# โครงสร้างราคาเอเจนซี Project-Based vs Retainer แบบไหนคุ้ม

> ที่มา: https://phygital.co.th/insights/agency-pricing-project-based-vs-retainer · เผยแพร่ 17 พฤษภาคม 2563 · อ่าน 12 นาที · โดย PARANATH PANARATANA

เปรียบเทียบโครงสร้างราคาการจ้างเอเจนซีโฆษณา ระหว่าง Project-Based และ Retainer Model แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน และแต่ละแบบเหมาะกับงานประเภทไหน?

## Key Takeaways

- **ตัวตัดสินคือลักษณะงาน ไม่ใช่ขนาดงบ** — งานที่มีจุดจบชัดเจนอย่างทำเว็บไซต์หรือถ่ายวิดีโอเหมาะกับ Project-Based ส่วนงานที่ต้องวัดผลและปรับต่อเนื่องอย่าง SEO หรือดูแลโฆษณาเหมาะกับ Retainer
- **Retainer แลกความยืดหยุ่นด้วยภาระผูกพัน** — ได้ทีมที่เข้าใจแบรนด์สะสมไปเรื่อย ๆ แต่กลายเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่ตัดออกยากในเดือนที่ธุรกิจชะลอตัว
- **วิธีลดความเสี่ยงคือเริ่มด้วยงานก้อนเล็กที่มีเกณฑ์วัดผลชัด** — แล้วค่อยขยับเป็นสัญญารายเดือนเมื่อเห็นตัวเลขจริง ไม่ใช่ตัดสินจากงานนำเสนอ

เจ้าของธุรกิจที่กำลังเทียบใบเสนอราคาจากเอเจนซีหลายเจ้ามักเจอคำถามสองข้อ ข้อแรกคือทำไมเอเจนซีเจ้าหนึ่งคิดหลักหมื่นแต่อีกเจ้าคิดหลักแสน ข้อที่สองคือควรจ้างเป็นรายเดือนหรือจ้างเป็นแคมเปญสั้น ๆ คำตอบของทั้งสองข้ออยู่ที่โครงสร้างการคิดราคาที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลถึงกระแสเงินสดของธุรกิจพอ ๆ กับผลลัพธ์ทางการตลาด เนื้อหาในบทอธิบายโมเดลแบบโปรเจกต์กับแบบรายเดือน เทียบว่างานแบบไหนควรจ่ายแบบใด แนะนำโมเดลผสม และวิธีจับคู่โมเดลราคาทีละงาน

โครงสร้างราคาเอเจนซีมีสองแบบหลัก คือ Project-Based ที่ตกลงขอบเขตงานและราคาเป็นก้อนเดียวสำหรับงานที่มีจุดจบชัดเจน กับ Retainer ที่จ่ายรายเดือนสำหรับงานที่ต้องวัดผลและปรับปรุงต่อเนื่อง ตัวตัดสินว่าแบบไหนคุ้มกว่าคือลักษณะของงาน ไม่ใช่ขนาดงบที่มี เพราะงานที่ต้องสะสมผลอย่าง SEO ไม่มีทางเห็นผลในสัญญาสั้น ขณะที่งานจบเป็นชิ้นอย่างทำเว็บไซต์ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายต่อเนื่องทุกเดือน

ในวงการดิจิทัลเอเจนซี โครงสร้างราคาที่ได้รับความนิยมสูงสุดมี 2 รูปแบบหลัก คือ **[Project-Based](https://agencyanalytics.com/blog/project-vs-retainer-agency-pricing-models)** และ **Retainer**

## Project-Based Model: เจ็บแต่จบ ควบคุมงบได้ 100%

**Project-Based** คือการตกลงขอบเขตงาน (Scope of Work – SOW) ระยะเวลา และราคาแบบ "เหมาจ่าย" ตั้งแต่วันแรกที่เซ็นสัญญา เมื่อส่งมอบงานครบตามที่ตกลงกันไว้ ถือว่าโปรเจกต์สิ้นสุด

* **จุดเด่น:** ความเสี่ยงต่ำ ธุรกิจรู้ล่วงหน้าเป๊ะ ๆ ว่าต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ในวันไหน เหมาะมากสำหรับการทดลองฝีมือเอเจนซีเจ้าใหม่ก่อนตัดสินใจทำสัญญาระยะยาว
* **จุดด้อย:** ขาดความยืดหยุ่น (Agility) หากระหว่างทางธุรกิจต้องการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์กระทันหัน หรืออยากขอทำภาพกราฟิกเพิ่ม เอเจนซีจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Out of Scope) ทันที และเมื่อจบโปรเจกต์ เอเจนซีมักจะถอนทีมงานไปดูแลลูกค้ารายอื่น ทำให้ขาดความต่อเนื่อง

**เหมาะกับงานประเภทไหน?**

งานที่มีจุดสิ้นสุดชัดเจน เช่น การออกแบบโลโก้ (Branding), การสร้างเว็บไซต์, การถ่ายทำวิดีโอโฆษณา (Production), หรืองาน Event เปิดตัวสินค้าในโลกออฟไลน์

### Project-Based เหมาะกับธุรกิจแบบไหนมากที่สุด?

Project-Based เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทดลองทำงานกับเอเจนซีเจ้าใหม่ก่อนผูกพันระยะยาว หรือมีงานที่จับต้องได้ชัดเจนเป็นชิ้น ๆ เช่น สร้างเว็บไซต์หรือถ่ายโฆษณา เพราะควบคุมงบประมาณได้แน่นอนตั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงรายเดือน

## Retainer Model: จ่ายรายเดือน เพื่อผลลัพธ์ระยะยาว

**Retainer Model** คือการเซ็นสัญญาจ้างเอเจนซีเป็น "รายเดือน" (ขั้นต่ำมักเริ่มที่ 3 เดือน และยาวได้ถึง 12 เดือนขึ้นไป) โดยตกลงกันว่าในแต่ละเดือน เอเจนซีจะต้องส่งมอบชิ้นงานเท่าไหร่ หรือใช้เวลาทำงานให้กี่ชั่วโมง (Billable Hours)

* **จุดเด่น:** เอเจนซีทำงานใกล้เคียงทีมภายในของธุรกิจ เพราะสะสมความเข้าใจสินค้าและลูกค้าไปเรื่อย ๆ สัญญาต่อเนื่องยังทำให้เก็บข้อมูลมาทดสอบและปรับปรุงผลลัพธ์ได้เป็นรอบ ๆ ส่วนราคาเฉลี่ยต่อชิ้นงานมักถูกกว่าการสั่งงานเป็นครั้ง ๆ เพราะไม่ต้องเริ่มทำความเข้าใจโจทย์ใหม่ทุกครั้ง
* **จุดด้อย:** เป็นภาระผูกพันระยะยาว (Fixed Cost) หากเลือกเอเจนซีผิดหรือยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า ธุรกิจอาจรู้สึกเหมือนกำลังเผาเงินทิ้งทุกเดือน

**เหมาะกับงานประเภทไหน?**

งานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง (Always-on) เช่น การดูแลโซเชียลมีเดีย (Social Media Management), การทำ SEO ที่ต้องใช้เวลาดันอันดับ, การยิงโฆษณารายเดือน (Media Buying), หรือการดูแลระบบ CRM และ Data ของลูกค้า

### Retainer ถึงจะคุ้มค่าต้องผูกสัญญานานแค่ไหน?

ขึ้นกับงาน สำหรับ SEO ประธานของ RevenueZen ให้ตัวเลขไว้ว่าต้องใช้ 6-12 เดือนแล้วแต่ลูกค้า กว่าจะแสดงผลตอบแทนได้ ส่วนสัญญา Retainer ทั่วไปเริ่มที่ขั้นต่ำ 3 เดือน สัญญาที่สั้นกว่านั้นมักจบก่อนเอเจนซีเก็บข้อมูลและทดสอบได้ครบรอบแรก จึงยังไม่มีตัวเลขพอให้ตัดสินว่าคุ้มหรือไม่

---

## ตารางเปรียบเทียบ: งานแบบไหน ควรจ่ายแบบใด?

### โครงสร้างราคาเอเจนซีคืออะไร และมีกี่แบบ?

โครงสร้างราคาเอเจนซี คือรูปแบบการคิดค่าบริการที่เอเจนซีใช้เรียกเก็บเงินจากลูกค้า หลัก ๆ มี 2 แบบ คือ Project-Based (จ่ายเป็นก้อนตามชิ้นงาน) และ Retainer (จ่ายรายเดือนต่อเนื่อง) การเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะงานและกระแสเงินสดของธุรกิจเป็นหลัก ไม่ใช่แค่เรื่องราคาถูกหรือแพงเพียงอย่างเดียว

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองพิจารณาเปรียบเทียบความคุ้มค่าจากตารางนี้:

| มิติการพิจารณา              | Project-Based (จ่ายตามชิ้นงาน)                             | Retainer Model (สัญญารายเดือน)                     |
| ----------------------------- | ------------------------------------------------------------- | ---------------------------------------------------- |
| **เป้าหมายหลัก**            | ผลผลิตที่จับต้องได้ทันที (Output-driven)                 | ผลลัพธ์ทางธุรกิจระยะยาว (Outcome-driven)         |
| **ขอบเขตงาน (Scope)**        | ล็อกตายตัว เปลี่ยนแปลงยาก                                   | ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ตลาดได้         |
| **การใช้ Data**              | ใช้เฉพาะในช่วงเวลาของแคมเปญ                             | เก็บสะสมและวิเคราะห์ต่อเนื่องเป็นวงจร         |
| **ตัวอย่างงานที่เหมาะสม** | ทำเว็บไซต์, ถ่ายโฆษณา, จัดแคมเปญเทศกาล (Festive)          | ทำ SEO, ยิงแอดรายเดือน, บริหาร Social Media       |
| **กระแสเงินสด (Cash Flow)**  | จ่ายเป็นก้อนใหญ่ (มักแบ่งจ่ายตามงวดงาน เช่น 30/40/30) | จ่ายรายเดือนเท่า ๆ กัน ทำให้คาดการณ์บัญชีง่าย |

### เลือกระหว่าง Project-Based กับ Retainer ควรดูจากอะไรเป็นหลัก

ดูจากลักษณะงานเป็นหลัก งานที่มีจุดจบชัดเจนและทำครั้งเดียวจบให้เลือก Project-Based ส่วนงานที่ต้องวัดผลและปรับต่อเนื่องอย่าง SEO หรือการดูแลโฆษณาให้เลือก Retainer เพราะต้องใช้เวลาสะสมข้อมูลก่อนจึงจะตัดสินได้ว่าคุ้มหรือไม่ ถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากงานก้อนเล็กที่ระบุเกณฑ์วัดผลไว้ล่วงหน้า แล้วใช้ตัวเลขนั้นตัดสินใจรอบถัดไป

## Hybrid Model: สูตรผสมผสานสำหรับองค์กรยุคใหม่

แบรนด์ชั้นนำในปัจจุบันมักไม่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ใช้ **Hybrid Model** เข้ามาบริหารงบประมาณ

ตัวอย่างเช่น: การทำ Retainer สัญญารายเดือนมูลค่า 50,000 บาท เพื่อดูแลเพจ ยิงแอด และทำ SEO (รักษายอดขายพื้นฐาน) แต่เมื่อถึงช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ที่สาขา (Phygital Event) แบรนด์จะอนุมัติงบ Project-Based แยกต่างหากอีก 200,000 บาท เพื่อทำแคมเปญพิเศษโดยเฉพาะ

วิธีนี้ทำให้แบรนด์มีความต่อเนื่องในการดูแลลูกค้าประจำ แต่ก็ยังมีกระสุนก้อนใหญ่ไว้ลุยแคมเปญสำคัญโดยไม่ต้องไปรบกวนงบรายเดือน

### Hybrid Model เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน?

Hybrid Model เหมาะกับธุรกิจที่มีฐานลูกค้าและงบประมาณที่นิ่งพอจะรองรับ Retainer พื้นฐานได้แล้ว แต่ยังมีแผนเปิดตัวสินค้าหรือจัดแคมเปญใหญ่เป็นช่วง ๆ ตลอดปี ธุรกิจขนาดเล็กที่งบยังจำกัดอาจยังไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลนี้ เพราะการแยกงบสองส่วนพร้อมกันอาจสร้างภาระทางการเงินที่หนักเกินไปในช่วงเริ่มต้น

## สัญญารายเดือนที่ไม่มีชิ้นงานตายตัว คิดจากชั่วโมงเหมา

บทความเรื่องโมเดลราคาของ [AgencyAnalytics](https://agencyanalytics.com/blog/project-vs-retainer-agency-pricing-models) เขียนให้เจ้าของเอเจนซีอ่าน จึงมีรายละเอียดที่ฝั่งผู้จ้างไม่ค่อยได้เห็น ถ้าแต่ละเดือนไม่มีชิ้นงานส่งมอบจำนวนเท่ากัน ค่า Retainer จะตั้งจากจำนวนชั่วโมงทำงานที่เหมาไว้ต่อเดือน และเมื่องานต้องแก้หลายรอบจนเกินชั่วโมงที่ตกลง เอเจนซีต้องแบกต้นทุนส่วนเกินนั้นเอง บทความเดียวกันแนะนำเอเจนซีที่ยังไม่แน่ใจว่าลูกค้ารายใหม่เข้ากับทีมหรือไม่ ให้เสนอสัญญานำร่อง 3 เดือนก่อนเสนอสัญญา 12 เดือน ส่วนเจ้าของ The Montgomery Group เล่าว่าวางแผนงานให้ลูกค้า 12 เดือน แต่ทำสัญญาแบบต่อเดือน

รายละเอียดเหล่านี้กลายเป็นคำถามต่อรองได้สามข้อ ชั่วโมงเหมาต่อเดือนมีเท่าไร งานที่เกินชั่วโมงคิดราคาอย่างไร และชั่วโมงที่ใช้ไม่หมดยกไปเดือนถัดไปได้หรือไม่ คำตอบทั้งสามข้อทำให้เทียบใบเสนอราคาสองเจ้าที่ตัวเลขรายเดือนเท่ากันได้ว่าได้เวลาทำงานต่างกันแค่ไหน และถ้าเอเจนซีเสนอสัญญานำร่องสั้น ๆ ได้ ธุรกิจก็ไม่ต้องผูกปีแรกทั้งปีกับทีมที่ยังไม่เคยร่วมงาน

### Agency of Record ต่างจาก Retainer ทั่วไปอย่างไร

Agency of Record (AOR) คือการให้เอเจนซีเจ้าเดียวดูแลงานการตลาดและโฆษณาทั้งหมดของแบรนด์ ตามนิยามของผู้ก่อตั้ง Sprocket Digital ในบทความเดียวกัน บริษัทขนาดใหญ่เลือกแบบนี้เพื่อมีผู้ประสานงานจุดเดียวและให้ทุกช่องทางเดินแผนเดียวกัน ส่วน Retainer ทั่วไปอาจครอบคลุมเพียงงานเดียว เช่น SEO หรือดูแลเพจ โดยแบรนด์ยังจ้างเจ้าอื่นทำงานส่วนที่เหลือได้

---

## จับคู่โมเดลราคาทีละงาน ไม่ใช่เลือกโมเดลเดียวครอบทุกอย่าง

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือธุรกิจเลือกโครงสร้างราคาจากงบที่มีในมือ ณ ตอนนั้น มากกว่าจากลักษณะงานจริง ผลคือจ่ายรายเดือนให้งานที่ควรจบเป็นชิ้น เช่น ทำเว็บไซต์หรือถ่ายวิดีโอ หรือกลับกัน จ่ายเป็นก้อนครั้งเดียวให้งานที่ต้องสะสมผลอย่าง SEO ซึ่งไม่มีทางเห็นผลในสัญญาสั้น

วิธีที่ใช้ได้จริงคือแยกงานการตลาดที่ทำอยู่ออกเป็นสองกลุ่มก่อน คืองานที่จบเป็นชิ้นกับงานที่ต้องปรับปรุงต่อเนื่อง แล้วจับคู่โมเดลราคาทีละงาน แทนการเลือกโมเดลเดียวครอบทุกอย่าง ส่วนธุรกิจที่ยังไม่แน่ใจว่าเอเจนซีเจ้านั้นทำงานได้จริงหรือไม่ การเริ่มด้วยงานก้อนเล็กที่มีเกณฑ์วัดผลชัดเจนก่อนแล้วค่อยขยับเป็นรายเดือน เป็นเส้นทางที่เสียหายน้อยกว่าการตัดสินใจผูกสัญญายาวตั้งแต่วันแรก

### ธุรกิจเล็กใช้สองโมเดลพร้อมกันได้หรือไม่

ได้ แต่ควรเริ่มเมื่อรายได้นิ่งพอจะรองรับค่าใช้จ่ายรายเดือนได้โดยไม่กระทบกระแสเงินสด วิธีที่เบาที่สุดคือมีสัญญารายเดือนขนาดเล็กไว้ดูแลงานที่ต้องทำต่อเนื่อง แล้วค่อยอนุมัติงบก้อนแยกเฉพาะตอนมีแคมเปญใหญ่ ซึ่งทำให้งบประจำไม่ถูกดึงไปใช้จนงานพื้นฐานสะดุด

## สรุป

โครงสร้างราคาทั้งสองแบบไม่มีแบบไหนคุ้มกว่าในทุกสถานการณ์ Project-Based คุ้มกับงานที่มีจุดจบชัดเจนและช่วยล็อกงบไม่ให้บานปลาย ส่วน Retainer คุ้มกับงานที่ต้องวัดผลและปรับต่อเนื่องจนสะสมเป็นผลลัพธ์ สิ่งที่ตัดสินคือลักษณะงาน ไม่ใช่ขนาดงบที่มีอยู่ และก่อนเซ็นสัญญายาวทุกครั้ง ควรมีตัวเลขจากงานก้อนเล็กไว้เป็นจุดเทียบ เพื่อให้การต่อสัญญารอบถัดไปตัดสินจากผลงานจริง ไม่ใช่จากความรู้สึก

ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญากับเอเจนซีเจ้าไหน ลองย้อนกลับไปเช็กสัญญาณที่บอกว่าธุรกิจของคุณถึงเวลาต้อง[จ้างเอเจนซีโฆษณา](https://phygital.co.th/insights/why-hire-advertising-agency) แล้วหรือยัง และอย่าลืมตรวจสอบว่าเอเจนซีที่เสนอราคามีการคิด[ค่า Pitch Fee](https://phygital.co.th/insights/what-is-pitch-fee-advertising-agency) อย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานสมาคมโฆษณาไทยด้วย และควรใช้[วิธีการเลือกเอเจนซีที่ใช่ 8 ขั้นตอนคัดกรองและการเขียนบรีฟ](https://phygital.co.th/insights/how-to-choose-the-right-agency-and-briefing) ประกอบการตัดสินใจ ส่วนภาพว่าธุรกิจไทยใช้เงินโฆษณาดิจิทัลไปกับช่องทางไหน อยู่ใน[เจาะลึกงบโฆษณาดิจิทัลไทย 2026 ใครจ่ายหนัก เงินไหลไปไหน](https://phygital.co.th/insights/thailand-digital-ad-spend-2026) และมองภาพใหญ่ระดับโลกประกอบด้วย อ่านได้ใน[Global Ad Spend 2026 โตช้าลง อ่านทิศทางเม็ดเงินโฆษณาโลก](https://phygital.co.th/insights/global-ad-spend-1-trillion-forecast)

## คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

### สัญญา Retainer มักมีขั้นต่ำกี่เดือน และยกเลิกกลางคันได้หรือไม่

สัญญาส่วนใหญ่ยาว 3 ถึง 12 เดือน เพราะเอเจนซีต้องกันกำลังคนไว้ล่วงหน้า การยกเลิกก่อนกำหนดทำได้ตามเงื่อนไขที่เขียนไว้ในสัญญา ซึ่งมักกำหนดให้แจ้งล่วงหน้า 30-60 วัน ก่อนเซ็นควรเขียนไว้สองเรื่อง คือเกณฑ์อะไรที่ถือว่าไม่ผ่าน และใครเป็นผู้ชี้ขาด

### จ้างแบบ Project-Based แล้วงานมีปัญหาหลังส่งมอบ ใครรับผิดชอบ

ปกติมีระยะรับประกันหลังส่งมอบระบุไว้ในสัญญา เช่น 30-60 วัน ปัญหาที่เกิดในช่วงนั้นเอเจนซีแก้ให้โดยไม่คิดเพิ่ม หลังพ้นระยะประกันจะเข้าสู่ค่าดูแลรักษาแยกต่างหาก ควรถามให้ชัดตั้งแต่ก่อนเซ็นว่าอะไรนับเป็นการแก้ข้อผิดพลาดและอะไรนับเป็นงานเพิ่ม

### เอเจนซีคิดราคา Retainer จากอะไร ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน

ฐานการคิดคือเวลาทำงานของคนในทีมคูณกับระดับประสบการณ์ของคนที่ลงมือทำจริง ทีมที่มีคนระดับอาวุโสเข้ามาวางแผนและวิเคราะห์ย่อมมีต้นทุนต่อชั่วโมงสูงกว่าทีมที่ใช้คนเพิ่งเริ่มงานทั้งหมด คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ราคาเท่าไร แต่คือใครเป็นคนทำงานชิ้นนี้และใช้เวลาเท่าไร

### ธุรกิจเล็กที่งบยังน้อย ควรเลือกแบบไหน

เลือก Project-Based ที่ขอบเขตชัดก่อน เช่น ทำอัตลักษณ์องค์กรหรือเว็บไซต์พื้นฐานให้จบเป็นชิ้น แล้วดูแลงานรายวันเองไปก่อนจนกระแสเงินสดนิ่งพอ การผูกสัญญารายเดือนตั้งแต่ยังคาดการณ์รายได้ไม่ได้ มักจบด้วยการยกเลิกกลางคันซึ่งเสียทั้งเงินและเวลาของทั้งสองฝ่าย

### เปลี่ยนจาก Project-Based ไปเป็น Retainer กับเอเจนซีเดิมได้หรือไม่

ได้ และเป็นเส้นทางที่พบบ่อย เพราะทีมที่เคยทำงานให้แล้วไม่ต้องเริ่มทำความเข้าใจธุรกิจใหม่ ข้อควรทำคือนำผลของงานก้อนแรกมาตั้งเป็นเกณฑ์ตั้งต้นของสัญญารายเดือน เพื่อให้มีจุดเทียบว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจริงหรือไม่

### ควรตกลงเรื่องการรายงานผลไว้อย่างไรในสัญญารายเดือน

ระบุให้ชัดว่ารายงานถี่แค่ไหน มีตัวเลขอะไรบ้าง และธุรกิจมีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีต้นทางเองหรือไม่ เพราะรายงานที่สรุปมาให้อย่างเดียวโดยเข้าไปดูข้อมูลดิบไม่ได้ ทำให้ธุรกิจไม่มีทางรู้ว่าตัวเลขที่เห็นถูกเลือกมาแสดงเฉพาะส่วนหรือไม่

## กำลังจะเซ็นสัญญารายเดือน แต่ยังไม่มีตัวเลขไว้เทียบว่าคุ้มหรือไม่

ให้ PHYGITAL AGENCY ช่วยวินิจฉัยธุรกิจด้วยชินดัง แล้วกำหนดเกณฑ์วัดผลกับจุดตัดสินใจร่วมกันก่อนเริ่มงาน เพื่อให้รู้ตั้งแต่ต้นว่างานไหนควรจ้างเป็นก้อน และงานไหนคุ้มที่จะจ่ายต่อเนื่อง

- [นัดประชุมผ่าน Google Meet](https://calendar.app.google/DotQdE7Ca8LZG6Us5)
- [เพิ่มเพื่อนใน LINE](https://lin.ee/J8Qq8Do)
