์ต่างประเทศ ลูกค้าที่เห็นเครื่องหมาย + พร้อมเสียงที่อ้างชื่อบริษัทจะมีข้อมูลให้เทียบทันที ข้อความนี้ต้องตรงกับการทำงานจริงของทีม ถ้าบางแผนกใช้บริการรับสายจากผู้ให้บริการต่างประเทศ ต้องเขียนข้อยกเว้นไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะวางสายจริงของบริษัทเอง

## ชื่อธุรกิจที่ถูกนำไปอ้างในสายโทร

ชุดข้อมูลตำรวจไม่ได้แยกว่าแต่ละคดีอ้างชื่อองค์กรไหน แต่ประกาศเตือนของหน่วยงานรัฐบอกรูปแบบเดียวกันซ้ำ ๆ ปลายสายใช้ชื่อที่ผู้รับสายไว้ใจ อ่านข้อมูลส่วนตัวให้ฟัง แล้วอ้างเรื่องเร่งด่วน ธุรกิจเอกชนที่มีฐานลูกค้ากว้าง เช่น ร้านค้าปลีก ผู้ให้บริการมือถือ บริษัทขนส่ง และธุรกิจที่มีระบบสมาชิก อยู่ในตำแหน่งเดียวกับหน่วยงานรัฐ เพราะลูกค้าคุ้นเคยกับการได้รับสายจากบริษัทเหล่านี้อยู่แล้ว

ตัวเลขของตำรวจยังไม่รวมคนที่รับสายแล้ววางโดยไม่แจ้งความ หรือคนที่เล่าให้บริษัทฟังผ่านช่องทางบริการลูกค้าเท่านั้น ธุรกิจที่อยากรู้ว่าชื่อของตัวเองถูกอ้างบ่อยแค่ไหนจึงต้องนับจากฝั่งตัวเอง เช่น ให้ทีมที่รับเรื่องลูกค้าบันทึกทุกครั้งที่มีคนถามว่าเคยได้รับสายจากบริษัทหรือไม่ พร้อมวันที่และเบอร์ที่ลูกค้าเห็น ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้รู้ว่าควรเตือนลูกค้ากลุ่มไหนก่อน

ความเสียหายของธุรกิจเกิดสองทาง ทางแรกคือลูกค้าที่เสียเงินจำชื่อบริษัทคู่กับเหตุการณ์นั้น แม้บริษัทไม่ได้เกี่ยวข้อง ทางที่สองคือสายจริงของบริษัทเองถูกปฏิเสธมากขึ้น ลูกค้าที่เคยเจอสายปลอมจะไม่รับสายจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก รวมถึงสายนัดส่งของหรือแจ้งปัญหาบัญชีที่บริษัทจำเป็นต้องโทรจริง

### **ลูกค้าจะโทรกลับไปตรวจที่เบอร์ไหนได้**

เบอร์ที่ลูกค้าหาเองได้จากช่องทางของบริษัท เช่น เบอร์หลังบัตรสมาชิก ใบเสร็จ หรือหน้าเว็บทางการ ไม่ใช่เบอร์ที่ปลายสายบอกให้โทรกลับ หลักนี้ตรงกับที่กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ประชาชนโทร 1202 แทนเบอร์ของผู้ที่อ้างตัว บริษัทจึงต้องทำให้เบอร์นั้นหาง่ายและเหมือนกันทุกช่องทาง ถ้าเว็บบอกเบอร์หนึ่ง เพจโซเชียลบอกอีกเบอร์ ลูกค้าจะไม่รู้ว่าควรเชื่อเบอร์ไหน

ส่วนลูกค้าที่โอนเงินไปแล้ว ขั้นตอนระงับบัญชีและแจ้งความตามลำดับอยู่ใน[มิจฉาชีพออนไลน์ 2569 สถิติ ACSC และขั้นตอนหลังโอนเงินไปแล้ว](https://phygital.co.th/insights/online-scam-thailand-business-guide) ส่วนบัญชีปลายทางที่รับเงินจากเหยื่อมักเป็นบัญชีของคนที่ถูกชวนให้เปิดหรือให้เช่า รายละเอียดทางกฎหมายอยู่ใน[หลอกทำงานออนไลน์และบัญชีม้า โทษเจ้าของบัญชีตาม พ.ร.ก. 2566](https://phygital.co.th/insights/job-scam-mule-account-thailand) กรณีที่ปลายสายเลียนเสียงคนในครอบครัวแยกไว้ใน[Grandparent Scam เสียงลูกหลานโทรขอเงินด่วน ตั้งรหัสลับในบ้าน](https://phygital.co.th/insights/grandparent-scam-ai-voice-clone-thailand)

## ข้อความที่ธุรกิจประกาศว่าพนักงานจะไม่ขอทางโทรศัพท์

กรมสอบสวนคดีพิเศษเขียนวิธีทำงานของเจ้าหน้าที่ไว้เป็นข้อ ๆ ให้ประชาชนเทียบกับสายที่ได้รับ ธุรกิจเอกชนเขียนแบบเดียวกันได้ โดยใส่เฉพาะข้อที่ทีมทำตามได้จริงทุกครั้ง

1. **เบอร์ที่บริษัทใช้โทรออก** ระบุเลขหรือรูปแบบเลขที่ใช้จริง และบอกว่าบริษัทไม่โทรจากเบอร์ต่างประเทศ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง
2. **สิ่งที่พนักงานจะไม่ขอ** เช่น รหัส OTP รหัสผ่าน หรือให้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลเพื่อยืนยันตัวตนหรือรับเงินคืน
3. **สิ่งที่พนักงานจะไม่สั่งให้ทำ** เช่น ให้ติดตั้งแอปจากลิงก์ที่ส่งมาในแชต หรือให้เพิ่มเพื่อนบัญชีส่วนตัวของพนักงาน
4. **ช่องทางที่ลูกค้าใช้ตรวจกลับ** เบอร์กลางที่พิมพ์บนใบเสร็จหรือบัตรสมาชิก และหน้าเว็บที่รวมช่องทางทางการไว้ที่เดียว
5. **เอกสารที่บริษัทส่งจริง** ถ้าบริษัทส่งจดหมายหรืออีเมลก่อนโทร ให้บอกลำดับนี้ไว้ เหมือนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งหนังสือราชการก่อนนัดพบ

### **ข้อความชุดนี้ต้องวางไว้ที่ไหนบ้าง**

วางในจุดที่ลูกค้าเห็นก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่หลังเกิดเหตุ เช่น ใบเสร็จ อีเมลยืนยันการสมัคร หน้าช่วยเหลือบนเว็บ ข้อความต้อนรับในบัญชีแชตทางการ และสคริปต์ที่พนักงานพูดตอนต้นสาย จุดเหล่านี้ลูกค้าเจอเป็นประจำอยู่แล้ว ข้อความจึงถูกอ่านซ้ำโดยไม่ต้องทำแคมเปญแยก

## สรุป

ชุดข้อมูลเปิดของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บันทึกคดีหมวดข่มขู่ทางโทรศัพท์แล้วหลอกให้โอนเงิน 9,126 คดีในเดือนเมษายนถึงธันวาคม 2566 และ 13,539 คดีในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2567 คิดเป็นราว 5% ของคดีทั้งหมดในแต่ละช่วง แต่คดีหมวดนี้ 3.8% เสียหายเกินหนึ่งล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกหมวดที่ 1.6% หน่วยงานที่ถูกแอบอ้างให้วิธีตรวจไว้แล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งหนังสือราชการก่อน ไม่ให้ใครทำธุรกรรมทางโทรศัพท์ และให้ตรวจกลับที่สายด่วน 1202 ส่วนสำนักงาน กสทช. ให้ผู้ให้บริการมือถือใส่เครื่องหมาย + หน้าเบอร์ที่โทรจากต่างประเทศ ธุรกิจที่ชื่อถูกนำไปอ้างใช้หลักเดียวกันได้ คือประกาศล่วงหน้าว่าพนักงานโทรจากเบอร์ไหน จะไม่ขออะไร และลูกค้าตรวจกลับได้ที่ช่องทางใด แล้ววางข้อความนั้นไว้ในจุดที่ลูกค้าเห็นเป็นประจำ

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### ข้อมูลสถิติในบทความนี้มาจากไหนและเป็นของปีใด

ตัวเลขทุกตัวดาวน์โหลดจากพอร์ทัล opendata.thaipoliceonline.go.th ของตำรวจ ใช้สองชุดข้อมูล คือจำนวนคดีแยกตามประเภท และช่วงมูลค่าความเสียหายแยกตามประเภท ข้อมูลปีล่าสุดที่เผยแพร่ครบรายเดือนสิ้นสุดที่เดือนสิงหาคม 2567

### เบอร์ที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย + เป็นมิจฉาชีพทุกสายหรือไม่

ไม่ใช่ทุกสาย มาตรการของสำนักงาน กสทช. ใส่เครื่องหมายนี้เพื่อบอกว่าสายมาจากต่างประเทศ ผู้ที่มีญาติหรือคู่ค้าอยู่ต่างประเทศยังได้รับสายแบบนี้ตามปกติ

### ปลายสายรู้เลขบัตรประชาชนและที่อยู่ แปลว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่

ไม่ได้แปลว่าเป็นของจริง ประกาศเตือนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเล่าว่าผู้แอบอ้างอ่านเลขบัตร ที่อยู่ และเบอร์โทรของผู้รับสายให้ฟังเพื่อสร้างความน่าเชื่อ

### ถ้าได้รับหนังสือที่อ้างว่ามาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจได้ที่ไหน

โทรสายด่วน 1202 ในวันและเวลาราชการ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จะโอนสายไปยังหน่วยงานเจ้าของหนังสือเพื่อยืนยันกับต้นเรื่องโดยตรง

### ธุรกิจควรเริ่มจากอะไรเมื่อรู้ว่าชื่อบริษัทถูกแอบอ้าง

ประกาศในทุกช่องทางทางการว่าพนักงานติดต่อลูกค้าด้วยเบอร์ใด และจะไม่ขออะไรทางโทรศัพท์ ใช้ข้อความชุดเดียวกันทุกช่องทาง แล้วแจ้งทีมที่รับสายลูกค้าให้ตอบคำถามเรื่องนี้ได้ตรงกัน

## ลูกค้าของคุณตรวจสายที่อ้างชื่อบริษัทได้จากหน้าเดียวบนเว็บทางการ

ทีม PHYGITAL AGENCY รวบรวมเบอร์ที่บริษัทโทรออกจริง ช่องทางที่ยืนยันแล้ว และสิ่งที่พนักงานจะไม่ขอทางโทรศัพท์ ทำเป็นหน้าช่องทางติดต่อทางการ แล้วส่งชุดข้อความสั้นให้ทีมใส่ในใบเสร็จ อีเมล และข้อความตอบกลับอัตโนมัติ

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
