# รับทำ SEO สำหรับ AI (AEO/GEO) อะไรวัดได้ อะไรยังวัดไม่ได้

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/ai-seo-aeo-geo-agency · เผยแพร่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 · อ่าน 14 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

บริการรับทำ SEO สำหรับ AI ของฟิจิทัล พร้อมรายการที่วัดได้จริงจากรายงานฟีเจอร์ AI ใน Search Console งานที่เอกสาร Google ระบุว่าไม่จำเป็น และวิธีคุมสิทธิ์บอท AI

## Key Takeaways

- **ฝั่ง Google มีรายงานวัดผลอย่างเป็นทางการแล้ว** — รายงานประสิทธิภาพ AI เชิงสร้างสรรค์ ใน Search Console เปิดตัวเมื่อมิถุนายน 2569 และทยอยเปิดจนครบทุกเว็บไซต์เมื่อ 31 สิงหาคม 2569 · รายงานให้จำนวนการแสดงผล แยกตามหน้า ประเทศ และอุปกรณ์
- **เอกสารของ Google ระบุเองว่าหลายอย่างไม่จำเป็น** — คู่มือการปรับให้เหมาะกับฟีเจอร์ AI ฉบับอัปเดต 10 กรกฎาคม 2569 เขียนว่าไม่ต้องสร้างไฟล์สำหรับ AI มาร์กอัปพิเศษ หรือหั่นเนื้อหาเป็นชิ้นเล็ก และ structured data ไม่ใช่ข้อบังคับ
- **นอก Google ยังไม่มีรายงานกลาง เหลือแค่การคุมสิทธิ์เข้าถึง** — เอกสารบอทของ OpenAI แยกบอทเป็นสี่ตัวที่ทำหน้าที่ต่างกัน และระบุว่าการเรียกหน้าเว็บที่ผู้ใช้สั่งเองอาจไม่อยู่ใต้กฎใน robots.txt

ข้อเสนอบริการ AEO และ GEO จำนวนมากเขียนขึ้นในช่วงที่ยังไม่มีเครื่องมือวัดผลอย่างเป็นทางการ ข้อความในใบเสนอราคาจึงอธิบายผลลัพธ์ด้วยคำบรรยายมากกว่าตัวเลข สถานะนั้นเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2569 เมื่อ Google เปิดรายงานที่วัดการแสดงผลในฟีเจอร์ AI ให้เจ้าของเว็บดูเองได้ บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด (PHYGITAL AGENCY) ปรับขอบเขตงานฝั่งนี้ตามเอกสารที่เปิดให้ตรวจสอบได้ ไม่ได้ยึดตามคำอธิบายที่เล่าต่อกันมาในวงการ

บทความนี้แยกงาน AEO และ GEO ออกเป็นสามกอง คือกองที่วัดผลได้แล้ว กองที่เอกสารระบุว่าไม่จำเป็น และกองที่ยังไม่มีใครวัดได้อย่างเป็นทางการ การแยกแบบนี้ทำให้ผู้ว่าจ้างรู้ว่ากำลังจ่ายเงินให้กองไหน และควรขอหลักฐานแบบใดกลับมา

## รายงานวัดผลฟีเจอร์ AI ที่มีอยู่จริงแล้ว

Search Console มีรายงานแยกสำหรับฟีเจอร์ AI เชิงสร้างสรรค์แล้ว ครอบคลุม AI Overviews, AI Mode และฟีเจอร์ AI ใน Discover โดย[ประกาศเปิดตัวเมื่อมิถุนายน 2569](https://developers.google.com/search/blog/2026/06/gen-ai-performance-reports) และทยอยเปิดจนครบทุกเว็บไซต์ทั่วโลกเมื่อ 31 สิงหาคม 2569 ข้อมูลชุดนี้ยังถูกนับรวมอยู่ในรายงานประสิทธิภาพรวมเหมือนเดิมด้วย

| สิ่งที่รายงานให้                            | สิ่งที่รายงานยังไม่ให้                  |
| ---------------------------------------------- | -------------------------------------------- |
| จำนวนการแสดงผลของลิงก์เว็บในฟีเจอร์ AI | ตำแหน่งเฉลี่ย                               |
| แนวโน้มรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน     | ข้อมูลระดับคำค้นหา                        |
| หน้าที่ได้แสดงผลมากที่สุดและน้อยที่สุด | จำนวนคลิกและอัตราการคลิก                |
| แยกตามประเทศและอุปกรณ์                     | การแยกยอดระหว่าง AI Overviews กับ AI Mode |

เอกสารของรายงานระบุข้อจำกัดไว้เองสองข้อที่ควรรู้ก่อนเอาตัวเลขไปทำรายงานลูกค้า ข้อแรกคือเพดาน 1,000 แถวและข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลาเหมือนรายงานประสิทธิภาพปกติ ข้อที่สองคือยอดรวมในกราฟกับยอดรวมในตารางต่างกันได้จากวิธีรวมข้อมูล การรายงานตัวเลขจากคนละส่วนของหน้าเดียวกันจึงให้ผลไม่ตรงกันโดยไม่มีใครทำอะไรผิด

### รายงานนี้บอกได้ไหมว่าคำค้นไหนทำให้ถูกหยิบไปตอบ?

บอกไม่ได้ เพราะรายงานไม่ให้ข้อมูลระดับคำค้นหา มิติที่เลือกดูได้มีเพียงหน้า ประเทศ อุปกรณ์ และช่วงเวลา สิ่งที่ทำได้แทนคือดูว่าหน้าไหนได้แสดงผลในฟีเจอร์ AI มากที่สุด แล้วย้อนกลับไปดูว่าหน้านั้นตอบคำถามชุดใด ข้อมูลที่ได้จึงเป็นระดับหน้า ไม่ใช่ระดับคำถาม และการอ้างว่ารู้คำค้นที่แน่นอนจึงเกินกว่าที่เครื่องมือรองรับ

## งานที่เอกสารของ Google ระบุว่าไม่จำเป็น

คู่มือการปรับให้เหมาะกับฟีเจอร์ AI ฉบับอัปเดต 10 กรกฎาคม 2569 เขียนรายการสิ่งที่ไม่ต้องทำไว้ชัดเจน ส่วนหน้า[ฟีเจอร์ AI กับเว็บไซต์ของคุณ](https://developers.google.com/search/docs/appearance/ai-features?hl=th) ระบุตรงตัวว่าไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับการปรากฏใน AI Overviews หรือ AI Mode รายการด้านล่างจึงมีไว้เทียบกับข้อเสนอที่ได้รับ

| สิ่งที่มักถูกเสนอเป็นงานเพิ่ม            | สิ่งที่เอกสารระบุ                                                                                    |
| ----------------------------------------------- | ------------------------------------------------------------------------------------------------------- |
| สร้างไฟล์ llms.txt หรือไฟล์ข้อความสำหรับ AI | ไม่ต้องสร้างไฟล์อ่านด้วยเครื่อง ไฟล์ AI มาร์กอัป หรือ Markdown ใหม่ เพื่อปรากฏใน Google Search |
| หั่นเนื้อหาเป็นท่อนสั้นให้ AI ย่อยง่าย    | ไม่มีข้อกำหนดให้แบ่งเนื้อหาเป็นชิ้นเล็กเพื่อให้ AI เข้าใจดีขึ้น                             |
| เขียนด้วยสำนวนเฉพาะสำหรับ AI                | ไม่ต้องเขียนด้วยวิธีเฉพาะเพื่อ generative AI search                                               |
| ฝัง schema ชุดพิเศษสำหรับ AEO                 | structured data ไม่ใช่ข้อบังคับ และไม่มี schema.org ชุดพิเศษที่ต้องใช้                           |

รายการนี้ไม่ได้แปลว่า structured data ไร้ประโยชน์ เพราะหน้าฟีเจอร์ AI ยังแนะนำให้ structured data ตรงกับข้อความที่ผู้อ่านเห็นจริง สิ่งที่เอกสารปฏิเสธคือการนับมันเป็นเงื่อนไขของการปรากฏในฟีเจอร์ AI งานฝัง schema จึงยังอยู่ในขอบเขตงานได้ แต่ต้องอธิบายด้วยเหตุผลอื่น ไม่ใช่ด้วยคำสัญญาว่าจะทำให้ AI หยิบไปตอบ ส่วนหน้า Markdown ที่ผู้เผยแพร่บางรายส่งให้บอทแยกจากหน้าที่คนเห็น แล้วแทรกโฆษณาไว้ข้างใน เป็นคนละเรื่องกับรายการนี้ และถูกแพลตฟอร์ม AI บล็อกไปแล้วหนึ่งราย รายละเอียดอยู่ใน[Agent Ads คืออะไร โฆษณาที่มีแต่ AI อ่าน กับเหตุที่ถูกบล็อก](https://phygital.co.th/insights/agent-ads-ai-markdown-advertising)

### ต้องทำไฟล์ llms.txt ไหม?

สำหรับ Google ไม่ต้อง เพราะคู่มือเขียนตรงตัวว่าไม่ต้องสร้างไฟล์อ่านด้วยเครื่องหรือไฟล์ข้อความสำหรับ AI ขึ้นมาใหม่เพื่อปรากฏใน Google Search ผู้ให้บริการที่เสนองานนี้จึงควรอธิบายได้ว่าไฟล์นั้นมีไว้ตอบโจทย์ระบบใดที่ไม่ใช่ Google และวัดผลอย่างไร ถ้าอธิบายไม่ได้ รายการนี้คือค่าใช้จ่ายที่ตัดออกจากใบเสนอราคาได้โดยไม่กระทบผลลัพธ์

## สิ่งที่เอกสารระบุว่ามีผลจริง

คู่มือฉบับเดียวกันไล่สิ่งที่ช่วยได้ไว้ห้าเรื่อง ทั้งห้าเรื่องเป็นงานที่มีอยู่แล้วในงาน SEO ปกติ ไม่ใช่งานชุดใหม่ที่ต้องแยกสัญญา

1. **เนื้อหาที่มีมุมมองเฉพาะของตัวเอง** ไม่ใช่การเรียบเรียงสิ่งที่มีอยู่แล้วหรือสรุปจากงานที่ AI เขียนไว้
2. **โครงสร้างทางเทคนิคที่ชัดเจน** ผ่านข้อกำหนดทางเทคนิคของ Google Search เก็บข้อมูลได้ ทำตามแนวปฏิบัติของ JavaScript และให้ประสบการณ์หน้าเว็บที่ดี
3. **ข้อมูลธุรกิจที่เป็นปัจจุบัน** ใน Merchant Center และโปรไฟล์ธุรกิจ สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือขายสินค้า
4. **เนื้อหาที่จัดระเบียบให้คนอ่านรู้เรื่อง** เขียนเพื่อผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ อ่านแล้วตามได้
5. **การติดตามผลด้วยรายงานฟีเจอร์ AI** ใน Search Console แทนการเดาจากความรู้สึก

หน้าฟีเจอร์ AI เพิ่มอีกสองข้อที่เป็นเงื่อนไขพื้นฐาน คือเก็บเนื้อหาสำคัญไว้ในรูปข้อความ และทำให้เนื้อหาถูกพบผ่านลิงก์ภายในเว็บได้ สองข้อนี้คือจุดที่เว็บไซต์จำนวนมากตกโดยไม่รู้ตัว เพราะข้อมูลสำคัญถูกวางไว้ในรูปภาพหรือในหน้าที่ไม่มีลิงก์ใดชี้ถึง

### เนื้อหาแบบไหนที่เอกสารบอกว่าได้เปรียบ?

เอกสารใช้คำว่าเนื้อหาที่ให้มุมมองเฉพาะ และเตือนไม่ให้นำของที่มีอยู่แล้วมาเรียบเรียงใหม่หรือหยิบบทสรุปที่ AI เขียนไว้มาลงซ้ำ เกณฑ์นี้ตรงกับหัวข้อเนื้อหาจำนวนมากที่ไม่เพิ่มคุณค่าในนโยบายสแปม เส้นแบ่งจึงอยู่ที่หน้านั้นมีข้อมูล ประสบการณ์ หรือข้อสรุปที่หาจากที่อื่นไม่ได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคำหรือจำนวนหัวข้อย่อย

## ปุ่มเลือกว่าจะให้เนื้อหาปรากฏในฟีเจอร์ AI หรือไม่

Search Console มี[ตัวควบคุมฟีเจอร์ AI เชิงสร้างสรรค์](https://support.google.com/webmasters/answer/16908024?hl=th) อยู่ในหน้าการตั้งค่าของแต่ละพร็อพเพอร์ตี้ ค่าเริ่มต้นคือรวมอยู่ในฟีเจอร์ ซึ่งหมายถึงเนื้อหาปรากฏเป็นลิงก์และถูกใช้ประกอบคำตอบได้ อีกทางเลือกคือกันออก ซึ่งทำให้เนื้อหาไม่ปรากฏต่อผู้ใช้ในฟีเจอร์เหล่านี้เลย

ผลของการกันออกเขียนไว้ตรงตัวว่าจะไม่ได้รับทราฟฟิกหรือการแสดงผลจากฟีเจอร์เหล่านี้ ขณะเดียวกันเอกสารก็ระบุว่าตัวควบคุมนี้ไม่มีผลต่อการนำเนื้อหาไปฝึกโมเดล และเนื้อหายังถูกใช้ขับเคลื่อน Google Search โดยรวมได้ตามเดิม การตั้งค่านี้จึงเป็นการเลือกช่องทางแสดงผล ไม่ใช่การถอนตัวออกจากระบบค้นหา

ตัวควบคุมชุดเดิมยังใช้ได้คู่กัน หน้าฟีเจอร์ AI ระบุว่า `nosnippet`, `data-nosnippet`, `max-snippet` และ `noindex` จำกัดข้อมูลที่แสดงจากหน้าเว็บในผลค้นหา ส่วน `Google-Extended` จำกัดการนำไปฝึกและการใช้อ้างอิงในระบบอื่นของ Google ซึ่งไม่ใช่เรื่องของ Search โดยเฉพาะ รายละเอียดของตัวแทนผู้ใช้แต่ละตัวอยู่ใน[เอกสารโปรแกรมรวบรวมข้อมูลของ Google](https://developers.google.com/search/docs/crawling-indexing/google-common-crawlers?hl=th)

### ปิดการแสดงในฟีเจอร์ AI แล้วอันดับในผลค้นหาปกติจะตกไหม?

เอกสารระบุว่าตัวควบคุมนี้ไม่ได้ห้ามการจัดทำดัชนีและไม่กระทบอันดับในผลค้นหาทั่วไป ผลที่เกิดขึ้นจำกัดอยู่ที่การปรากฏในฟีเจอร์ AI เท่านั้น สิ่งที่หายไปคือการแสดงผลและทราฟฟิกจากฟีเจอร์กลุ่มนั้น ธุรกิจที่กำลังชั่งใจจึงควรเปิดรายงานฟีเจอร์ AI ดูก่อนว่าการแสดงผลส่วนนี้มีปริมาณเท่าไร แล้วค่อยตัดสินจากตัวเลขของตัวเอง

## บอท AI นอก Google กับสิทธิ์ที่ต้องตัดสินใจเอง

ฝั่งที่ไม่ใช่ Google ยังไม่มีรายงานกลางให้เจ้าของเว็บดูว่าถูกหยิบไปตอบกี่ครั้ง สิ่งที่มีเอกสารรองรับคือการกำหนดสิทธิ์เข้าถึงผ่าน robots.txt ซึ่งแยกตามตัวแทนผู้ใช้ที่ทำหน้าที่ต่างกัน การอนุญาตหรือปิดจึงควรตัดสินทีละตัว ไม่ใช่ปิดทั้งกลุ่มด้วยคำสั่งเดียว

| ตัวแทนผู้ใช้ | หน้าที่ตามเอกสาร                                                                               |
| -------------- | ------------------------------------------------------------------------------------------------ |
| OAI-SearchBot  | ใช้แสดงเว็บไซต์ในผลการค้นหาของฟีเจอร์ค้นหาใน ChatGPT                                   |
| GPTBot         | ใช้เก็บข้อมูลไปฝึกโมเดลพื้นฐาน การปิดตัวนี้คือการแจ้งว่าไม่ให้นำเนื้อหาไปฝึก |
| OAI-AdsBot     | ตรวจหน้าปลายทางของโฆษณา ข้อมูลที่เก็บไม่ถูกนำไปฝึกโมเดล                             |
| ChatGPT-User   | การเรียกหน้าเว็บที่ผู้ใช้เป็นคนสั่งในขณะนั้น ไม่ใช่การไล่เก็บอัตโนมัติ           |

ความต่างที่มีผลต่อการตัดสินใจอยู่ที่สองตัวแรก ธุรกิจที่อยากถูกพบในฟีเจอร์ค้นหาของ ChatGPT แต่ไม่อยากให้เนื้อหาถูกนำไปฝึกโมเดล เปิด `OAI-SearchBot` และปิด `GPTBot` ได้ในไฟล์เดียวกัน การใช้คำสั่งปิดรวมทุกตัวทำให้เสียช่องทางแรกไปพร้อมกันโดยไม่ตั้งใจ

### ChatGPT-User ต่างจาก GPTBot อย่างไร?

ต่างกันที่ใครเป็นคนสั่งให้เปิดหน้า `GPTBot` ไล่เก็บข้อมูลเองเพื่อนำไปฝึกโมเดลพื้นฐาน ส่วน `ChatGPT-User` เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้สั่งให้เปิดลิงก์ในขณะนั้น เอกสารจึงระบุว่าไม่ใช่การรวบรวมข้อมูลแบบอัตโนมัติ และกฎใน robots.txt อาจไม่มีผลกับการเรียกลักษณะนี้ การปิดตัวหลังจึงไม่ใช่เครื่องมือกันเนื้อหาที่ได้ผลแน่นอน

## เหลืออะไรให้ทำจริงในงาน AEO และ GEO

AEO คือการจัดเนื้อหาให้ระบบตอบคำถามหยิบไปใช้ได้ ส่วน GEO คือการทำให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่อ้างถึงแบรนด์เมื่อประกอบคำตอบขึ้นใหม่ เมื่อตัดงานที่เอกสารระบุว่าไม่จำเป็นออกไป งานที่เหลือแบ่งได้เป็นสามกองที่อธิบายที่มาได้ทุกกอง

กองแรกคืองานพื้นฐานที่มีเอกสารรองรับ ได้แก่ เนื้อหาที่มีมุมมองของตัวเอง โครงสร้างทางเทคนิคที่เก็บข้อมูลได้ ลิงก์ภายในที่พาไปถึงทุกหน้า และข้อมูลธุรกิจที่เป็นปัจจุบัน กองที่สองคืองานวัดผลและรายงาน ซึ่งตอนนี้มีตัวเลขจริงจากรายงานฟีเจอร์ AI ให้อ้างอิงแล้ว กองที่สามคือการตัดสินใจเรื่องสิทธิ์เข้าถึง ทั้งตัวควบคุมใน Search Console และคำสั่งใน robots.txt สำหรับบอทนอก Google

สามกองนี้ต่อกับงาน SEO เดิมโดยตรง ไม่ได้แยกเป็นโครงการคนละใบ เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าอะไรทำได้และอะไรเสี่ยงอยู่ใน[รับทำ SEO สายขาว เส้นแบ่งสแปมที่ Google เขียนไว้เอง](https://phygital.co.th/insights/white-hat-seo-agency) ส่วนธุรกิจที่มีหน้าร้านมีข้อมูลอีกชุดที่ต้องดูแลคู่กัน ดูได้ที่[ปักหมุด Google Maps และ Local SEO กฎที่ทำให้หมุดถูกระงับ](https://phygital.co.th/insights/google-maps-local-seo-agency)

### จ้างทำ AEO และ GEO คุ้มไหมถ้าเอกสารบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม?

คุ้มเมื่อขอบเขตงานอยู่ในสามกองที่อธิบายที่มาได้ เพราะงานพื้นฐานที่เอกสารระบุนั้นต้องมีคนลงมือทำจริง และงานวัดผลต้องมีคนอ่านรายงานแล้วแปลเป็นการตัดสินใจ สิ่งที่ไม่คุ้มคือรายการที่เอกสารปฏิเสธไว้แล้ว การเทียบใบเสนอราคากับรายการทั้งสองชุดจึงเป็นวิธีที่ตัดสินได้เร็วที่สุดโดยไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิค

## สิ่งที่ควรขอดูก่อนเซ็นงาน AEO และ GEO

ใบเสนอราคาที่ตรวจสอบได้ควรมีสี่อย่าง อย่างแรกคือภาพหน้าจอรายงานฟีเจอร์ AI ของเว็บผู้ว่าจ้างเอง ณ วันเริ่มงาน เพื่อใช้เป็นเส้นฐานที่ไม่มีใครเถียงได้ภายหลัง อย่างที่สองคือรายการงานที่แยกว่าข้อไหนอ้างเอกสารของ Google ได้ และข้อไหนเป็นดุลพินิจของผู้ให้บริการ

อย่างที่สามคือวิธีวัดฝั่งที่ไม่มีเครื่องมือกลาง ระบุคำถามที่จะใช้ทดสอบ ระบบที่จะถาม และรอบเวลา เพราะการวัดที่เปลี่ยนคำถามทุกเดือนเทียบผลข้ามเดือนไม่ได้ อย่างที่สี่คือสถานะปัจจุบันของตัวควบคุมฟีเจอร์ AI และของไฟล์ robots.txt พร้อมเหตุผลของแต่ละบรรทัด

เอกสารสี่ชุดนี้ใช้ต่อกับการวางแผนการตลาดรวมได้ทันที ลำดับที่ควรลงมือก่อนหลังสรุปไว้ใน[บริการที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัล: จ้างเมื่อไร วัดผลอย่างไร](https://phygital.co.th/insights/digital-marketing-consultant-service) และเมื่อผู้อ่านเข้ามาถึงเว็บแล้ว ช่องทางตอบคำถามทันทีช่วยลดการหลุดระหว่างทาง รายละเอียดอยู่ที่[รับเซ็ตระบบ Chatbot AI กับหน้าต่างเวลาที่แพลตฟอร์มกำหนด](https://phygital.co.th/insights/ai-chatbot-setup-agency) ขอบเขตงานฝั่ง AI Search รวมอยู่ในหน้า[บริการ SEO](https://phygital.co.th/solutions/seo)

### ควรตั้งรอบวัดผลถี่แค่ไหน?

รอบเดือนพอสำหรับตัวเลขจากรายงานฟีเจอร์ AI เพราะข้อมูลรายวันแกว่งจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ส่วนการทดสอบฝั่งที่ไม่มีเครื่องมือกลางควรตั้งรอบคงที่และใช้คำถามชุดเดิมทุกครั้ง การเปลี่ยนคำถามระหว่างทางทำให้ผลที่ได้เทียบกันไม่ได้ ถ้าต้องการเพิ่มคำถามใหม่ ให้เพิ่มเข้าไปโดยไม่ตัดชุดเดิมออก

## สรุป

งาน AEO และ GEO แยกได้เป็นสามกอง กองที่วัดผลได้แล้วจากรายงานฟีเจอร์ AI ใน Search Console ซึ่งให้จำนวนการแสดงผลแยกตามหน้า ประเทศ และอุปกรณ์ แต่ไม่ให้คำค้นหาหรือตำแหน่งเฉลี่ย กองที่เอกสารของ Google ระบุว่าไม่จำเป็น ทั้งไฟล์สำหรับ AI การหั่นเนื้อหา และ schema ชุดพิเศษ และกองที่ยังไม่มีเครื่องมือกลางคือฝั่งนอก Google ซึ่งเหลือการคุมสิทธิ์ผ่าน robots.txt กับการทดสอบด้วยตัวเอง ใบเสนอราคาที่แยกสามกองนี้ให้เห็นจึงตรวจสอบได้ตั้งแต่ก่อนเซ็น

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### เว็บไซต์ขนาดเล็กจะเห็นข้อมูลในรายงานฟีเจอร์ AI ไหม?

เห็นเมื่อมีการแสดงผลมากพอและเว็บไม่ได้ถูกกันออกจากฟีเจอร์ เอกสารระบุว่าเว็บต้องได้รับการแสดงผลในฟีเจอร์เหล่านี้เพียงพอจึงจะมีข้อมูลให้ดู เว็บที่เพิ่งเริ่มหรือมีหน้าน้อยอาจยังเห็นรายงานว่าง ซึ่งไม่ได้แปลว่าตั้งค่าผิด

### ตัวเลขในรายงานฟีเจอร์ AI ซ้ำกับรายงานประสิทธิภาพปกติหรือไม่?

ซ้ำโดยตั้งใจ เพราะข้อมูลจากฟีเจอร์ AI ถูกนับรวมอยู่ในรายงานประสิทธิภาพรวมด้วย รายงานแยกมีไว้ให้ดูเฉพาะส่วนนั้น การนำสองรายงานมาบวกกันจึงทำให้ได้ยอดเกินจริง ควรใช้รายงานรวมเป็นภาพใหญ่ และใช้รายงานแยกดูสัดส่วนของฟีเจอร์ AI

### Perplexity กับ Claude มีรายงานให้เจ้าของเว็บดูไหม?

ยังไม่มีรายงานกลางในลักษณะเดียวกับ Search Console สิ่งที่ทำได้คือกำหนดสิทธิ์เข้าถึงผ่าน robots.txt ตามเอกสารของผู้ให้บริการแต่ละราย และวัดผลด้วยการถามคำถามชุดเดิมซ้ำเป็นรอบแล้วบันทึกว่าแบรนด์ถูกเอ่ยถึงหรือไม่ ซึ่งเป็นการวัดที่ต้องระบุวิธีและรอบเวลาไว้ในสัญญา

### เนื้อหาที่เขียนไว้นานแล้วต้องรื้อใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับ AI ไหม?

ไม่ต้องรื้อเพราะเหตุผลเรื่อง AI อย่างเดียว เพราะคู่มือระบุว่าไม่ต้องเขียนด้วยวิธีเฉพาะสำหรับ generative AI สิ่งที่ควรไล่ตรวจคือหน้าที่เก็บข้อมูลสำคัญไว้ในรูปภาพ หน้าที่ไม่มีลิงก์ภายในชี้ถึง และหน้าที่เนื้อหาซ้ำกับแหล่งอื่นโดยไม่เพิ่มอะไร

### ต้องเปิดหรือปิดบอท AI ดี ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้?

ตัดสินแยกตามหน้าที่ของบอทแต่ละตัวแทนการเลือกทั้งหมดพร้อมกัน ธุรกิจที่ต้องการให้คนพบแบรนด์ผ่านฟีเจอร์ค้นหาควรเปิดบอทฝั่งค้นหาไว้ ส่วนการนำเนื้อหาไปฝึกโมเดลเป็นคนละเรื่องและปิดแยกได้ การบันทึกเหตุผลของแต่ละบรรทัดใน robots.txt ไว้ช่วยให้ทบทวนย้อนหลังได้เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน

### ทีมงานต้องเข้าไปที่ออฟฟิศของผู้ว่าจ้างไหม?

ไม่ต้อง งานชุดนี้อยู่บนระบบออนไลน์ทั้งหมด ตั้งแต่การขอสิทธิ์เข้า Search Console การไล่ตรวจโครงสร้างหน้าเว็บ ไปจนถึงการส่งรายงานประจำเดือน สำนักงานของฟิจิทัลตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ ขณะที่ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่อยู่คนละจังหวัด การประชุมจึงนัดผ่านวิดีโอคอลตามรอบที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

## อยากรู้ว่าเว็บของคุณได้แสดงผลในฟีเจอร์ AI ของ Google แล้วเท่าไร เริ่มจากเปิดรายงานดูก่อน

งานรอบแรกของ บริษัท ฟิจิทัล เอเจนซี จำกัด คือเปิดรายงานฟีเจอร์ AI ใน Search Console ของคุณ บันทึกเส้นฐานของวันนี้ไว้ แล้วแยกให้เห็นว่ารายการงานส่วนไหนอ้างเอกสารทางการได้ และส่วนไหนเป็นดุลพินิจ

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
